วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน 2569

Login
Login

เราควรลงทุนเมกะโปรเจกต์ใดจะดีที่สุด

เราควรลงทุนเมกะโปรเจกต์ใดจะดีที่สุด

ในช่วงเวลาที่รัฐบาลใหม่เข้าเริ่มบริหารประเทศนี้ ถือได้ว่าเป็นเวลาที่สำคัญมาก เพราะเมื่อเลือกเมกะโปรเจกต์ใดก็จะส่งผลดีหรือร้ายต่อเนื่องยืดเยื้อไปเป็นเวลานานได้

ดังนั้น บทความนี้จึงพยายาม เข้าช่วยไตร่ตรองและวางหลักการในการคัดเลือกเมกะโปรเจกต์ที่เหมาะสม โดยอาศัยประสบการณ์ของทั้งประเทศไทยและต่างประเทศในอดีตเป็นเครื่องช่วยชี้แนะ

สองหลักการสำคัญในการคัดเลือกเมกะโปรเจกต์ คือ

(1) ประเทศไทยต้องมีข้อได้เปรียบเหนือประเทศอื่นในแง่ทรัพยากรธรรมชาติ และ / หรือ ภูมิศาสตร์

(2) เมกะโปรเจกต์ที่คัดเลือกนั้นเมื่อดำเนินการไปครบถ้วนแล้วต้องสามารถทำกำไรเลี้ยงตนเองได้อย่างแน่นอน 

ตามหลักการทั้งสองนี้ โครงการ ”คล้าย” แลนด์บริดจ์ น่าจะดีกว่าอันอื่น แต่ถ้าจะให้ดีที่สุด ควรจะเป็นโครงการขุดที่ดินทำ “ช่องแคบชุมพร-ระนอง” ที่ให้เรือบรรทุกสินค้าผ่านจากอ่าวไทยไปสู่อ่าวพม่าได้โดยตรง ไม่ต้องขนย้ายสินค้าขึ้นบกแถวชุมพรแล้วนำไปลงเรืออีกครั้งที่ระนอง 

หากช่องแคบชุมพร - ระนองนี้ปฏิบัติการได้ ก็จะช่วยให้การเดินเรือบรรทุกสินค้าหรือประชากรหรือน้ำมันสามารถประหยัดได้ทั้งเวลาและพลังงาน / น้ำมัน ในการเดินทางเป็นอันมาก

หากเราพิจารณาใช้ระยะทางเป็นเกณฑ์ในการใช้เวลาและน้ำมัน แผนที่โลกจะแสดงให้เห็นชัดถึงข้อได้เปรียบของการเดินเรือผ่านช่องแคบชุมพร-ระนองนี้

ตัวอย่างเช่น การขนส่งสินค้าจากเขมรไปสู่ศรีลังกาโดยอ้อมไปผ่านสิงคโปร์และช่องแคบมะละกาก็จะคลุมระยะทาง 100 หน่วย แต่ถ้าตรงมาผ่านช่องแคบชุมพร - ระนอง ได้ ก็จะคลุมระยะทางเพียง 60 หน่วย แสดงว่าเรือบรรทุกสินค้านั้นจะสามารถประหยัดได้ 40% ทั้งในแง่เวลาและน้ำมัน / พลังงาน

ในเมื่อช่องแคบชุมพร - ระนอง ที่เชื่อมอ่าวไทยและอ่าวพม่าสามารถช่วยประหยัดทั้งเวลาและน้ำมันได้ขนาดนั้น ไทยเราก็ไม่จำเป็นต้องไปพยายามหาลูกค้าต่างชาติ / ไทย มาใช้บริการผ่านช่องแคบนี้

ลูกค้าต่างชาติ/ไทย เขาจะเป็นฝ่ายมาขอใช้บริการเองและยินดีจ่ายค่าธรรมเนียมให้ไทยด้วย (เพราะประหยัดได้แล้วถึง 40% ทั้งในแง่เวลาและน้ำมัน)

นอกจากนั้นโอกาสที่จะประสบความสำเร็จก็มีสูง เพราะในปัจจุบันการจราจรของเรือบรรทุกสินค้าผ่านช่องแคบมะละกาค่อนข้างหนาแน่น

อีกปัจจัยหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มโอกาสความยั่งยืนของธุรกิจให้แก่ช่องแคบชุมพร - ระนอง นี้ คือ ไม่ว่าราคาน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติจะเป็นเท่าใด การค้าขายสินค้าระหว่างประเทศย่อมบังคับให้มีการขนส่งและส่งมอบสินค้าส่วนใหญ่ทางทะเล

ดังนั้น ช่องแคบชุมพร - ระนอง ก็จะไม่ประสบปัญหาในการเลี้ยงตนเองแต่อย่างใด และมีโอกาสทำกำไรหรือหารายได้ให้แก่รัฐเป็นจำนวนมากด้วยซ้ำ

ผลประโยชน์สืบเนื่องที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ ธุรกรรมของช่องแคบชุมพร - ระนองจะช่วยเร่งการพัฒนาเศรษฐกิจของเขตภาคใต้ให้ก้าวหน้ารวดเร็วอย่างเช่นที่เกิดขึ้นในประเทศสิงคโปร์ 

เพราะการหมุนเวียนทางการเงินและธุรกิจก็จะมีมากขึ้นตามไปด้วย จึงเพิ่มความต้องการให้ธุรกิจสามารถรองรับได้อย่างคล่องตัวและมีประสิทธิภาพ

อุปสรรคอย่างเดียวที่บางฝ่ายอาจยกขึ้นมาต่อต้านโครงการช่องแคบชุมพร - ระนองนี้ คือ อาจเพิ่ม "ความไม่มั่นคง” ให้แก่ประเทศได้ ทั้งในแง่การทหาร การเมือง และประชากรท้องถิ่นแถบภาคใต้

แต่หากรัฐดำเนินมาตรการเมกะโปรเจกต์นี้อย่างรอบคอบในทุกแง่มุมแล้ว ก็ย่อมสามารถป้องกันความมั่นคงไว้ได้อย่างแน่นอน ดังที่เห็นได้ชัดจากประเทศหมู่เกาะในอาเซียน เช่น อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์.