ในช่วงเวลานี้ โลกกำลังเผชิญความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยกระดับขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกำลังนำพาเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะ Energy Shock
Energy Shock ไม่เพียงกระทบราคาพลังงานในระยะสั้น แต่กำลัง “เปลี่ยนโครงสร้างต้นทุน” ของระบบเศรษฐกิจโดยรวม และส่งแรงกระเพื่อมมาถึงภาคธุรกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ความแตกต่างจากวิกฤตพลังงานในอดีต คือครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ชั่วคราว แต่เป็นการเร่งให้โลกเข้าสู่ยุคของ “ต้นทุนพลังงานสูงและผันผวนในระยะยาว” ซึ่งจะกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในทศวรรษข้างหน้า
Energy Shock ครั้งนี้ กำลังรีเซ็ตเกมต้นทุน
ข้อมูลวิเคราะห์จาก SCB EIC สะท้อนว่าแรงกดดันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงราคาน้ำมัน แต่กำลังขยายเป็นแรงกระเพื่อมในระดับห่วงโซ่อุปทาน ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ด้านพลังงานและปุ๋ย (ประเทศไทย พึ่งพาปุ๋ยนำเข้าประมาณ 95% ของปริมาณการใช้ทั้งหมด) ยังทรงตัวในระดับสูง สอดคล้องกับต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น และบทบาทของตะวันออกกลางในฐานะแหล่งพลังงานหลักของโลก
และ SCB EIC ยังชี้ว่า ตะวันออกกลางเป็นแหล่งส่งออกปุ๋ยยูเรียสำคัญของโลก โดย ปี 2024 การส่งออก “ยูเรีย” จากตะวันออกกลางคิดเป็น 35% ของมูลค่าส่งออกยูเรียทั้งโลก ทำให้ความตึงเครียดในภูมิภาคมีโอกาสดันราคาปุ๋ยโลกขึ้น ซึ่งจะกระทบต้นทุนการผลิต ของเกษตรกรอย่างมีนัยสำคัญ
ขณะที่ค่าระวางเรือสำหรับน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ยังคงอยู่ในระดับสูง สะท้อนต้นทุนโลจิสติกส์ที่ยังไม่คลี่คลาย
ในช่วงเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน (10 มีนาคม – ต้นเดือนเมษายน) ราคาน้ำมันในประเทศมีการปรับขึ้นถึง 10 ครั้ง
สัญญาณเหล่านี้กำลังบ่งชี้ชัดว่า โครงสร้างต้นทุนของระบบเศรษฐกิจกำลังถูก “ปรับใหม่” และนั่นหมายความว่า ธุรกิจที่ไม่สามารถปรับตัวได้ทัน อาจไม่ได้เพียงเผชิญกำไรที่ลดลง แต่กำลังสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
แรงกระเพื่อมกำลังส่งผ่านสู่ธุรกิจไทย
แรงกดดันดังกล่าวเริ่มสะท้อนชัดในภาคธุรกิจไทย ผู้ประกอบการด้านโลจิสติกส์ทยอยปรับขึ้นค่าขนส่ง ขณะที่ต้นทุนพลังงานเริ่มถูกส่งผ่านไปยังราคาสินค้าในหลายอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมพลาสติกและภาคการผลิต ซึ่งกำลังเผชิญแรงกดดันทั้งด้านต้นทุนและระยะเวลานำเข้า (lead time) ที่ยาวนานขึ้น
ในภาคการท่องเที่ยว แม้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะชะลอตัวตามฤดูกาล แต่ยังมีแรงหนุนจากนักท่องเที่ยวจีนและอินเดียที่เติบโตต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ตะวันออกกลางมีแนวโน้มส่งผลต่อการส่งออกของไทยมากขึ้น เนื่องจากสินค้าส่งออกของไทยเกือบ 60% มุ่งไปยังประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ ซึ่งกำลังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานเช่นเดียวกัน
ดังนั้น ภาพรวมที่เกิดขึ้นจึง “ไม่ใช่วิกฤตแบบ หยุดชะงักทันที” แต่เป็นแรงกดดันเชิงโครงสร้างที่ทำให้ธุรกิจต้องดำเนินงานภายใต้ “ต้นทุนที่สูงขึ้น” และ “รายได้ที่มีความไม่แน่นอนมากขึ้น”
ทางออกเชิงกลยุทธ์: เร่งปรับตัวเพื่อสร้างความได้เปรียบ
องค์กรที่สามารถปรับตัวได้เร็ว จะสามารถเปลี่ยนแรงกดดันให้เป็นโอกาสความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน แนวทางสำคัญ ได้แก่
กระจายความเสี่ยงด้านพลังงาน ลดการพึ่งพาแหล่งเดียว และบริหารสัญญาระยะยาวอย่างมีประสิทธิภาพ
• เร่งลงทุนในพลังงานทางเลือก เช่น โซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) สัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) หรือยานยนต์ไฟฟ้า (EV Fleet) เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา
- ปรับโครงสร้างต้นทุนทั้งระบบ ไม่ใช่เพียงการลดค่าใช้จ่าย แต่เป็นการออกแบบโครงสร้างต้นทุนใหม่ให้สอดรับกับบริบทอนาคต
- เสริมความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน ด้วยการกระจายแหล่งจัดหาและเพิ่มทางเลือกในการบริหารความเสี่ยง
- บริหารสภาพคล่องอย่างเข้มงวด โดยมอง “เงินสด” เป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ ไม่ใช่เพียงกันชนทางการเงิน
บทบาทของสถาบันการเงิน: ตัวเร่งสำคัญของการเปลี่ยนผ่าน
ท่ามกลางความท้าทายนี้ สถาบันการเงินมีบทบาทสำคัญในฐานะ ตัวช่วยให้ผู้ประกอบการปรับตัวได้อย่างคล่องตัว ผ่านการสนับสนุนทางการเงินที่เอื้อต่อการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ
ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อนำไปลงทุนปรับปรุงธุรกิจได้อย่างครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็น การเปลี่ยนอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน การปรับระบบไฟฟ้า หรือการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน โดยมีอัตราดอกเบี้ยพิเศษ ซึ่งช่วยลดภาระทางการเงินในช่วงลงทุน และเสริมสภาพคล่องให้ธุรกิจสามารถเดินหน้าได้อย่างมั่นคง
ในท้ายที่สุด การใช้เครื่องมือทางการเงินอย่างเหมาะสม จึงไม่ใช่เพียงการ “ประคองธุรกิจ” แต่เป็นการ “วางรากฐานใหม่” เพื่อควบคุมต้นทุน ยกระดับศักยภาพ และสร้างความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว.


