ไม่ปล่อยให้หายใจหายคอกันเลย สำหรับรัฐบาล “อนุทิน 2” เพราะเริ่มตั้งแต่ การแถลงนโยบายต่อที่ประชุมรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 162
ในวันที่ 9-10 เมษายน ก่อนเข้าปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการ ก็เตรียมเจอหมัดน็อกฝ่ายค้าน ที่ล็อกเป้าอภิปรายซักฟอกอย่างหนัก นัยว่า จะไม่ต่างจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพียงแต่ไม่มีการลงมติเท่านั้น
ประเด็นสำคัญ หนีไม่พ้นการแก้ปัญหาราคาน้ำมัน รับมือผลกระทบจากภาวะสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน ที่ยังไม่รู้จุดจบอยู่ในเวลานี้
โดยเฉพาะฝ่ายค้าน ที่มีตัวตึงหลายคนในสภาฯ อย่าง พรรคประชาชน ฝ่ายค้านที่มีข้อมูลจุดอ่อนของรัฐบาลดี อย่าง กล้าธรรม และฝ่ายค้าน ที่ครบเครื่องความเป็นมืออาชีพ อย่าง ประชาธิปัตย์ ทั้งหมดแม้จะเป็นส่วนผสมที่ไม่ค่อยเข้ากันนัก แต่เมื่อใดหอก-ดาบพุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน อะไรจะเกิดขึ้น ต่อให้ไม่แม่นยำก็จะต้องพรุนไปทั้งตัว
นอกจากนี้ แทบไม่ต้องทำ “โพล” หรือสำรวจให้ยุ่งยาก ก็รับรู้จากกระแสอยู่แล้วว่า ประชาชนเริ่มไม่เชื่อมั่นรัฐบาล
นี่คือ ปฐมบทที่เหนื่อยหนัก แค่ก้าวแรกก็ต้องเดินหน้าแบบหืดขึ้นคอของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล สมัยที่ 2 ทั้งที่เสียงในสภาฯแน่นปึกถึง 293 เสียง และเฉพาะของพรรคภูมิใจไทยแกนนำจัดตั้งรัฐบาล มีถึง 191 เสียง ก็ยังไม่แน่ว่า จะประคับประคองรัฐนาวาลำนี้ได้ดีแค่ไหน จากคลื่นมรสุมที่ถาโถมเข้าหาเป็นระลอก
ประเด็นสำคัญ ที่หลายคนคลางแคลงใจ คือ ปัญหาการกักตุนน้ำมัน มีจริงหรือไม่ ก่อนที่น้ำมันจะขึ้นราคา ถ้ามีจริงใครเป็นคนกักตุน? จนปั้มขาดแคลนน้ำมัน ประชาชนเดือดร้อน ต้องตื่นแต่เช้ามืดมาเฝ้ารอต่อแถวยาวเหยียดเพื่อเติมน้ำมัน ทั้งยังเติมได้อย่างจำกัด แต่พอน้ำมันปรับขึ้นราคา 6 บาท ปรากฏว่า มีน้ำมันเต็มทุกปั้ม และเติมได้ไม่จำกัดด้วย
ประการต่อมา คือ ข้อถกเถียงที่ว่า การบริหารจัดการแก้ปัญหาราคาน้ำมันของรัฐบาลอนุทิน 1 เป็นการผลักภาวะทั้งหมดมาให้ประชาชนผู้บริโภค ขณะที่โรงกลั่น นายทุนธุรกิจน้ำมันไม่ต้องแบกอะไรเลย เท่ากับเป็นการ “อุ้มนายทุนน้ำมัน” หรือไม่
ที่สำคัญแกนนำพรรคภูมิใจไทยบางคน ที่ได้รับมอบหมายจาก “นายกฯอนุทิน” ให้แก้ไขปัญหาน้ำมัน ยังเคยเป็นนักธุรกิจน้ำมัน และคนในครอบครัวยังทำธุรกิจน้ำมันอยู่ด้วย จะมีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่
จนกลายเป็นว่า เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน คือ จุดอ่อน ที่เปราะบางที่สุดของรัฐบาลชุดนี้ไปแล้ว
อย่างที่ ดร.เจษฎ์ โทณะวนิก หัวหน้าพรรครักชาติ กล่าวเอาไว้(30 มี.ค.69) ก็น่าสนใจ “ขณะนี้ ประเทศยังไม่เข้าสู่ขั้นวิกฤต แต่หากรัฐบาลบริหารจัดการไม่ดี ก็อาจลุกลามเป็นวิกฤตพลังงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นขอเรียกร้องให้รัฐบาลโปร่งใสเรื่องโครงสร้างราคาน้ำมัน และเร่งแก้ข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน
“การลอยตัวราคาน้ำมัน อาจเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องทำ แต่การทำเรื่องเหล่านี้ต้องบอกประชาชนรับทราบด้วย หลายเรื่องรัฐบาลอาจมองเป็นเรื่องธุรกิจที่เป็นต้นทุน หรือเป็นกลไกในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งอาจไม่จำเป็นที่จะต้องบอกประชาชน แต่สาธารณูปโภคหลัก หรือสิ่งจำเป็นที่จะต้องใช้ในชีวิตประจำวัน อย่างเช่น น้ำมัน มีสิ่งที่แตกต่างกับบรรดาสินค้าอุปโภค บริโภคอย่างอื่นมาก วันนี้ปัญหาอาจไม่ใช่การสื่อสาร แต่คือความจริงที่ไม่ได้ถูกนำเสนอ หรือความน่าเชื่อถือไม่มี” ดร.เจษฎ์ ชี้ให้เห็น
พร้อมทั้งชี้ประเด็นว่า วันนี้ราคาน้ำมันปรับขึ้น 6 บาท รัฐบาลจำเป็นต้องชี้แจงโครงสร้างให้ชัดเจนว่ามาจากส่วนใดบ้าง เช่น เป็นการสะท้อนราคาตลาดโลก 4.50 บาท หรือการเก็บเข้ากองทุนน้ำมันเพื่อรักษาเสถียรภาพในอนาคต หากประชาชนไม่ทราบต้นทุนที่แท้จริง ย่อมเกิดความรู้สึกเชิงลบ รวมถึงมองว่า ถูกขูดรีดเอาเปรียบ และอาจมองว่า นี่มันโจรชัดๆ
นอกจากนี้ ดร.เจษฎ์ ยังชี้ให้เห็นว่า ในความมั่นคงทางพลังงาน มีความจำเป็นต้องชี้แจงสัดส่วนการใช้น้ำมันภายในประเทศเทียบกับการนำเข้า โดยเฉพาะความเสี่ยงจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ด้านพลังงานของไทย รวมถึงความขัดแย้งกับเพื่อนบ้าน อย่าง กัมพูชา ที่ล้วนเป็นปัจจัยคุกคามที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด สถานการณ์แบบนี้ใช้รถไฟฟ้ากันได้หมดจริงเหรอ ใช้แผงโซลาร์เซลกันได้หมดจริงหรือ อันนั้นอาจจะต้องเป็นระยะกลางที่ส่งเสริมให้มีการใช้พลังงานทดแทนที่ไม่ใช่พลังงานน้ำมัน แล้วรัฐบาลก็ต้องเข้ามาช่วยในเรื่องการพัฒนาไปสู่การใช้พลังงานสะอาด
ท้ายที่สุดในระยะยาวรัฐบาลก็จะต้องมองภาพให้เห็นว่า ประชาชนจะต้องรู้เรื่องพลังงาน จะต้องเตรียมตัวไว้ และไม่ใช่แค่นี้ สถานการณ์ของตะวันออกกลางอาจจะไม่จบเร็ว แม้กระทั่งสถานการณ์ข้างบ้าน อย่างเรื่อง ไทย-กัมพูชา ก็ยังต้องคอยติดตามคอยเฝ้าระวัง ต้องมีการจัดการอย่างไร เพราะเหล่านี้มันจะกลายมาเป็นภัยคุกคามได้ต่อไป ไม่ใช่แค่เรื่องน้ำมันเท่านั้น
“ขอฝากข้อคิดเตือนใจถึงการทำงานของรัฐบาล แม้มองว่าที่ผ่านมาทำได้ดีในระดับหนึ่ง แต่ประเด็นที่เปราะบางที่สุดคือ ความขัดแย้งทางผลประโยชน์ หากปล่อยให้ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในการประกอบธุรกิจพลังงาน มีบทบาทในการบริหารราชการแผ่นดิน จะทำให้เกิดข้อกังขาว่า เป็นการทำเพื่อส่วนรวม หรือเพื่อประโยชน์ส่วนตน ซึ่งหากประชาชนเกิดความไม่ไว้วางใจ อาจนำไปสู่การเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ในที่สุด...” ดร.เจษฎ์ ย้ำประเด็นสำคัญ
แน่นอน, เป้าใหญ่ ในรัฐบาล “อนุทิน 2” ที่จะถูกโจมอย่างหนัก ไม่ว่าการอภิปรายซักฟอกของฝ่ายค้านต่อการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา หรือ เวทีสาธารณชน ก็คือ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและรมว.คมนาคม นั่นเอง
โดยเชื่อว่า ในการอภิปรายการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา พริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคประชาชน ซึ่งโหมโรง เรียกร้องเปลี่ยนตัว “พิพัฒน์” ออกจากความรับผิดชอบ แก้ปัญหาน้ำมันของรัฐบาลมาตลอด คงจะสะกิดแผลเรื่องนี้อีก
ทั้งนี้ “พริษฐ์” โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็น(27 มี.ค.69)ภายหลัง นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีคมนาคม มาออกรายการกรรมกรข่าว คุยนอกจอ ว่า หลังได้ฟังสัมภาษณ์ของรองนายกฯพิพัฒน์ ตนยังยืนยันความเห็นที่ได้อภิปรายในสภาเมื่อวันก่อน ว่า นายกฯ ควร “เปลี่ยนตัว” ผู้รับผิดชอบหลักเรื่องวิกฤตพลังงานจาก รองนายกฯ พิพัฒน์ เป็นคนอื่น เพื่อเคลียร์ข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน
ในช่วงหนึ่ง (นาที 39-40) รองนายกฯ พิพัฒน์ เล่าว่านายกฯเคยหารือกับเขาเกี่ยวกับเรื่องการขึ้นราคาน้ำมัน โดย “เรียกประชุมเป็นกลุ่มเล็กโดยไม่มีผู้ประกอบการ เพราะเรื่องนี้เราไม่สามารถให้ผู้ประกอบการรู้ได้ (ว่าจะขึ้นราคาน้ำมันเท่าไหร่) เพราะเราก็กลัวว่าผู้ประกอบการรู้ เขาอาจจะปิดสถานีบริการก่อนหรือกักตุน…”
แต่ “ข้างในห้อง” คือตัวท่านรองนายกฯ พิพัฒน์ เองก็เป็นส่วนหนึ่งของผู้ประกอบการเช่นกัน
1. รองนายกฯ พิพัฒน์ ยังถือหุ้นอยู่ 5% ใน บริษัท “รัชกิจ โฮลดิ้ง จำกัด” ที่เป็นผู้ถือหุ้นหลัก (25%) ในบริษัท PTG Energy (โดยมีน้องชายเป็นกรรมการและผู้บริหาร)
2. แม้รองนายกฯ พิพัฒน์ จะพยายามปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับการบริหารธุรกิจ แต่มีหลายครั้งตลอดการสัมภาษณ์ที่รองนายกฯ พิพัฒน์ มักใช้คำว่า “เรา” หรือ “พวกเรา” เวลาพูดถึงการดำเนินการของบริษัท PTG Energy [เช่น นาที 70-72]
3. แม้ PTG Energy ไม่ได้มีโรงกลั่นของตนเอง แต่ รัชกิจ โฮลดิ้ง หรือ PTG Energy ถือหุ้นในหลายบริษัทที่ครอบคลุมแทบทุกขั้นตอนอื่นในห่วงโซ่อุปทานน้ำมัน – จากข้อมูลล่าสุดที่ผมมี:
มีการถือหุ้นในผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่หรือคลังน้ำมัน (ม.7) = อย่างน้อย 2 บริษัท
– บริษัท 1: PTG ถือหุ้น 70.50%
– บริษัท 2: PTG ถือหุ้น 40%
มีการถือหุ้นในผู้ค้าน้ำมันรายย่อยหรือจ็อบเบอร์ (ม.10) = อย่างน้อย 6 บริษัท
– บริษัท 1: PTG ถือหุ้น 100%
– บริษัท 2: PTG ถือหุ้น 99.98%
– บริษัท 3: PTG ถือหุ้น 99.98%
– บริษัท 4: PTG ถือหุ้น 99.98%
– บริษัท 5: PTG ถือหุ้น 99.97%
– บริษัท 6: PTG ถือหุ้น 99.97%
มีการถือหุ้นในผู้ขนส่งน้ำมัน (ม.12 = อย่างน้อย 4 บริษัท
– บริษัท 1: PTG ถือหุ้น 100%
– บริษัท 2: รัชกิจ โฮลดิ้ง ถือหุ้น 25%
– บริษัท 3: รัชกิจ โฮลดิ้ง ถือหุ้น (ทางอ้อม) 25%
– บริษัท 4: รัชกิจ โฮลดิ้ง ถือหุ้น (ทางอ้อม) 19%
4. หนึ่งในบริษัทผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ (ม.7) ที่ PTG ถือหุ้น เป็นธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันไบโอดีเซล ที่ย่อมได้ประโยชน์จากนโยบายของรัฐบาลที่เสนอให้เพิ่มอัตราส่วนผสมน้ำมันไบโอดีเซล (เช่น B10 หรือ B20)
ผมย้ำว่า ผมไม่ได้กล่าวหาว่า บริษัทเหล่านี้ทำอะไรที่ผิดไปแล้ว แต่ผมอยากชี้ให้เห็นว่า หากสมมติผมเป็นบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งที่มีเครือข่ายบริษัทน้ำมันอย่างกว้างขวางในแทบจะทุกขั้นตอนของห่วงโซ่อุปทานน้ำมัน และหากผมรู้มาก่อนว่านโยบายของรัฐบาลในแต่ละวันถูกกำหนดมาอย่างไร สถานการณ์แบบนี้จะเปิดช่องมหาศาลให้ผมสามารถเก็งกำไรได้บนความเดือดร้อนของประชาชน
“ท่านรองนายกฯ พิพัฒน์ ก็ทราบดีถึงข้อกังขานี้ เพราะท่านพูดในลักษณะตัดพ้อหลายครั้งในรายการว่าท่าน “พูดอะไรไป ก็ไม่มีใครเชื่อ”
“ดังนั้น ไม่ว่าที่ผ่านมาจะมีหรือไม่มีการใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ของเครือข่ายธุรกิจตนเอง แต่ตราบใดที่รัฐบาลยังคงออกแบบโครงสร้างการบริหารจัดการวิกฤตพลังงานครั้งนี้ โดยให้ผู้กำหนดนโยบายหลักกับผู้ที่มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายธุรกิจน้ำมัน เป็นคนๆเดียวกัน ก็ยากที่ประชาชนจะเชื่อมั่นในความตรงไปตรงมาหรือความโปร่งใสในการดำเนินการของรัฐบาล...”
นี่คือ ประเด็นสำคัญ ที่ถูกจับตามองว่า พรรคภูมิใจไทยจะเอาอย่างไรกับเรื่องนี้?
ขณะที่ “พิพัฒน์” คือ ขุนพลคนสำคัญของพรรค ที่นำสส.ภาคใต้เข้าสภาฯอย่างเป็นกอบเป็นกำ จนได้ปูนบำเหน็จ แต่งตั้งเป็น รองนายกฯและรมว.คมนาคมในรัฐบาลอนุทิน 2
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับรัฐบาล “อนุทิน 2” จึงไม่เพียงวิกฤติเศรษฐกิจปากท้องประชาชน ที่เกิดจากผลกระทบของสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน เท่านั้น หากแต่ยัง เกิดวิกฤติศรัทธาที่มีต่อรัฐบาลในการแก้ปัญหาน้ำมัน ซึ่ง ประชาชนไม่มีความเชื่อมั่น เพราะไม่แน่ใจว่า ผู้ใหญ่บางคนในรัฐบาล มีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่
นั่นเท่ากับ สิ่งที่รัฐบาลอนุทิน 2 กำลังเผชิญหน้า และต้องหาทางออกให้ได้ ก็คือ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” เพราะอย่าลืมว่า ไม่ว่ารัฐบาลจะรับมือกับด้านอื่นได้ดีแค่ไหน ก็ไม่อาจทดแทน หรือ ลบเลือน วิกฤติศรัทธาผลประโยชน์ทับซ้อนได้ มันจะเป็นตราบาปว่า “อุ้มนายทุน” ปล่อยให้ประชาชนรับกรรม อย่างที่เริ่มมีการปลุกกระแสแล้ว และถ้ากระแสนี้บานปลายไปทุกหย่อมหญ้าอะไรจะเกิดขึ้น
อย่าลืม บทเรียนในอดีตมีให้เห็นมาแล้ว ต่อให้รัฐบาลมีเสถียรภาพมากแค่ไหน แต่ถ้าประชาชนไม่เชื่อมั่น ขาดศรัทธา เพราะมีผลประโยชน์ทับซ้อน ก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน หรือไม่จริง!?





