วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน 2569

Login
Login

ความจริงอันเจ็บปวดของการมีคลังสมองหรือ Talent pool แบบไทยๆ

ความจริงอันเจ็บปวดของการมีคลังสมองหรือ Talent pool แบบไทยๆ

ความจริงอันเจ็บปวดที่สังคมไทยไม่ทันตระหนัก คือ วิชาชีพในอุตสาหกรรมผลิตองค์ความรู้ ไม่ได้เปิดประตูต้อนรับคนทุกกลุ่มเสียขนาดนั้น โดยเฉพาะในสำนักสาย Science, Technology, Engineering and Mathematics (STEM)

เพราะอย่างที่ทราบกันดี ที่ต่อให้สามารถฝ่าฟันเข้าไปสู่ระบบมหาวิทยาลัยรัฐได้ก็ใช่ว่าจะมีสัญญาจ้างที่มั่นคงเหมือนเมื่อห้วงก่อนยุค 2000 มิหนำซ้ำจำนวนมากยังต้องวิ่งเต้นหาทุนสนับสนุนงานวิจัยในศาสตร์ที่ตนเชี่ยวชาญ  จนรบกวนภารกิจหลักตาม Job Description อีก

จากพิษของการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบฯ ยิ่งหากไม่ได้อยู่ในสถาบันชั้นนำ Top 3 – 5 ก็อาจจะต้องประสบกับข้อจำกัดเรื่องโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนงานวิจัยไม่เพียงพอจะรองรับ/ต่อยอดในศาสตร์ขั้นสูงที่อุตส่าห์ร่ำเรียนมาจากต่างประเทศ จนเยาวชนมากวิสัยทัศน์ต้องมาผิดหวังและจำนนกับระบบที่ล้าหลังถือเป็นเหตุที่สังคมพึงทำความเข้าใจ

ผู้ผ่านการศึกษาในระบบต่างประเทศมาคงพอเห็นภาพว่าอุตสาหกรรมดังกล่าว นอกเหนือจากประเทศมหาอำนาจด้านการศึกษา อาทิ สหรัฐอเมริกา จีน อังกฤษ ออสเตรเลีย สิงคโปร์ และญี่ปุ่น

ที่มีการจัดตั้งเครือข่าย Elite (Research) Universities เป็นรูปธรรมเพื่อแข่งขันกันดึงดูดแรงงานต่างด้าวเข้ามาเติมไว้ในคลังสมอง (talent pool) สำหรับใช้พัฒนาประเทศ

ก็แทบไม่มีที่ใดอีกแล้วในโลกที่พอจะมีขีดความสามารถส่งเสริมวิชาชีพผู้ผลิตองค์ความรู้ให้พอมีวิถีชีวิตที่ดีได้ โดยไม่ต้องดิ้นรนหารายได้จากกระเป๋าใบที่ 2 – 3

ฉะนั้น การที่ผู้คร่ำหวอดในอุตสาหกรรมจะตบเท้ากันออกมาตีขลุมวิชาชีพตนเองเป็นมณฑลสุขาวดี สำหรับผู้เกิดในครอบครัวมีอันจะกินคงไม่ผิดจากข้อเท็จจริงแต่อย่างใด

สวัสดิการรักษาพยาบาล ก็ไม่ทัดเทียมกับระบบราชการพลเรือนทั่วไป ครั้นเมื่ออายุล่วงพ้นวัยทำงาน ก็มีเพียงบำเหน็จก้อนน้อยที่ต้นสังกัดเจียดมาสมทบพอให้ประทังชีวิตเท่านั้น ด้วยสภาพเงื่อนไขข้างต้นจะมีแรงงานต้นทุนทางเศรษฐกิจต่ำเข้ามาร่วมขบวนได้สักกี่น้ำเทียว

เมื่อระบบถูกออกแบบให้เป็นเช่นนี้ ตั้งแต่จำความได้ ทั้งคนรอบตัว และญาติมิตรบางส่วนของผู้เขียนที่พอ ‘รู้ช่องทาง’ จึงต้องขวนขวายใช้เวลาว่างที่พอเหลือในแต่ละห้วงสัปดาห์นำองค์ความรู้ที่ตนเองผลิตได้ไปรับใช้ภาคเอกชน - ภาครัฐ ที่มีความต้องการการบริการวิชาการ

แลกเป็นเงินค่าที่ปรึกษาโครงการ เบี้ยประชุม ไปจนถึงผันตนเองไปดำเนินกิจการส่วนตัวเสียเอง โดยอาศัยเครือข่ายที่สั่งสมมาจาก Symposiums และ Conferences ที่ต้นสังกัดส่งไปแลกเปลี่ยนแต่ละภูมิภาคของโลก สร้างรายได้เป็นกอบกำเพียงพอ เผลอ ๆ มีดอกผลเป็นการช่วยขยายโอกาสหาทุนให้แก่ภาควิชาหรือองค์กรต้นสังกัดอีก 

แน่นอนผู้ที่ประสบความสำเร็จ (ซึ่งถือเป็นส่วนน้อย) ใน Track ลักษณะนี้มักมิพ้นคำติฉินนินทา ‘เบียดบังเวลางาน’ ในสายตาเพื่อนร่วมวิชาชีพ

อย่างไรก็ดี ไม่ใช่ทุกคนจะมีบริบทแวดล้อมการทำงานที่เอื้อต่อช่องทางดังกล่าว เพราะจากกระแสคำบอกเล่าของนักเรียนทุนรัฐบาลไทยหลายคนห้วงสัปดาห์ก่อน

จะเห็นว่าส่วนมากตารางงานไม่เอื้อต่อระบอบ Work – Life Balance ที่ Gen Z คาดหวังแม้แต่น้อย เอาแค่เพดานระบบ 9 – 5 ยังไม่ค่อยมีองค์กรใดมอบให้ได้ด้วยซ้ำ เรื่องขยับขยายจึงแทบไกลเกินฝัน

จริงอยู่ที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในระดับนโยบายควรพิจารณาแก้ไขปัญหาเรื่องระเบียบ/กฎเกณฑ์การให้ทุนการศึกษาแบบผูกมัดจากงบประมาณรัฐบาล

แต่ต้องไม่ลืมว่าปัญหาฐานรากในไทยยังคงเป็นเรื่องของการขาดโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรที่เพียงพอจะสนับสนุน talent pool ที่รัฐรวบรวมขึ้นตลอด 1 – 2 ทศวรรษที่ผ่านมา

เมื่อรัฐไม่สามารถวาง Career path ที่ชัดเจนเพื่อดึงศักยภาพของแรงงานมันสมองออกมาใช้ประโยชน์ได้ ต่อให้แก้ปัญหาเรื่องระเบียบทุนการศึกษาใหม่กี่ครั้ง สุดท้ายบุคลากรที่รับทุนไปก็ต้องประสบปัญหาสิ้นแรงจูงใจการทำงานอยู่ดี

เพราะนอกจากไม่มีทรัพยากรรองรับการผลิตสร้างนวัตกรรมแล้วยังต้องมาเจอกับสัญญาจ้างและสภาพแวดล้อมการทำงานที่ด้อยกว่าการยอมสมองไหลไปยังสถาบันชั้นนำ Top 50 – 100 ของโลกที่มีโครงการดูด talent pool อีกด้วย

เอาแค่ Sign-on bonus ก็มากเสียเกือบจะปิดหนี้ได้เกือบ 1 ใน 4 ของเงินทุนที่ใช้ไปตลอดห้วงการศึกษาแล้ว ไหนจะรายได้ 7 หลักจากโอกาสร่วมโครงการกับบริษัทชั้นนำใน Silicon/Zhonguancun Valley อีก 

ทั้งหมดนี้ตอกย้ำถึงข้อขบคิดของผู้มากพรรษา ในแวดวงอุดมศึกษาหลายท่านที่เชื่อว่าวงการนี้ไม่เหมาะสำหรับผู้แบกภาระทางบ้าน หรือมีต้นทุนทางเศรษฐกิจน้อยกว่ามาตรฐานชนชั้นกลาง

เฉพาะอย่างยิ่งกับกลุ่มที่ไม่มีทั้งครอบครัว และระบบครูแนะแนวในสถานศึกษาตอนปลายที่มีประสิทธิภาพมากพอจะช่วยกลั่นกรองข้อผูกมัดที่อาจเข้าข่ายการรับทุนรูปแบบสัญญาทาส

เพราะเมื่อขาดเงื่อนไขเหล่านี้และหลงเข้าสู่ระบบไปก็มีแนวโน้มสูงที่จะกลายสภาพเป็นแรงงาน ‘เตี้ยอุ้มค่อม’ ไปโดยปริยาย ดังนั้น การให้เยาวชนอายุต่ำกว่าเกณฑ์บรรลุนิติภาวะลงนามในสัญญา  ที่ทั้งสามารถเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขได้ตามองค์กรเจ้าของเงินทุน และอาจมีผลผูกพันไปนานร่วม 3 – 4 ทศวรรษ ก็ดูจะไม่ค่อยเป็นธรรมนัก

กล่าวแบบกำปั้นทุบดิน คือ หากต้องการรักษาคุณภาพชีวิตของแรงงานมันสมองไว้ ทางออกที่มีมนุษยธรรมมากสุดคงเป็นการผลักดันให้คนเหล่านั้นได้เลือกไปเติบโตที่ต่างประเทศด้วยทุนให้เปล่า (grants) แทนการสร้างค่านิยมที่สวยหรูเรื่องการ ‘กลับมาพัฒนาประเทศ’ ทั้งที่รัฐยังไม่มีโครงสร้างพื้นฐานและระบอบการบริหาร talent pool ที่มีประสิทธิภาพรองรับ

เป็นเรื่องน่าเสียดายที่ห้วงต้นของทศวรรษ 2000s ยังไม่มีปรากฏการณ์ข้อมูลข่าวสารล้นทะลักจากแพลตฟอร์ม Social media

มิเช่นนั้น เยาวชนไทยอาจได้รับรู้ถึงทุน grants ทั้งจากรัฐบาลประเทศพัฒนาแล้ว และองค์กร/มูลนิธิการกุศลของพลพรรคเศรษฐี Fortune 500 ในสัดส่วนที่มากขึ้น เพียงพอมาช่วยเพิ่มตัวเลือกการตัดสินใจก่อนลงนามในสัญญาการให้ทุนที่ไม่ต่างอะไรจากการกู้ยืมเงินเพื่อศึกษาต่อก็เป็นได้