ช่วงเวลานี้ของปีเรากำลังอยู่ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งเป็นทั้งวันขึ้นปีใหม่ไทย และเป็นจังหวะที่หลายคนได้หยุดพัก ทบทวนชีวิต และเริ่มต้นอะไรใหม่ ๆ อีกครั้ง
บางคนกลับบ้าน บางคนเดินทาง บางคนใช้เวลาอยู่กับครอบครัว แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันก็เป็นช่วงเวลาที่เรามีโอกาสได้ถามตัวเองเหมือนกันว่าตลอดปีที่ผ่านมา เราใช้ชีวิตและใช้สิ่งที่เรามีอย่างคุ้มค่าหรือยัง
ภาพที่เราคุ้นตาในวันนี้ คือหน้าบ้านที่เต็มไปด้วยกล่องพัสดุ เพราะอีคอมเมิร์ซทำให้การอยากได้กลายเป็นเรื่องง่ายเพียงปลายนิ้ว สิ่งที่เคยต้องคิด ต้องตัดสินใจ กลับถูกย่นย่อเหลือแค่คลิกเดียว แล้วของก็มาถึงหน้าประตูอย่างรวดเร็ว
พฤติกรรมนี้ไม่ได้เกิดแค่ในไทย แต่เกิดขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะในคนรุ่นใหม่ ตั้งแต่วัยเรียนจนถึงวัยทำงาน เห็นอะไรก็ดี เห็นอะไรก็อยากได้ ซื้อไปเรื่อย ๆ จนวันหนึ่งเราจึงพบว่า บ้านของเราเต็มไปด้วยของที่ “เคยอยากได้” แต่แทบไม่ได้ใช้เลยในปัจจุบัน
ความน่าคิดไม่ได้อยู่ที่การซื้อ แต่อยู่ที่ “ความสุข” ที่เกิดขึ้นตอนซื้อของนั้น มันเกิดขึ้นจริง แต่มันสั้นมาก ช่วงเวลาที่เรากดสั่งซื้อ หรือกำลังรอของมาส่ง คือช่วงที่เรามีความสุขที่สุด แต่พอของมาถึง ใช้ไปไม่นาน ความรู้สึกนั้นก็หายไปอย่างรวดเร็ว
สุดท้ายของเหล่านั้นก็กลายเป็นเพียงเฟอร์นิเจอร์ชิ้นหนึ่งที่วางอยู่ในบ้าน เป็นของที่เราเคยคิดว่าจำเป็น แต่เมื่อเวลาผ่านไป กลับกลายเป็นของส่วนเกินที่แทบไม่มีคุณค่าในการใช้งานจริง
สิ่งที่น่าสนใจคือ คนที่ใช้เงินอย่างพอดี กลับมีโอกาสสร้างความสุขให้ตัวเองได้มากกว่าคนที่มีเงินมาก แต่ใช้ไปกับความต้องการที่ไม่มีที่สิ้นสุด เงินที่มากขึ้นไม่ได้แปลว่าความสุขจะเพิ่มขึ้นเสมอไป เพราะความสุขจากการบริโภคมีเพดานของมันเสมอ
เราจึงเริ่มเห็นปรากฏการณ์ใหม่ในสังคม คนแต่งงานช้าลง มีลูกน้อยลง หรือบางคนเลือกไม่แต่งงาน แล้วหันไปเลี้ยงสัตว์แทน ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสัตว์เลี้ยงเติบโตอย่างมหาศาล เพราะสัตว์เลี้ยงเหล่านั้นเติมเต็มบางอย่างในใจมนุษย์
มันไม่ใช่เรื่องผิด เพราะมนุษย์ต้องการความผูกพัน ต้องการสิ่งยึดเหนี่ยว แต่สิ่งที่น่าคิดคือ โครงสร้างของสังคมกำลังเปลี่ยนไปอย่างเงียบ ๆ โดยที่เราอาจไม่ทันรู้ตัว เพราะเมื่อความสุขถูกผูกไว้กับการ “ได้มา” มากกว่าการ “มีคุณค่า” เราจึงวิ่งไล่ตามมันอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่เคยจับมันไว้ได้จริง ๆ
และบางที…คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่การซื้อเพิ่มตลอดเวลา แต่อยู่ที่การเปลี่ยนทิศทางของสิ่งที่เรามี เพราะเราเห็นแล้วว่าผู้คนจำนวนมากพร้อมจะ “ให้” พร้อมจะช่วยเหลือ เมื่อเห็นสิ่งที่กระทบใจ ไม่ว่าจะเป็นหมาแมวจรจัด หรือเรื่องราวที่สร้างความสงสาร การให้แบบนั้นทำให้ผู้ให้มีความสุขจริง
แต่ถ้าเราลองขยายมุมมองอีกนิด ลองถามตัวเองว่า น้ำใจของเราสามารถสร้างคุณค่าได้มากกว่านี้หรือไม่ ในสังคมเดียวกัน ยังมีผู้คนจำนวนมากที่ขาดโอกาส โรงพยาบาลรัฐที่แออัด ผู้ป่วยที่ต้องรอคิวนานหลายชั่วโมง หรือหลายครั้งต้องรอทั้งวัน
คำถามจึงไม่ใช่ว่าควรช่วยเหลือเขาหรือไม่แต่คือจะให้แบบไหนให้เกิดคุณค่ามากที่สุด เพราะความสุขจากการให้ ไม่ได้หยุดอยู่แค่ความรู้สึกดีในใจ แต่มันสามารถสะท้อนกลับมาเป็นคุณค่าที่แท้จริงของชีวิต
และบางที นี่อาจเป็นของขวัญปีใหม่ไทยที่ดีที่สุด ซึ่งไม่ใช่ของที่เราซื้อเพิ่ม แต่คือวิธีที่เราเลือกใช้สิ่งที่มีอยู่… ให้มีความหมายมากขึ้นในปีนี้





