จากตอนที่ 1 และ 2 ได้อธิบายให้เห็นถึงข้อดีของการมีทางเท้าที่เดินได้จริงว่าช่วยลดปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5 เรื่องพลังงาน เรื่องโลกร้อนและอื่นๆไปแล้ว
แต่จากประสบการณ์จริงของทุกคนก็รู้กันได้เองว่าคนไทย(ยัง)ไม่นิยมเดิน ปัญหาทางเท้าในเมืองใหญ่ทั้งกรุงเทพฯ เชียงใหม่ พัทยา หรือภูเก็ต เกิดจากการที่มีเสาสารพัดชนิด
ไม่ว่าจะเป็น เสาป้ายจราจร ป้ายทางม้าลาย ป้ายโรงเรียน ป้ายบอกทาง ป้ายสำนักงานเขต ฯลฯ รวมทั้งเสาไฟฟ้าขนาดใหญ่ ปักอยู่กลางทางเท้า ทำให้เดินไม่สะดวก หรือแมักระทั่งต้องลงไปเดินเสี่ยงชีวิตบนถนน
ผู้เขียนได้เสนอแนะวิธีคิดและวิธีปฏิบัติเพื่อแก้ 2 ปัญหานี้ไปแล้วใน 2 ตอนที่แล้ว ในตอนที่ 3 นี้ เราจะมาพูดถึงอีกหนึ่งปัญหาสำคัญที่ทำให้ทางเท้ากลายสภาพเป็นประหนึ่งเขาวงกตที่ร่วมกันสร้างขึ้นโดยหลากหน่วยงานของรัฐ
วิกฤต"ดงเสา"บนทางเท้า
หากลองสังเกตทางเท้าในบางพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณทางร่วมทางแยกในเมืองใหญ่ เราจะพบว่ามีหลายเสาปักเบียดอยู่ใกล้ ๆ กันในจุดเดียว มากที่สุดอาจถึง 4-5 ต้น กลายเป็น"ดงเสา" เช่น
ต้นที่ 1: เสาป้ายชื่อถนน/ซอย
ต้นที่ 2: เสาสัญญาณไฟจราจร
ต้นที่ 3: เสากล้อง CCTV เพื่อความปลอดภัย
ต้นที่ 4: เสาป้ายเตือนหรือป้ายประชาสัมพันธ์ และอื่นๆ
เสาเหล่านี้เป็นของต่างหน่วยงาน จึงติดตั้งด้วยงบและเวลาตลอดจนเจ้าหน้าที่ต่างกัน จึงถูกปักแบบของใครของมัน จนอาจกระจายจนเต็มความกว้างของทางเท้า คนธรรมดาที่เดินได้บางทีก็แทรกตัวผ่านไปได้ลำบาก ยิ่งคนพิการที่ใช้รถเข็นหรือคุณแม่ที่เข็นรถเด็ก ยิ่งหมดสิทธิ์ผ่านโดยสิ้นเชิง
แนวทางการแก้ไขกรณีนี้นั้นยอมรับว่า"พูดง่าย ทำไม่ง่าย"
ก่อนอื่น ขอให้เรานึกภาพไปที่ป้ายริมถนนของกรมทางหลวง จะเห็นว่ามีหลายกรณีที่มีหลายป้ายที่มีจุดประสงค์ต่างกัน เช่น ป้ายห้ามเลี้ยว ป้ายจำกัดความเร็ว ป้ายเนินลูกระนาด ติดตั้งอยู่บนเสาเดียวกัน
ผู้เขียนอยากเสนอให้ทำเช่นว่านี้แหละ แต่จะยากขึ้นเพราะคราวนี้จะทำในพื้นที่เมือง และเป็นกรณีหลายป้ายจากหลายหน่วยงานมาปักบนเสาเดี่ยวร่วมกันบนทางเท้า
โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องบูรณาการทั้งงบประมาณ และการออกแบบ รวมทั้งร่วมใช้ระบบ "เสาเดี่ยว หลายป้าย" (smart shared pole) ด้วยวิธีนี้จำนวนเสาจะลดลง ทางเท้าจะมีพื้นที่ให้เดินได้กว้างขึ้น สะดวกและปลอดภัยขึ้น ดังตัวอย่างการรวบเสาป้ายตามรูปที่แนบมา
การรวมเสา เพื่อให้สะดวกแก่คนเดินบนทางเท้าตามวัตถุประสงค์เริ่มแรกของทางเท้า ที่เสนอมานี้ฟังดูเป็นเรื่องสามัญสำนึกที่ใครก็คิดได้ แต่ในความเป็นจริงไม่ง่ายนัก เพราะติดกำแพงขนาดใหญ่ที่เรียกว่า ไซโล (silo) ของหน่วยงานรัฐ
เพราะป้ายแต่ละป้ายมีเจ้าของที่ต่างกันโดยสิ้นเชิงในภาระรับผิดชอบและงบประมาณรวมทั้งเงื่อนเวลา เช่น
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) / กทม.: ดูแลป้ายชื่อซอยและทางเท้า
ตำรวจจราจร / กรมทางหลวง: ดูแลป้ายบอกทางและป้ายเตือนรวมทั้งสัญญาณไฟจราจร
ฝ่ายความมั่นคง / ไอซีที: ดูแลกล้อง CCTV
การไฟฟ้า / การประปา: ดูแลระบบสาธารณูปโภคที่เกี่ยวเนื่อง
เมื่อต่างคนต่างมีงบประมาณของตัวเอง มีหน้าที่ของตัวเอง และมีระเบียบข้อบังคับของตัวเอง การจะเอาป้ายของของฉันไปแขวนไว้บนเสาของเธอ จึงกลายเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ผิดระเบียบพัสดุ หรือข้ามเส้นอำนาจหน้าที่ทันที
เปลี่ยนกรอบความคิด ทลายข้อบังคับ เพื่อประชาชน
หน่วยงานทั้งหมดนี้เป็นหน่วยงานของรัฐ หน้าที่หลักคือต้องบริการประชาชน ถ้าเรายังคิดแบบเดิมว่านี่ไม่ใช่หน้าที่ของฉันหรือระเบียบมันทำไม่ได้ ทางเท้าเมืองไทยก็ไม่มีวันโล่ง และการบริการประชาชนตามอุดมคติของหน่วยงานก็ไม่เกิดขึ้น
หากเราตั้งเป้าหมายสูงสุดร่วมกันว่าจะดูแลและอำนวยความสะดวกให้พลเมืองของเรา ทุกหน่วยงานต้องเปลี่ยนวิธีคิดจากการเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง มาเป็นการเอาประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยการ…
1.แก้กฎหมายและระเบียบข้อบังคับ: ปรับปรุงกฎระเบียบส่วนท้องถิ่นและการจัดซื้อจัดจ้าง ให้สามารถใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกันได้
2.บูรณาการงบประมาณ: ลงขันร่วมกันเพื่อสร้างเสาเดี่ยวที่ทรงประสิทธิภาพ
แม้นจะยอมรับว่าข้อเสนอนี้แหวกแนวมาก ทำยาก คนทำเหนื่อย ไม่อยากมีภาะเพิ่มขึ้น แต่ก็ถึงเวลาแล้วที่เราต้องหันมาดูปณิธานในการทำงานให้ประชาชนของหน่วยงานเราอย่างจริงจัง และเลิกอ้างกฎระเบียบ แล้วหันมาร่วมมือกันเพื่อคืนทางเท้าที่ปลอดภัยให้คนไทยทุกคน
ลดโลกร้อน ลดพลังงาน ลดมลพิษอากาศ ลดค่าใช้จ่าย ได้เมืองน่าอยู่ กันนะครับ.


