ใน 30 ปีที่ทำงานในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ ไม่เคยมีช่วงไหนที่ต้องคิดถึง Geopolitics มากเท่ากับช่วง 1 ปีกว่าๆ ที่ผ่านมา ที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะปกติแล้วเศรษฐกิจจะมีแนวโน้มของตนเอง
ไม่ว่าการเมืองจะเปลี่ยนไปอย่างไร ใครจะมาใครจะไป ใครจะเป็นประธานาธิบดีหรือนายกรัฐมนตรีของประเทศไหนก็ตาม ไม่เคยมีใครที่จะมีนัยอย่างสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจตลาดทุนโลก ที่ทำให้ “Geopolitics” สามารถกลายเป็นปัจจัยสำคัญทำให้เศรษฐกิจพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ
ทุกอย่างเปลี่ยนเมื่อ Donald J. Trump กลับมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐรอบที่สอง เป็นการกลับมาอย่างเกินความคาดหมาย เพราะผู้ที่เคยเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ แล้วแพ้เลือกตั้ง แต่ยังสามารถกลับมาชนะใน 4 ปีให้หลัง มีเพียง 2 คนเท่านั้น คือ ประธานาธิบดี Grover Cleveland เมื่อปี 2435 และเพียงครั้งนี้เท่านั้น
การที่เคยทำงานเป็นประธานาธิบดีมา 4 ปี และมีเวลา 4 ปีให้ครุ่นคิดว่าจะทำอะไร เป็นจุดหักเหสำคัญ ที่เป็นจุดต่างที่สำคัญ ก็เพราะทุกคน กระทั่งท่านประธานาธิบดี Trump เอง เมื่อมาดำรงตำแหน่งครั้งแรก ต้องใช้เวลาเรียนรู้ระบบ ต้องให้ความสำคัญกับผู้ที่เคยอยู่มาก่อน ต้องฟังผู้อาวุโส ต้องเกรงใจศาล ต้องลองผิดลองถูก
จึงไม่น่าแปลกใจ ที่ส่วนมากมักจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลง กำหนดนโยบายอะไรไม่ได้มากนัก ท้ายสุด ได้ทำบ้าง ตรงโน้น ตรงนี้ กล่าวสุนทรพจน์ เปิดงาน เข้าร่วมงานเลี้ยงต่างๆ แต่สุดท้ายจบตำแหน่งไปแบบไม่มีนัยสำคัญ การเมืองจึงไม่ค่อยมีผลต่อเศรษฐกิจมากนัก
การเข้ามารอบที่สองของ President Trump แบบผู้รู้งาน ผู้ที่เข้าใจกลไกของกรุงวอชิงตัน ดี ซี แบบทะลุปรุโปร่ง ทำให้ในช่วง 1 ปีกว่าๆ ที่ผ่านมา สามารถสั่งเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ แบบเกินความคาดหมายของทุกคน รื้อระเบียบโลก ไม่เอาโลกร้อน ไม่สน WTO ไม่เอา UN ไม่เอา NATO ไม่ให้ค่ากฎหมายระหว่างประเทศ
พร้อมบุกประเทศต่างๆ ทำสิ่งที่ต่างๆ แม้กระทั่งกฎหมายของสหรัฐ ก็ล่อแหลม หมิ่นเหม่ ต้องตีความ ดำเนินการไปก่อน แก้ไขทีหลัง เช่น การทำสงครามการค้าโลกผ่าน Reciprocal Tariffs เป็นต้น
ทั้งหมดเพราะท่านประธานาธิบดีเชื่อว่า สหรัฐกำลังเสื่อมถอย ถ้าไม่ตัดสินใจทำอะไร เดินตามทางแบบเดิมๆ สหรัฐจะแพ้ในที่สุด โดยเฉพาะแพ้จีนที่กำลังไล่ประชิดสหรัฐเข้ามาอย่างรวดเร็ว ในมิติต่างๆ เพื่อ Make America Great Again กลับไปสู่ America First เป็นผู้นำโลก
จึงต้องโละระเบียบโลกเดิม เปิดหน้าแบบตรงไปตรงมา เอากำปั้นเป็นตัวกำหนด เปิดให้เห็นว่าจริงๆ แล้ว โลกนี้ถูกปกครองโดยอำนาจ
Geopolitics จึงกลายเป็นเรื่องสำคัญ สงครามการค้าโลก สงครามเทคโนโลยี สงคราม Supply chain สงครามการเงิน สงครามการทูตเพื่อหาพรรคพวก ตลอดจนสงครามทางการทหารในจุดต่างๆ จึงเป็นผลพวงที่ตามมา
เมื่อเป็นเช่นนี้ ระบบการค้าโลกจึงปั่นป่วน สัญญาต่างๆ ที่เคยมี กลายเป็นสิ่งที่ไม่มีค่า เปลี่ยนได้เสมอ แม้กระทั่งความสงบของโลก ก็ถูกคุกคาม ไม่มีใครกล้าค้าน บุกเข้าไปเชิญตัวประธานาธิบดีประเทศอื่น โจมตีสร้างความเสียหายให้กับประเทศที่เป็นศัตรูอย่างย่อยยับ ทำให้เกิดวิกฤตพลังงานโลก ทำให้ Globalization ก็ได้กลายเป็น Fragmentation ในส่วนต่างๆ
ส่วนตลาดทุนโลก ก็ผันผวน สร้างความเสียหายให้กับนักลงทุนอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน การลงทุน ราคาสินทรัพย์ต่างๆ หุ้น พันธบัตร ทอง น้ำมัน คริปโต ค่าเงิน ขึ้นกับ Geopolitics ขึ้นกับการตัดสินใจของสหรัฐว่าจะเดินหน้าเรื่องต่างๆ อย่างไรทั้งหมด จะเป็นเช่นนี้ไปอีกหลายปี
ท่านประธานาธิบดี Trump แจ้งว่า เมื่อจบศึกอิหร่านแล้ว ช่วงยกทัพกลับ อาจจะแวะที่คิวบาที่เป็นทางผ่าน NATO อาจต้องมีการทบทวนความร่วมมือ ส่วน Greenland จะกลับมาเป็นเป้าหมายที่สหรัฐต้องเอาให้ได้ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง
ที่สำคัญสุด Geopolitics รอบนี้อาจลุกลามเป็นการเผชิญหน้าครั้งสำคัญระหว่างมหาอำนาจใหญ่ของโลก เพราะโจทย์ที่แท้จริงของสหรัฐ คือ จีน
โอกาสในการดำเนินการที่เรียกว่า Window of Opportunities กำลังปิดลง – ถ้าสหรัฐไม่ทำอะไรตอนนี้ สหรัฐอาจจะแพ้จีนได้ในอนาคตหลัง – ดังนั้นหลังจากเก็บกวาดละตินอเมริกา ตะวันออกกลาง อเมริกาเหนือเรียบร้อย เราอาจจะเห็น Geopolitics ที่วนมาที่เอเชีย สหรัฐต้องหาเหตุคุกคามจีน หาทางให้จีนเสื่อมถอยจากจุดที่จีนกำลังยืนอยู่ ซึ่งจะมีนัยอย่างยิ่งกับชะตาของไทยในอนาคต
ทั้งนี้ Geopolitics จะไม่กลับเป็นปกติในเร็ววัน จะยังเป็นปัจจัยสำคัญกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกไปอีกหลายปี และจะย้อนกลับไปเป็นปัจจัยแถวสองเหมือนที่เคยเป็นมา ก็ต่อเมื่อ Geopolitics มีคำตอบสุดท้าย มีผู้แพ้ ผู้ชนะ ที่จะทำให้โลกสามารถเริ่มต้นใหม่ สามารถก่อร่างสร้างตัว สร้างระเบียบโลกใหม่ได้อีกครั้ง
คงถึงเวลาแล้ว ที่ประเทศไทยจะต้องมองโลกตามจริง เลิกหลอกตนเอง เข้าใจว่ากำลังเกิดอะไร เตรียมการให้พร้อม เตรียมการแต่เนิ่นๆ ต้องคิดตลอดเวลาว่า
“เราจะรอดพ้นจากมหาภัยครั้งนี้ได้อย่างไร”
“เราจะอยู่อย่างไรในโลกยุคใหม่ที่มหาอำนาจจะต่อสู้ขับเคี่ยวกัน อย่างเอาเป็นเอาตาย”
“จุดเสี่ยง หลุมบ่อของเรา อยู่ตรงไหน”
“โอกาสของเรา คืออะไร”
ที่แน่ๆ การล่องลอยไปตามยถากรรมคงไม่ใช่คำตอบ ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคนครับ





