สงครามในตะวันออกกลางที่เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.2569 เมื่อสหรัฐและอิสราเอลร่วมกันโจมตีอิหร่าน โดยผลกระทบหนักเกิดขึ้นหลังจากการขนส่งน้ำมัน
วัตถุดิบปิโตรเคมีและปุ๋ยยูเรียผ่านช่องแคบฮอร์มุซทำไม่ได้ แม้ช่วงหลังจะมีการผ่อนปรนให้เรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซไปได้แต่เป็นจำนวนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับสถานการณ์ปกติ โดยรวมแล้วมีเรือบรรทุกสินค้าดังกล่าวของบริษัทไทยถึงปัจจุบันผ่านช่องแคบฮอร์มุซมาได้เพียง 3 ลำ ในขณะที่ความขัดแย้งก้าวเข้าสู่เดือนที่ 3
วิกฤติครั้งนี้กำลังสร้างความบอบช้ำให้กับประเทศไทยและคนไทย โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยหรือกลุ่มเปราะบางที่มีสัดส่วนต้นทุนการดำเนินชีวิตสูงขึ้นจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่สูงขึ้นจนกระทบต่อการผลิตและการขนส่งสินค้า ซึ่งกลุ่มดังกล่าวเจอสัดส่วนค่าใช้จ่ายดำรงชีวิตสูงขึ้นเมื่อเปรียบเทียบรายได้ เช่น อาหาร การเดินทางและค่าขนส่ง
ซึ่งทำให้รัฐบาลตัดสินใจที่จะช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มตามงบประมาณที่มีจำกัดและเลือกที่จะช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางก่อน ทั้งการเติมเงินเพื่อลดค่าครองชีพและการลดค่าไฟฟ้า
ขณะที่กลุ่มผู้ประกอบการ SME และผู้ประกอบการรายย่อยเป็นกลุ่มรับแรงกระแทกโดยตรงด้านต้นทุนการดำเนินธุรกิจ รวมถึงสภาพคล่องทางธุรกิจ ซึ่งความสามารถในการรับแรงกระแทกของกลุ่มดังกล่าวมีน้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ประกอบการรายใหญ่ โดยทำให้รายได้หรือกำไรของกลุ่มผู้ประกอบการ SME และผู้ประกอบการรายย่อยลดลง สวนทางกับต้นทุนทางธุรกิจที่เพิ่มสูงขึ้นมาก แน่นอนว่ารัฐบาลเลือกที่จะช่วยเหลือผู้ประกอบการกลุ่มนี้เช่นกัน
รัฐบาลเตรียมที่จะออก พ.ร.ก.การให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน วงเงิน 400,000 ล้านบาท โดยกำหนดวงเงินจากความต้องการใช้งบประมาณเพิ่มจากงบกลางรายการสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินและจำเป็นเร่งด่วนที่เหลืออยู่เพียง 20,000 ล้านบาท รวมกับความต้องการใช้งบประมาณในโครงการไทยช่วยไทยพลัสที่รัฐบาลได้เตรียมไว้แล้วจึงต้องหาแหล่งเงินให้เพียงพอ ถึงแม้ว่ารัฐบาลยืนยันที่จะมีแผนการใช้เงินกู้ตามความจำเป็นและคุ้มค่า แต่ยังมีคำถามถึงรัฐบาลต่อแนวทางการใช้งบประมาณ
การเลือกใช้งบประมาณจาก พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อใช้จ่ายเยียวยาเฉพาะกลุ่มเพียงอย่างเดียวอาจเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของปี 2569 เพราะงบประมาณที่กู้มาและใช้ไปจะหมดไปทันทีและมีผลต่อเศรษฐกิจเฉพาะปี 2569 โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มองว่าควรให้ความสำคัญกับสัดส่วนการลงทุนมากกว่าการแจกเงินเยียวยาอย่างเดียว ดังนั้นจึงเป็นโจทย์ที่สำคัญของรัฐบาลที่จะมองถึงการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อการลงทุนที่จะสร้างการเติบโตต่อเนื่องและยั่งยืนด้วย


