ในบทความตอนที่ 1 ผู้เขียนได้กล่าวว่าวิธีการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่สุด ลด PM2.5 และโลกร้อนได้ดีที่สุด ประหยัดที่สุด และยั่งยืนที่สุดคือ การเดินทางพื้นฐานที่มนุษย์มีมานับแสนปี นั่นคือ “การเดิน”
ในเมืองใหญ่ในประเทศ เช่น กรุงเทพมหานคร หรือเทศบาลเมืองเชียงใหม่ เมืองพัทยา ปัญหาใหญ่ที่ทำให้คนไทยไม่ชอบเดิน ไม่ใช่เพราะอากาศร้อน แต่เป็นเพราะสภาพทางเท้าที่ไม่สะดวก ไม่อำนวย จนบ่มเพาะเป็นนิสัยและวัฒนธรรมของคนไทยที่ไม่ชอบเดิน ซึ่งต้องแก้
ความเดินได้ของทางเท้าลดปัญหาสิ่งแวดล้อมร้อนได้
ตามนิยามแล้ว “ความเดินได้” หรือ walkability ไม่ใช่ความสามารถในการเดินของใครคนใดคนหนึ่ง เพราะนั่นคือความสามารถในการเดินหรือ “การเดินได้” ของคนที่ไม่พิการ แต่ความเดินได้ของทาง หมายถึงสภาพของทางที่เดินได้สะดวกและปลอดภัยของทุกคน จะพิการหรือไม่ก็ตาม
IPCC หรือ Intergovernment Panel on Climate Change รายงานว่าการเดินมีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2 เทียบเท่า) เป็นศูนย์ ในขณะที่มอเตอร์ไซค์ปล่อยก๊าซนี้ประมาณ 80-130 กรัมต่อกิโลเมตร,
รถยนต์ส่วนตัว 170-200, รถกระบะเล็ก 200-250, รถบรรทุก มากกว่า 500 ในขณะที่สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) รายงานว่าภาคการขนส่งไทยปล่อย CO2 เทียบเท่ามากถึง 70-80 ล้านตัน CO2 ต่อปี
ประเทศไทยประสบปัญหาที่เป็นเอกลักษณ์ คือวิศวกรผู้ออกแบบถนนและระบบสายไฟฟ้าไม่เข้าใจปัญหาของคนเดินเท้า การปักเสาต่างๆ ไว้กลางทางเท้าจึงขวางทางเดินและทำให้คนไม่เดิน
เสาไฟฟ้าก็ขวางทางเดินเท้าได้
นอกจากมีเสาป้ายจราจร เสาป้ายบอกทาง เสาป้ายทางม้าลาย ฯลฯ ปักกลางทางเท้าจนขวางการเดินโดยตรงแล้ว ยังมีเสาอีกประเภทที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าทำให้เก้าอี้ล้อเลื่อนคนพิการ รถเข็นเด็ก ผู้สูงวัย หรือแม้แต่คนเดินเท้าปกติไม่สามารถเดินผ่านได้สะดวก นั่นคือ เสาไฟฟ้าที่บ่อยครั้งจะปักกันกลางทางเดินเช่นกัน
เหตุผลที่การไฟฟ้าฯ ไม่ปักเสาไฟให้ชิดริมรั้วหรือริมขอบทางเท้าด้านติดกับเขตที่ดิน ไม่ขวางทางเดิน เป็นเพราะเสาไฟฟ้าย่อมต้องมีสายไฟฟ้าแขวนอยู่
หากมองในมุมวิศวกรรม การที่เสาไฟฟ้ามีแขนยื่นออกไปสองข้างที่ยอดเสา ย่อมดีกว่าการยื่นแขนออกไปข้างเดียว เพราะน้ำหนักของสายไฟที่หนักไม่น้อยย่อมได้ดุลยภาพกันสองข้างมากกว่าการมีสายไฟอยู่ด้านเดียว
อีกเหตุผลหนึ่งคือ หากใช้ระบบเสาที่มีแขนยื่นออกสองข้าง แล้วนำเสาไปปักที่ริมรั้ว เพื่อไม่ให้เสาอยู่กลางทางเท้า แขนด้านหนึ่งอาจยื่นเข้าไปในเขตที่ดินของชาวบ้าน เป็นกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย ทำไม่ได้
ทางแก้คือเสาไฟฟ้าแขนเดี่ยว
วิธีการที่พอจะทำได้ไม่ยากนักคือใช้ของที่มีอยู่แล้ว ไม่ต้องคิดขึ้นใหม่ คือใช้เสาที่มีแขนเดี่ยวข้างเดียว โดยกำหนดเสียใหม่ให้เป็นระเบียบและคู่มือของการไฟฟ้าฯ ทั้งของการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าภูมิภาค ให้ย้ายเสาไฟฟ้าไปปักที่ริมรั้วหรือเขตที่ดิน หรือทางเท้าด้านที่ไม่ติดถนน และใช้เสาแบบที่มีแขนยื่นออกข้างเพียงด้านเดียว
การแก้ไขดังกล่าวมีข้อดี 3 ประการ ดังนี้
1. คนเดินสะดวก: ทางเท้าจะกลายเป็นพื้นที่โล่งมากขึ้น ขี้นกับความกว้างของทางเท้า คนไม่ต้องเสี่ยงลงไปเดินบนถนนที่อันตรายมีได้ตลอดเวลา
2. การไฟฟ้าฯมีกิจกรรมลด PM2.5 และโลกร้อนเพื่อสังคม: เมื่อทางเท้าเดินง่าย คนจะเปลี่ยนพฤติกรรมมาเดินในระยะใกล้มากขึ้น สิ่งแวดล้อมย่อมดีขึ้นเป็นธรรมดา
3. การไฟฟ้าฯได้ลดรอยเท้าคาร์บอน: การไฟฟ้าฯสามารถเก็บข้อมูลที่มีประชากรเดินเพิ่มขึ้นในพื้นที่โครงการ แล้วนำมาคำนวณเป็นรอยเท้าคาร์บอนที่ลดได้
ยอมรับว่างานแก้ทางวิศวกรรมนี้ยังไม่ง่ายนัก
งานขยับย้ายเสาไฟฟ้าที่ว่านี้ไปชิดรั้วเป็นงานวิศวกรรมที่ไม่ยาก แต่ก็ไม่ง่ายเพราะเสาที่ปักไปแล้วจะย้ายมารื้อปักใหม่ย่อมติดปัญหางบประมาณ จราจรติดขัด มลพิษที่เพิ่มขึ้นช่วงนั้น และปัญหาทางสังคมอื่นๆ ทว่าหากเป็นเสาไฟฟ้าติดตั้งในพื้นที่ใหม่ เรื่องนี้ก็ไม่ยากเกินฝีมือวิศวกรไทย
เราเพียงแต่ต้องเปลี่ยนวิธีคิดให้กว้างขึ้น มองความยั่งยืนของสังคมบ้านเมืองต้องมาก่อนประโยชน์ตน แบบที่มีนักเศรษฐศาสตร์กล่าวกันเสมอว่ามันไม่ใช่ทางเลือก มันคือทางรอด
จึงอยากขอให้สองการไฟฟ้าฯ เอาประเด็นนี้ไปคิดวิเคราะห์ถึงข้อดี และปรับแบบมาตรฐานของการติดตั้งเสาไฟฟ้า ให้ตรงกับแนวคิดไม่ขวางทางเดินเท้า ให้เป็นได้ให้มากที่สุด เพื่อความยั่งยืนขององค์กร
กฎหมายและสิทธิในการเข้าถึงพื้นที่สาธารณะ
ได้กล่าวประเด็นนี้ไว้แล้วในตอนที่ 1 แต่ขอนำกฎหมายดังกล่าวมาเขียนซ้ำ เพื่อความสะดวกของผู้ปฏิบัติงาน ที่จะไม่ทำอะไรที่ต้องเสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมาย คือ
พระราชบัญญัติการจัดระเบียบการจอดรถยานยนต์ในเขตเทศบาลและสุขาภิบาล และ พ.ร.บ.ทางหลวง รวมถึง พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.2550 และกฎกระทรวงกำหนดสิ่งอำนวยความสะดวกในอาคารสำหรับผู้พิการหรือทุพพลภาพและคนชรา (พ.ศ.2548)
บทสรุป
การแก้ปัญหา PM2,5 และโลกร้อนตลอดจนการสร้างเมืองที่ยั่งยืนเริ่มต้นได้ที่การเปลี่ยนพฤติกรรมของเรา การไฟฟ้าฯ ทั้งสองแห่งสามารถมีบทบาทได้มากในการลดปัญหานี้ ถ้าเราไม่เริ่มคิดเสียแต่วันนี้ ทางเลือกของเราจะกลายเป็นทางไม่รอดเข้าสักวัน

