เชื่อว่าหลายคนยังคงสับสน การร้องเอาผิด อดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล ที่ลงชื่อในร่างเสนอแก้ไข ป.อาญาม.112
ขณะที่ 10 สส.พรรคประชาชนในปัจจุบัน ก็เป็นส่วนหนึ่งในนั้น ด้วยเหตุข้อต่อสู้ที่ว่า การเสนอกฎหมาย เป็นหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ จะเป็นความผิดได้อย่างไร
ขณะเดียวกัน คนที่มักชี้ทางสว่างด้านกฎหมายให้กับพลพรรคสีส้ม แต่ผิดพลาดมาตลอด อย่าง “ปิยบุตร แสงกนกกุล” ก็ยังเชื่อว่า มันคือ “นิติสงคราม” เป็น “นิติสงครามสั่งสอนนิติสงครามและนิติสงครามล้อมคอก” ยิ่งทำเอาสับสนไปใหญ่
เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงนับว่าน่าไขปมประเด็นที่เป็นความสับสน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แง่มุมด้านกฎหมายที่อาจถูกบิดเบือนหรือไม่?
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า คดีนี้อยู่ในขั้นตอนที่สำคัญอย่างมาก หลัง สุรพงษ์ อินทนถาวร เลขาธิการกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เผยว่า ในวันที่ 9 เมษายน เวลา 09.00 น. ได้มอบหมายให้ พัฒนพงศ์ จันทร์เพ็ชรพูล ผู้ช่วยเลขาธิการป.ป.ช. นำคำร้องคดีอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล ผิดจริยธรรมร้ายแรง จากการเข้าชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ไปยื่นต่อศาลฎีกา ภายหลังตรวจสอบเอกสารคำร้องต่างๆที่เจ้าหน้าที่ป.ป.ช.ส่งมา ครบถ้วนถูกต้องแล้ว
ขั้นตอนต่อไป ศาลฎีกาจะตั้งองค์คณะไต่สวนมาพิจารณาสำนวน ป.ป.ช.ว่า ครบถ้วนถูกต้องหรือไม่ ก่อนพิจารณาว่าจะสั่งรับหรือไม่รับ ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คน และสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่
แต่อย่างที่กล่าวมาแล้ว ยังมีความสับสนอยู่ไม่น้อย ทั้งในแง่ข้อเท็จจริงว่า เป็นความผิดอย่างไร และเกมต่อสู้ของผู้คัดค้าน 44 สส.ที่อ้างไม่ผิด เพราะเป็นการทำตามอำนาจหน้าที่สส. ซ้ำยังมี “นิติสงคราม” เข้ามาเกี่ยวข้องอีกด้วย มันคือไรกันแน่?
เรื่องนี้ “ดร.ณัฏฐ์” หรือ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน ชี้ประเด็นไว้น่าสนใจ (9 เม.ย.69) ว่า
เริ่มจาก เนื้อหาคำร้อง ที่เป็นสาระสำคัญและเป็นจุดชี้ขาด อยู่ที่ “เหตุใดสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้แจ้งถึงข้อบกพร่องให้ผู้คัดค้านทั้ง 44 คนทราบแล้ว แต่ผู้คัดค้านยังคงยืนยัน จะเสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 อีก” โดยไม่ถอนร่าง
“ดร.ณัฏฐ์” ให้ข้อมูลอีกว่า ผู้ร้องได้บรรยายถึงพฤติการณ์การกระทำของผู้คัดค้าน มีเจตนามุ่งร้ายโดยชัดแจ้งที่จะทำลายล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นการล้มล้างการปกครองฯโดยไม่ยึดมั่นและธำรงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยฯตามรัฐธรรมนูญ และก่อให้เกิดความเสียหายต่อชาติบ้านเมืองในวงกว้างอย่างร้ายแรง.. ซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ผู้คัดค้านใช้สิทธิในการหักล้างชั้นศาลได้
ด้านผู้คัดค้าน ซึ่งไม่ได้นำพยานหลักฐานเข้าไปหักล้างในชั้นป.ป.ช. แต่ชั้นศาลจะนำพยานหลักฐานไปหักล้างอย่างเต็มที่นั้น ปัญหาว่า เนื้อหาที่ป.ป.ช.บรรยายเนื้อหาแห่งคำร้อง นำมาจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2567 แล้วผู้คัดค้านจะหักล้างข้อเท็จจริงอย่างไร เป็นโจทย์ยากของฝ่ายผู้คัดค้านและค่อนข้างเหนื่อย
“ดร.ณัฏฐ์” เห็นว่า การพิสูจน์ข้อเท็จจริง ศาลฎีกายึดถือสำนวน ป.ป.ช.เป็นหลัก เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 235 วรรคหนึ่ง (1), มาตรา 226 ประกอบ พรป.ป.ป.ช. โดยกฎหมายเปิดช่องให้ฝ่ายผู้คัดค้านนำข้อเท็จจริงที่เป็นพยานหลักฐานใหม่มาหักล้างคำวินิจฉัยของ ป.ป.ช.ได้ โดยผลทางกฎหมาย คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญย่อมเสร็จเด็ดขาดและผูกพันทุกองค์กร ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 211 วรรคสี่ จึงเป็นปัญหาของผู้คัดค้าน ในการนำสืบพยาน จะหักล้างคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญได้อย่างไร ตรงนี้ แก้ยาก
“พูดภาษาชาวบ้าน คือ ข้อเท็จจริงที่ต้องแก้ว่า เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้ทักท้วงถึงข้อบกพร่องแล้ว แต่ อดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล ยังดื้อดึง โดยไม่ยอมถอนร่าง ตรงนี้ จะถูกนำไปมัดรวม ว่า มีเจตนาร่วมกันหรือไม่”
ที่สำคัญ ก่อนหน้านี้ (4 เม.ย.69) “ดร.ณัฏฐ์” ได้ออกมาตอบโต้ “ปิยบุตร” แกนนำคณะก้าวหน้า ที่ระบุว่า กรณี 44 สส.พรรคก้าวไกล ที่ลงชื่อในร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ไม่มีอะไรฝ่าฝืนจริยธรรม แต่เป็นนิติสงครามสั่งสอนนิติสงครามและนิติสงครามล้อมคอก
“ดร.ณัฏฐ์” ตอบกลับว่า นายปิยบุตร แสงกนกกุล ใช้อคติทางการเมือง เป็นอารมณ์ทางการเมืองอยู่เหนือเหตุผลข้อกฎหมาย ขัดต่อคำวินิจฉัยชี้ขาดของ ป.ป.ช. และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2567 ในคดีล้มล้างการปกครองฯ เพราะเสร็จเด็ดขาดและผูกพันทุกองค์กร ไม่อยู่กับร่องกับรอย บิดเบือนข้อเท็จจริง ทำให้พี่น้องประชาชนสับสนในข้อเท็จจริง
“ดร.ณัฏฐ์” กล่าวอย่างเชื่อมั่นว่า นายปิยบุตร เคยเป็นอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สอนวิชารัฐธรรมนูญ แต่ด้วยความเคารพในฐานะครูบาอาจารย์ มุมมองกฎหมายมหาชนอาจแตกต่างกัน ส่วนตนเรียนจบปริญญาเอกด้านกฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บรรยายพิเศษด้านกฎหมายมหาชน - รัฐธรรมนูญ สถาบันชั้นนำของรัฐหลายแห่ง มานานหลายปี ไม่เป็นสองรองใคร มวยถูกคู่ ที่รู้เท่าทันเหลี่ยมชั้นเชิงของนายปิยบุตร
“หากเผยแพร่ความรู้แก่สาธารณะต้องยึดหลักความถูกต้องและยึดหลักกฎหมาย มิใช่ความถูกใจผู้สนับสนุนของฝ่ายตน หรือ คาดคะเน ทำให้ข้อเท็จจริงไม่ถูกต้องและถูกบิดเบือนให้ผิดไปจากความเป็นจริง”
“ดร.ณัฏฐ์” ชี้ประเด็นว่า จริยธรรมนักการเมือง ปรากฏในรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 219 ครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย กล่าวคือ มาตรฐานจริยธรรมของตุลาการรัฐธรรมนูญ และผู้ตำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ.2561 ให้ใช้บังคับแก่ สส., สว.และคณะรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 219 วรรคสองด้วย
ส่วนโทษในคดีจริยธรรมร้ายแรง หากศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิในการเลือกตั้ง จะถูกตัดสิทธิทางการเมืองตลอดไป ปรากฏ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 235 วรรคหนึ่ง (1) ,วรรคสี่ ประกอบ พรป.ป.ป.ช. มาตรา 81 วรรคสอง
“พูดภาษาชาวบ้าน คือ คดีจริยธรรม ใช้บังคับ องค์กรอิสระ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เจ้าหน้าที่ของรัฐตามตำแหน่งที่กำหนดไว้ รวมถึง สส. สว.และคณะรัฐมนตรี นับแต่การดำรงตำแหน่งเป็นต้นไป หากฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติ จะมีความผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง เป็นอำนาจ ป.ป.ช.ไต่สวน และเป็นอำนาจศาลฎีกาพิจารณาพิพากษา อัตราโทษของ คดีจริยธรรมร้ายแรง “ไม่มีโทษอาญา” แต่เป็นโทษการเมือง “ถูกตัดสิทธิการเมืองตลอดไป” หรือ ถูกประหารชีวิตทางการเมือง
นอกจากนี้ “ดร.ณัฏฐ์” ยังย้อนให้เห็นด้วยว่า คดีอดีต 44 สส.ก้าวไกล หรือจำนวน “10 สส.พรรคประชาชน” สืบเนื่องจาก คดีล้มล้างการปกครองฯ กรณี อดีต 44 สส.ก้าวไกล ได้ลงชื่อในร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และใช้เป็นนโยบายในการหาเสียงของพรรคด้วย ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่า “เป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ ให้เสื่อมโทรมหรืออ่อนแอลง แม้ผลไม่ได้เกิดทันที แต่มีเจตนาเล็งเห็นผลได้ว่า ผลนั้นจะเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน”
เป็นการลดทอนพระเกียรติพระมหากษัตริย์ พฤติการณ์เป็นการล้มล้างการปกครองฯ นำไปสู่การยุบพรรคก้าวไกล ต่อมาผู้ร้องได้หยิบคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2567 ไปยื่นต่อ ป.ป.ช.ให้ไต่สวนคดีจริยธรรมร้ายแรง นำมาซึ่งป.ป.ช.วินิจฉัยชี้มูลความผิดกับ อดีต 44 สส.ก้าวไกลว่า ผิดจริยธรรมร้ายแรง อย่างที่เป็นอยู่ขณะนี้
“ดร.ณัฏฐ์” ตอบโต้ประเด็น การเสนอแก้กฎหมายเป็นอำนาจหน้าที่สส.ว่า ปกติฝ่ายนิติบัญญัติมีอำนาจหน้าที่ในการตรากฎหมาย ยกเลิก แก้ไขกฎหมาย ตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหาร โดยการทำหน้าที่ต้องอยู่ภายในกรอบของกฎหมายและต้องกระทำโดยสุจริต ถึงแม้ว่ารัฐธรรมนูญคุ้มครองการทำหน้าที่ สส. แต่การทำหน้าที่ สส.ของอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล จงใจใช้อำนาจหน้าที่เกินขอบเขตและไม่สุจริต ทั้งนโยบายแก้ไข มาตรา 112 ของพรรคก้าวไกล และกรณีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคในขณะนั้น นำไปรณรงค์หาเสียงในการเลือกตั้ง 2566
ด้วยเหตุนี้ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดว่า เป็นพฤติการณ์ใช้สิทธิหรือเสรีภาพ ล้มล้างการปกครองฯ ตรงนี้ ชัดเจนว่า เป็นการทำหน้าที่เกินกรอบของกฎหมายและเกินอำนาจหน้าที่ มีเจตนาเล็งเห็นได้ว่า การลงชื่อในร่างแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 กระทบโครงสร้างระบอบการปกครอง เพราะพระมหากษัตริย์เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างระบอบการปกครองไทย
ส่วนกรณี “ปิยบุตร” ระบุว่า “การกระทำของ 44 สส.ก้าวไกล ไม่ผิดจริยธรรม แต่เป็น นิติสงครามสั่งสอนนิติสงครามและนิติสงครามล้อมคอก สั่งสอนนักการเมืองนั้น “ดร.ณัฏฐ์” โต้ว่า บิดเบือนข้อเท็จจริง รวมถึงโยงว่าถูก “กิโยติน” ตัดคอประหารชีวิตทางการเมือง ด้วย
“ดร.ณัฏฐ์” อธิบายว่า “นิติสงคราม” คือ การใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการโจมตี ทำลายล้างพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม เพื่อกำจัดให้ออกจากสนามการเมือง หรือให้ลดพลังอำนาจในทางการเมือง
แต่กรณีป.ป.ช.ชี้มูลความผิดร้ายแรงคดีจริยธรรม กับอดีต 44 สส.ก้าวไกล โทษ คือ ถูกตัดสิทธิทางการเมือง โดยรัฐธรรมนูญ มาตรา 219 ประกอบ มาตรา 235 วรรคหนึ่ง(1) ,วรรคสี่ ประกอบ พรป.ป.ป.ช.
คดีจริยธรรม เป็นกลไกที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ 2560 ก่อนที่อดีต44 สส.พรรคก้าวไกลเข้าสู่อำนาจในปี 2566 มิใช่ เป็นการตัดทอนกำลังหรือใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือเพื่อทำลาย สส.พรรคก้าวไกลหรือพรรคประชาชน ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล แต่เป็นการกระทำส่วนตัวล้วนๆ
ส่วนนายปิยบุตร ระบุว่า นิติสงครามสั่งสอนนิติสงครามและนิติสงครามล้อมคอก น่าจะอ่านนิยายน้ำเน่ามาเยอะ เรื่องนี้ไม่ใช่นิติสงครามทำลายล้างทางการเมือง เพราะกลไก กฎหมาย หากป.ป.ช.ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแล้ว ฝ่ายผู้ถูกร้อง 44 สส. มีพยานหลักฐานใหม่ ย่อมนำไปหักล้างน้ำหนักการชี้มูลของป.ป.ช. เพื่อพิสูจน์ตนเองในกระบวนการยุติธรรมได้
ขณะที่ “กิโยติน” เป็นอุปกรณ์ประหารชีวิตด้วยการตัดศีรษะ ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือประหารชีวิตในฝรั่งเศสช่วงปฏิวัติ คศ.1792 เพื่อความเสมอภาคและมนุษยธรรม จนกระทั่งยกเลิกโทษประหารชีวิต ในปี คศ.1981 ไม่สามารถเทียบเคียงกับคดีจริยธรรมในไทยได้ เพราะคำว่า เครื่องประหารกิโยตินในฝรั่งเศส กับกรณีศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 235 วรรคสี่ เป็นบทลงโทษเฉพาะตามกฎหมาย ดังนั้น โทษถูกตัดสิทธิกับเครื่องประหาร จึงไม่อาจเปรียบเทียบกันได้
เหนือใด แม้ว่า ในมุมของ “ดร.ณัฏฐ์” จะอ้างว่า ยึดหลักความถูกต้องและหลักกฎหมาย มากกว่ายึดความถูกใจผู้สนับสนุนทางการเมือง แต่ท้ายที่สุดเป็นอำนาจของ “ศาลฎีกา” จะเป็นผู้ชี้ขาด ตั้งแต่รับคำร้องของ ป.ป.ช. หรือไม่ สั่ง 44 สส.ก้าวไกลหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ และมีคำพิพากษา “ผิดจริยธรรมร้ายแรง” หรือไม่ คือบทสรุปที่น่าจับตาอย่างใกล้ชิด นั่นเอง





