ในโลกที่ “คาดเดาไม่ได้” ความได้เปรียบของผู้บริหารอยู่ที่ว่า “คิดได้ดีแค่ไหน ควบคุมตัวเองได้แค่ไหนและปรับตัวได้เร็วแค่ไหน” โลกปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ไม่แน่นอนและซับซ้อน
“อาบน้ำร้อนมาก่อน” ทำอะไรไม่ค่อยได้มากเท่าที่คิด จึงมีการค้นหาหนทางปรับวิธีคิดที่จะได้ผลดีในยามนี้ เราเรียกระบบความคิดเพื่อการนี้ว่า Executive Function โดยเน้นไปที่หนทางที่ช่วยควบคุมการตัดสินใจ และการกระทำของเราในยามที่มีความสับสนไม่แน่นอนอย่างมีประสิทธิผล
Executive Function ประกอบด้วย 3 เรื่องหลัก คือ 1.สามารถจดจำและใช้ข้อมูลที่จำเป็นในขณะทำงานใด ทำงานหนึ่ง ได้เป็นอย่างดี Working Memory 2.สามารถควบคุมอารมณ์ และมีสมาธิในการทำงานนั้นได้ตลอดช่วงเวลาของการทำงานให้ประสบความสำเร็จ Self-Control
3.สามารถปรับมุมคิด เปลี่ยนเครื่องมือหรือมุมมองในการทำงานได้เท่าทันบริบทของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ Cognitive Flexibility
การที่ผู้บริหารมี Executive Function ที่ดี ช่วยให้สามารถจัดลำดับความสำคัญของงานที่เผชิญหน้าอยู่ได้ดี ทำงานจนสำเร็จไม่หลุดโฟกัส ไปเรื่องนั้นเรื่องนี้ในระหว่างทำงานไปสู่ความสำเร็จ ซึ่งถ้าเก่งพอ อาจทำจัดการงานหลายงานได้พร้อมกัน อย่างได้ผล ทำสิบงาน สำเร็จทั้งสิบงาน
อาการที่ปรากฏให้พบเห็นจากผู้บริหารที่ไม่มี Executive Function ที่ดี คือ ชอบตัดสินใจเร็ว แต่เร็วแล้วส่วนใหญ่ผิดพลาด จัดลำดับความสำคัญของงานสับสน งานไหนควรจะทำก่อนก็เอาไปทำทีหลัง งานไหนยังไม่ควรรีบทำก็เร่งรัดทำไปก่อน เมื่อมีปัญหาท้าทายใด ๆ มักตอบสนองไปตามอารมณ์มากกว่าตอบสนองไปตามข้อมูลหลักฐานที่มีอยู่
ทำงานเดิมด้วยวิธีการเดิม พร้อมทั้งต่อต้านการเปลี่ยนแปลงไปสู่วิธีการใหม่ ๆ Executive Function ที่ดีของผู้บริหาร จึงทำให้องค์กรตัดสินใจได้ถูกต้องแม่นยำกว่า ปรับตัวได้ดีกว่า และมีนวัตกรรมมากกว่า
หลักการเบื้องต้นของการทำงานโดยมี Executive Function ที่ดี สามารถนำไปใช้จริงได้ไม่ยาก เริ่มจากการสร้างนิสัย “คิดก่อนตอบสนอง” ในโลกที่ “คาดเดาไม่ได้” จะกดดันแค่ไหนก็ต้อง คิดก่อนทำ อารมณ์มาทีหลังการคิดอย่างรอบคอบ
เมื่อคิดแล้ว อย่าหยุดแต่หนทางดั่งเดิม คิดหลายทางเลือกก่อนตัดสินใจ อย่าจำนนต่อหนทางเดิม จนไม่คิดจะหาทางเลือกใหม่ ๆ เมื่อคิดดีแล้ว ตัดสินใจไปแล้ว ต้องตามด้วยการทบทวนว่าผลการตัดสินใจเป็นอย่างไรอย่างสม่ำเสมอ โดยไม่ลำเอียงตนเองไปว่าทุกอย่างคิดดีแล้ว ทำดีแล้ว
การฝึกตนเองให้มี Working Memory ที่ดี คือฝึกให้สมองของเราไม่เสียสมาธิในการทำงานได้ง่าย ๆ ลองแบ่งเวลาเป็นช่วงสั้น ๆ ช่วงละ 15 ถึง 30 นาที แล้วตั้งใจว่า จะทำงานใดงานหนึ่ง โดยไม่ปรับเปลี่ยนไปเรื่องอื่นในช่วงเวลานั้น
ไลน์ส่งเสียงเตือน อย่าเพิ่งอ่าน โทรศัพท์มาอย่าเพิ่งรับ ถ้ารู้สึกว่ายาวนานเกินไปกว่าที่จะไม่หลุดไปเรื่องอื่น ๆ ได้ อาจลดเวลาให้สั้นลง จนสบายใจที่จะทำให้ได้
สักวันหนึ่งจะพบว่าสิบนาทีของการทำงานอย่างจดจ่อในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ได้ผลดีกว่า สองชั่วโมงที่เต็มไปด้วยสารพัดเรื่องที่ดึงเราออกจากโฟกัสในงานที่กำลังทำ สมองเราจำสารพัดเรื่อง ถ้าไม่โฟกัสเพียงพอ
เราจะได้ข้อมูลสำหรับการทำงานนั้นไม่ครบถ้วน Working Memory จึงไม่พอเพียงสำหรับการสร้างความสำเร็จ กระดาษทดเลขแผ่นเล็ก แต่จดอะไรต่ออะไรที่นอกเรื่องไว้เต็มไปหมด คิดเลขนั้นไม่สำเร็จแน่ ๆ
จะเพิ่มพลัง Self-Control ให้เลิกนิสัยตัดสินใจไปตามสิ่งเร้า เลิกตอบสนองก่อนคิด คิดสักสองสามวินาทีว่าที่กำลังจะทำนั้นเป็นการตอบสนองที่ดีที่สุดแล้วจริง ๆ หรือไม่ ยิ่งเจอความไม่แน่นอน จึงเจอแรงกดดัน ยิ่งต้องคิดก่อนทำ ทำจนกลายเป็นนิสัยจะช่วยเตือนตนเองได้ตลอดว่า ที่คิดจะขยับไปทำงานอื่นในตอนนี้ คิดดีแล้วนะ การงานมีโอกาสประสบความสำเร็จสูงขึ้นเยอะ
เติมเต็ม Cognitive Flexibility ได้ถ้าไม่ติดอยู่กับความสบายมากเกินไป จะทำอะไรก็อย่ายึดถือความสบายเป็นสรณะ ก่อนทำงานใดก็ถามตนเองก่อนว่า นอกจากวิธีเดิมแล้ว มันวิธีอื่นที่ทำได้หรือไม่ ออกแรงหาทางเลือกใหม่ ๆ สักสองสามวิธี แค่ไม่ติดอยู่กับอะไรที่สบายๆ มากเกินไป ท่านจะได้การคิดที่ยืดหยุ่นกว่าเดิม ที่พอเพียงสำหรับโลกที่ไม่แน่นอนในวันนี้
ที่น่าตกใจ คือ เมื่อถามว่าคนบ้านเราผ่านการทดสอบ Executive Function ในระดับใด ตอบว่าคะแนนเต็ม 100 ได้ประมาณ 50-60 เท่านั้น


