ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวนในวันนี้ ความตึงเครียดไม่ได้เกิดขึ้นจากแค่เรื่องเศรษฐกิจอีกต่อไป แต่ถูกซ้อนทับด้วยปัจจัยรอบด้าน
ตั้งแต่สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ไปจนถึงค่าครองชีพที่ขยับขึ้นแทบทุกวัน สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงข่าวที่เราอ่านผ่านตา แต่กำลังกลายเป็นแรงกดดันที่แทรกซึมอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในบทบาทของผู้นำ ผู้บริหาร และเจ้าของกิจการ
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่าเราจะแก้ปัญหาอย่างไรแต่คือเราจะคิดอย่างไรท่ามกลางปัญหาเหล่านี้ เพราะวิธีคิดคือจุดเริ่มต้นของทุกการตัดสินใจ และในหลายครั้ง วิธีคิดนี่เองที่เป็นตัวกำหนดว่าองค์กรจะเดินต่อไปข้างหน้าหรือหยุดชะงักอยู่กับที่
ในทุกสถานการณ์ที่ยากลำบาก มักจะมีบางอย่างที่ยังคงดำเนินไปได้ดี บางโครงการอาจจะล่าช้า แต่บางทีมยังคงทำงานได้อย่างเต็มที่ บางลูกค้าอาจจะชะลอการตัดสินใจ แต่บางรายยังคงเชื่อมั่นและสนับสนุนเราอยู่ สิ่งเหล่านี้อาจดูเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปัญหาใหญ่ที่กำลังเผชิญ แต่ในเชิงจิตวิทยา สิ่งเล็ก ๆ เหล่านี้คือ “พลัง” ที่ช่วยให้เรายังเดินต่อไปได้
การสร้าง Appreciation หรือการชื่นชมสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้น จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารคนและองค์กร เพราะเมื่อคนในทีมรู้สึกว่าสิ่งที่เขาทำมีคุณค่า แม้จะยังไม่สมบูรณ์ เขาจะมีแรงที่จะพัฒนาต่อ แต่ถ้าเขารู้สึกว่าทำอะไรก็ไม่ดีพอ ความพยายามนั้นก็จะค่อย ๆ หายไป
ลองมองกลับมาที่ทีมงานของเราเอง ในวันที่งานไม่เป็นไปตามเป้า มีข้อผิดพลาด มีจุดติดขัด มีสิ่งที่ยังไม่ลงตัว เรามักจะโฟกัสไปที่สิ่งเหล่านั้นเป็นหลัก แต่ในความเป็นจริงแล้ว หากทีมงานไม่มีคุณค่าอะไรเลยเราคงไม่ได้ทำงานร่วมกันมาถึงวันนี้
นั่นแปลว่าในทุกคนยังมี “จุดดี” บางอย่างที่ทำให้เขายังอยู่ในทีม ไม่ว่าจะเป็นความรับผิดชอบ ความพยายาม ความซื่อสัตย์ หรือแม้แต่ความตั้งใจที่จะเรียนรู้ เพียงแต่ในช่วงเวลาที่กดดัน จุดดีเหล่านี้อาจถูกบดบังด้วยปัญหาที่ใหญ่กว่า หน้าที่ของผู้นำจึงไม่ใช่แค่การชี้ให้เห็นข้อผิดพลาด แต่ต้องสามารถดึงจุดดีเหล่านั้นกลับมาให้ทีมงานมองเห็นอีกครั้ง เพราะเมื่อคนเริ่มเห็นคุณค่าของตัวเอง เขาจะเริ่มมีพลังในการแก้ไขข้อบกพร่องของตัวเองโดยไม่ต้องถูกบังคับ
อีกหนึ่งวิธีคิดที่สำคัญคือการเริ่มต้นวันใหม่ด้วยคำถามง่าย ๆ แต่ทรงพลังว่า “วันนี้มีอะไรที่เราทำให้ดีขึ้นได้บ้าง” คำถามนี้อาจดูธรรมดา แต่เป็นการตั้ง Mindset ที่เปลี่ยนจากการจมอยู่กับปัญหา ไปสู่การมองหาโอกาส
การถามตัวเองแบบนี้ทุกวัน ไม่ได้ทำให้ปัญหาหายไปทันที แต่ทำให้เรามี “ทิศทาง” ในการเคลื่อนไหว แต่ในทางกลับกัน หากเราปล่อยให้ความคิดเชิงลบเข้ามาครอบงำ ความคิดเหล่านั้นจะค่อย ๆ ขโมยพลังของเราไปโดยไม่รู้ตัว จากเรื่องเล็กจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ จากปัญหาที่แก้ได้จะกลายเป็นปัญหาที่ดูเหมือนแก้ไม่ได้ และสุดท้ายจะกลายเป็นบรรยากาศที่ทั้งทีมรู้สึกหมดแรง
ความคิดเชิงลบจึงไม่ได้เป็นเพียง “ความรู้สึก” แต่เป็นตัวเร่งให้เกิดผลลัพธ์เชิงลบในระดับองค์กร ผู้นำที่เข้าใจเรื่องนี้จะรู้ว่าการบริหารความคิดของตัวเองมีความสำคัญไม่แพ้การบริหารตัวเลขทางธุรกิจ
ในโลกของการทำงานจริง ไม่มีใครทำงานได้สมบูรณ์แบบ 100% เสมอไป หากทีมสามารถขับเคลื่อนไปได้ในระดับ 5 หรือ 6 จาก 10 นั่นอาจถือว่าเป็นฐานที่ดีแล้วในสถานการณ์ที่ยากลำบาก สิ่งสำคัญไม่ใช่การตำหนิว่า “ทำไมไม่ถึง 10” แต่คือการทำให้ทีมเห็นว่า “เราสามารถไปถึง 7 หรือ 8 ได้อย่างไร”
และเมื่อทีมสามารถไปถึงระดับ 8 หรือ 9 ได้จริง ความรู้สึกของความสำเร็จนั้นจะยิ่งมีพลังมากกว่าการถูกบังคับให้ทำให้ถึง 10 ตั้งแต่ต้น เพราะมันเป็นผลลัพธ์ที่เกิดจากการพัฒนา ไม่ใช่การกดดัน
ท่ามกลางความวุ่นวาย ผมยังเชื่อว่ามีบางสิ่งที่ยังคงดีอยู่เสมอ อาจจะไม่มาก อาจจะไม่ชัดเจน แต่มีอยู่จริง และการที่เราจะมองเห็นหรือไม่ มันขึ้นอยู่กับมุมมองของเรา และผู้นำที่สามารถมองเห็นโอกาสในวันที่คนอื่นเห็นแต่ปัญหา จะเป็นคนที่พาทีมผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้
ไม่ใช่เพราะเขาเก่งกว่าคนอื่นเสมอไป แต่เพราะเขา “คิดต่าง” และความคิดนั้นเองที่กลายเป็นพลังขับเคลื่อนองค์กร





