เมื่อช่วงต้นเดือนเมษายน 2569 ผมได้เขียนบทความสนับสนุนให้รัฐบาลกู้เงินด่วนมาแก้วิกฤติเศรษฐกิจที่ระบาดไปทั่วโลก
อันเนื่องจากการก่อสงครามระดับภูมิภาคของโลกครั้งใหญ่ระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลกับอิหร่าน แล้วมีผลทำให้น้ำมันและก๊าซที่เป็นยุทธปัจจัยหลักของโลกมีราคาสูงขึ้นจากก่อนสงครามถึงร่วมเท่าตัว แล้วบรรดาสินค้าอุปโภคบริโภคก็ทยอยขึ้นตามมา
ไม่นานรัฐบาลไทยโดยการนำของท่านนายกอนุทิน ชาญวีรกูล ก็ได้ออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินภายในประเทศจำนวน 4 แสนล้านบาท แบ่งครึ่งหนึ่งมาทำโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ซึ่งก็ได้ลงมือแจกจ่ายเงินไปแล้ว และกำลังจะปรับปรุงวิธีแจกจ่ายให้ตรงเป้าและมีประสิทธิภาพดีขึ้น ตามข่าวที่ปรากฏชัดเจนในหมู่ประชาชนส่วนใหญ่แล้ว
หลังการเผยแพร่บทความไม่นาน ผมได้ติดตามความเห็นของประชาชนระดับที่อยากรับเงินช่วยเหลือ ซึ่งคงได้รับความช่วยเหลือจากโครงการไทยช่วยไทยพลัสส่วนใหญ่ไปแล้ว ได้แสดงความเห็นออกมาในเชิงไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลไปกู้เงินมาแจกในครั้งนี้ โดยสรุปได้ว่ารัฐบาลไปก่อหนี้ให้ลูกหลานเพิ่มขึ้นอีกแล้ว กู้ไม่รู้จักจบสิ้นอะไรทำนองนั้น
ยิ่งกว่านั้น ผมยังได้ฟังสื่อทางทีวีที่ได้เชิญผู้รู้ระดับเคยเป็นรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจมาแล้วพูดเรื่องการแก้วิกฤติเศรษฐกิจ ท่านพูดว่า “ผมไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลต้องไปกู้เงินเร่งด่วนโดยการออกพระราชกำหนด เพื่อนำเงินไปแจกประชาชน ซึ่งสมัยผมรัฐบาลเขาไม่เคยกู้เงินมาแจกประชาชนกันเลย”
ผมฟังแล้วต้องร้องอนิจจาประเทศไทย พรรคการเมืองตั้งรัฐมนตรีแบบไม่รู้อะไรมาบริหารประเทศชาติหรือนี่
อายุปูนนี้ยังไม่รู้ว่ารัฐบาลตั้งแต่ยุคท่านพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เป็นต้นมา ต่างก็ต้องกู้เงินมาใช้เพิ่มเติมเป็นงบขาดดุลงบประมาณมาบริหารประเทศกันทั้งนั้น ซึ่งรวมถึงงบที่นำไปแจกประชาชนในรูปแบบต่างๆ เพื่อทำประชานิยมในสมัยรัฐบาลไทยรักไทยด้วย
หลังจากนั้น ผมยังได้ฟังพรรคการเมืองระดับเก่าแก่ที่ประชาชนรุ่นหลังส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้จักชื่อแล้ว ได้ออกมาค้านในเรื่องนี้ด้วย ทำให้ผมรู้สึกรันทดใจยิ่งขึ้นไปอีกว่า เมืองไทยนี้นักการเมืองของเราแก่ได้เพราะอายุอย่างเดียวเท่านั้น
ผมจึงใคร่ขอชี้แจงให้ประชาชนระดับหาเช้ากินค่ำและมีหนี้ครัวเรือนมากไปจนถึงมนุษย์เงินเดือน ซึ่งเป็นประชากรส่วนน้อยแต่เป็นผู้เสียภาษีทำนุบำรุงประเทศในสัดส่วนที่สูง จนถึงนักการเมืองทั้งเก่าและใหม่ทั้งหลายได้รับรู้ถึงความจำเป็นที่รัฐบาลต้องหาเงินมาใช้ในการบริหารประเทศมากขึ้นๆตลอดมา ดังนี้
ประการแรก ทุกประเทศนอกจากต้องยอมให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนแล้ว ยังเห็นความจำเป็นที่รัฐจะต้องหาเงินมาใช้ทำนุบำรุงและลงทุนพัฒนาประเทศรวมทั้งเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ
เพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศตนมีผลผลิตประชาชาติ หรือ GDP ขยายตัวเร็วขึ้นภายใต้หลักความก้าวหน้าที่มั่นคง มีเสถียรภาพและยั่งยืน ซึ่งจะเห็นชัดว่า ยิ่งประเทศที่เศรษฐกิจโตมากรัฐบาลของเขาก็จะยิ่งกู้เงินมาก เช่น ประเทศญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และจีน เป็นต้น
แต่ก็มีตัวอย่างที่ล้มเหลวจนเกิดวิกฤติด้านเศรษฐกิจและการเงินเข้ามาแทน เช่น กรณีวิกฤติต้มยำกุ้งของไทยในปี 2540 วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ของสหรัฐอเมริกาในช่วง 18-19 ปีมาแล้ว
หรือการเริ่มก่อตัวของวิกฤติด้านเศรษฐกิจของประเทศอินโดนีเซียในขณะนี้ ทำให้ต่างชาติได้โยกเงินลงทุนในตลาดหลักทรัพย์และตลาดทุนออกมากสูงถึง 13 พันล้านเหรียญแล้ว และจะไหลออกไปอีกไม่มากก็น้อย
ประการที่สอง ทุกประเทศต่างก็รู้ดีว่า ประเทศเขาจำเป็นต้องแข่งขัน จำเป็นต้องก้าวเดินไปข้างหน้าไม่ให้ล้าหลังประเทศอื่น จึงจำเป็นต้องหาเงินมาใช้ในการบริหารและพัฒนาประเทศให้มากที่สุด และทุกประเทศที่พอมีเครดิตก็ยอมรับว่าต้องมีการกู้เงินอนาคตมาใช้ในปัจจุบัน
ฟังดูเหมือนผลักภาระไปให้ลูกหลาน แต่มีหลายประเทศที่คิดเป็น มีโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ดี มีการกู้เงินไปด้วยและปรับปรุงระบบภาษีไปด้วย และมีการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่เป็นชนชาติของตนขึ้นมาได้เร็ว ก็สามารถเห็นได้ชัดถึงความแตกต่างของมาตรฐานของความเป็นอยู่ของคนในชาติที่ดีขึ้น
สำหรับประเทศไทยนั้น ปัจจุบันนี้มีนักวิชาการและผู้รู้ที่เก่งไม่น้อยกว่าประเทศอื่น สามารถมองเห็นโอกาสที่จะทำการผลักดันให้ประเทศเติบโตได้ในหลายมิติ แต่การเมืองของไทยกลับเป็นตัวปิดกั้นสิ่งดีๆที่ควรทำเสียเอง
ด้วยการไม่สลัดความคิดที่จะมุ่งหาแต่อำนาจ กระทำแต่สิ่งที่ให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ส่วนตนและพรรคพวก โดยประพฤติมิชอบสารพัดที่คิดได้ หาได้คิดและตระหนักว่ารัฐต้องกระทำในสิ่งที่เป็นธรรมาภิบาลเท่านั้น
ถ้าจะถามว่าจะมีสิ่งใดที่รัฐบาลจะสนองความคาดหวังของคนไทยทั้งประเทศได้ในยามที่ทุกประเทศต่างแข่งขันกันโดยไม่แยแสกับสิ่งที่ถูกต้อง ถึงเวลาแล้วครับที่รัฐบาลต้องหันมาคิดให้หนักถึงจุดอ่อนของประเทศที่หนักหนาสากรรจ์ยากที่จะจัดการให้ดีขึ้นได้
นับตั้งแต่โครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ไม่มีศักยภาพในการแข่งขัน โครงสร้างการคลังภาครัฐที่มีแต่ถดถอยลงมากในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา โครงสร้างทางการศึกษาที่ไม่สามารถผลิตพลเมืองให้ตรงกับความต้องการของประเทศที่จะต้องแข่งขันกับชาติอื่นให้ได้
และสุดท้ายก็เป็นการเร่งปรับปรุงกฎหมายต่างๆ ในการบริหารประเทศที่มีแต่สิ่งที่ขัดต่อการเดินหน้า ให้เป็นกฎหมายที่สามารถเอื้อให้ประเทศก้าวเดินหน้าได้เร็วเหมือนประเทศอื่นเขา
ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้คือสิ่งที่รัฐบาลจะสนองความคาดหวังของคนไทยทั้งประเทศได้.


