วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม 2569

Login
Login

วิกฤติต้นทุน ถล่มเศรษฐกิจไทย

วิกฤติต้นทุน ถล่มเศรษฐกิจไทย

“สึนามิต้นทุน” ที่กำลังกระหน่ำเศรษฐกิจไทยเวลานี้ ไม่ใช่เพียงแรงกระเพื่อมระยะสั้นจากสงครามตะวันออกกลาง แต่เป็นสัญญาณเตือนถึง “ความเปราะบางเชิงโครงสร้าง”

ที่สะสมมานาน ทั้งการพึ่งพาพลังงานนำเข้า เส้นทางขนส่งที่เป็นยุทธศาสตร์ และวัตถุดิบต้นน้ำจากต่างประเทศ วิกฤติครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของราคาน้ำมันแพง แต่คือบททดสอบความยืดหยุ่นของทั้งระบบเศรษฐกิจไทย สิ่งที่น่ากังวลที่สุด คือผลกระทบที่กำลังโหมกระหน่ำมันกระจายตัว “ไม่เท่ากัน” ธุรกิจขนาดใหญ่ยังพอมีเครื่องมือบริหารต้นทุน กระจายความเสี่ยง และใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย

แต่ “กลุ่มเอสเอ็มอี” และ “แรงงานนอกระบบ” กลับเป็นกลุ่มที่แบกรับภาระหนักที่สุด ขณะที่ต้นทุนพุ่งขึ้นทุกด้าน กลับไม่สามารถผลักภาระไปยังผู้บริโภคได้เต็มที่ ส่งผลให้กำไรหด สภาพคล่องตึง และเสี่ยงหลุดออกจากระบบเศรษฐกิจในที่สุด บทบาทภาครัฐในจังหวะนี้ จึงต้องมากกว่าการ “ประคองราคา” ระยะสั้น แต่ต้องเป็นการ “บริหารวิกฤติแบบบูรณาการ” ตั้งแต่การดูแลค่าครองชีพของประชาชนกลุ่มเปราะบาง ผ่านมาตรการพลังงานแบบเจาะจงเป้าหมาย (targeted subsidy) การเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการรายเล็ก ไปจนถึงการใช้เครื่องมือการคลัง เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศไม่ให้ทรุดตัวแรงเกินไป

ในระยะกลาง รัฐต้องเร่ง “ปรับโครงสร้างพลังงาน” อย่างจริงจัง ลดพึ่งพาน้ำมันนำเข้า ผ่านการลงทุนในพลังงานหมุนเวียน โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (smart grid) และการสนับสนุนการใช้พลังงานทางเลือกในภาคขนส่งและอุตสาหกรรม ควบคู่กับการสร้าง “ความมั่นคงด้านซัพพลายเชน” ด้วยการกระจายแหล่งนำเข้าวัตถุดิบ และส่งเสริมการผลิตภายในประเทศ โดยเฉพาะปัจจัยต้นน้ำอย่างปุ๋ย วัสดุ และเคมีภัณฑ์ ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจต้องเร่งปรับตัวจาก “การลดต้นทุน” ไปสู่ “การออกแบบต้นทุนใหม่” ใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพ ลดการสูญเสีย สร้างความยืดหยุ่นในห่วงโซ่อุปทาน การบริหารแบบวันต่อวันอาจช่วยให้รอดในระยะสั้น แต่การอยู่รอดในระยะยาวต้องอาศัยการลงทุนเชิงกลยุทธ์และนวัตกรรม
    
ท้ายที่สุด วิกฤติครั้งนี้สะท้อนความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า “ภาคประชาชน” โดยเฉพาะกลุ่มหาเช้ากินค่ำ คือ ผู้รับแรงกระแทกสุดท้ายของระบบ เมื่อค่าครองชีพสูงขึ้น แต่รายได้ไม่เพิ่มตาม การรัดเข็มขัดจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็น ดังนั้น นโยบายเศรษฐกิจในห้วงเวลานี้ ต้องไม่เพียงมุ่งรักษาเสถียรภาพมหภาค แต่ต้อง “ประคองชีวิตคนตัวเล็ก” คนที่หาเช้ากินค่ำ ปากกัดตีนถีบให้ผ่านพายุครั้งนี้ไปให้ได้ พร้อมวางรากฐานใหม่เพื่อไม่ให้วิกฤติซ้ำรอยในอนาคต