ในขณะรัฐบาลใหม่ใกล้คลอดเต็มที โดย “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี คนที่ 32 วาระที่ 2 หรือ “อนุทิน 2” เผยว่า จะสามารถนำขึ้นทูลเกล้าฯได้ ประมาณวันที่ 30 มีนาคมนี้
เช่นเดียวกับ รายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) 35 รายชื่อ ก็เป็นอันสะเด็ดน้ำเรียบร้อย
เริ่มจาก พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ซึ่งเป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ปรากฏว่า ได้กุมบังเหียนกระทรวงเกรดเอ รวม 27 ตำแหน่ง ส่วนพรรคเพื่อไทย (พท.) ได้รับโควตา 8 เก้าอี้ แยกเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวง 5 เก้าอี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง 3 เก้าอี้
รายชื่อทั้งหมด 35 คน ประกอบด้วย
1. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
2. นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี
3. นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ดูแลด้านกฎหมาย
4. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
5. นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
6. นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
7. นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
8. นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
9. น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
10. นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
11. นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
12. พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
13. นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
14. นายนิกร โสมกลาง สส.เขต 8 นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย(โควตา น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล ที่มีข่าวว่าไม่ผ่านคุณสมบัติ) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
15. นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
16. นายวัชรพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
17. น.ส.ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
18. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
19. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
20. นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
21. นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
22. นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
23. น.ส.แนน บุญย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
24. นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
25. นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
26. นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
27. นายวรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
28. นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
29. พล.ต.ต.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
30. นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน
31. น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม
32. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
33. นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
34. นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
และ 35. นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
อย่างไรก็ตาม มีการจับตามอง ที่เหลืออีก 1 ตำแหน่ง ว่าในที่สุดแล้วรัฐบาลจะแต่งตั้งหรือไม่
แต่สิ่ง “รัฐบาลใหม่” จะต้องเข้ามารับเผือกร้อนทันทีทันควันก็คือ ผลกระทบจากสงครามยืดเยื้อระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน ที่วันนี้พ่นพิษให้เห็นแล้วก็คือ ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น 6 บาท
และอาจปรับสูงขึ้นอีก อันจะนำไปสู่ภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย รวมถึงปัญหาปากท้องของประชาชน ก็จะกลายเป็นปัญหาเร่งด่วนที่ถูกเรียกร้องให้เร่งแก้ไขรุมเร้าทุกด้านในเวลาอันรวดเร็วดั่งสายไฟแลบ
อันสอดคล้องกับเสียงสะท้อนของประชาชนที่เริ่มเป็นห่วงเป็นกังวลอย่างสูง จากการสำรวจของสถาบันพระปกเกล้า หรือ “KPI Poll”(27 มี.ค.69)
กล่าวคือ สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง “ความเชื่อมั่นและความคาดหวังต่อรัฐบาลใหม่ในการรับมือผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลาง” โดย นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ KPI Poll เปิดเผยผลการสำรวจ KPI Poll ครั้งที่ 14 ที่ได้ทำการสำรวจ ระหว่างวันที่ 13-16 มี.ค. 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 2,000 ตัวอย่าง โดยมีบทสรุปสำคัญจากผลสำรวจ ดังนี้
1.) ผลกระทบที่กังวลที่สุด จากสถานการณ์ความขัดแย้งสหรัฐ-อิหร่าน 78.9% กังวลผลกระทบราคาน้ำมัน/ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ทั้งขนส่ง-อาหาร-ค่าเดินทาง สูงสุดแบบทิ้งห่าง รองลงมา 9.3% กังวลข้อมูลเท็จ-ข่าวลวง ที่ทำให้สังคมตื่นตระหนก/แตกแยก, 5.8% ความเสี่ยงด้านพลังงาน/สินค้า นำเข้า-ส่งออกสะดุดจากเส้นทางเดินเรือ, 5.4% กังวลต่อความเสี่ยงก่อการร้าย/เหตุความไม่สงบที่ลุกลามในภูมิภาค และ 0.6% ความปลอดภัยคนไทยในต่างประเทศ/แรงงานไทยในตะวันออกกลาง
สะท้อนว่า ประชาชนกว่า 3 ใน 4 มีความกังวลเรื่อง ปากท้อง มากกว่ามิติความมั่นคง/การทูต ถือเป็นความรู้สึกของประชาชนส่วนใหญ่ ขณะเดียวกัน การที่ข่าวลวง-ข้อมูลเท็จ ที่เป็นความกังวลลำดับรอง สะท้อนว่าสังคมไทยไม่ได้ห่วงแค่ภาวะเศรษฐกิจ แต่ยังกังวลต่อความสับสน ความตื่นตระหนก และความแตกแยกที่อาจเกิดจากการสื่อสารที่คลาดเคลื่อนด้วย
2.) ประชาชน “เสียงแตก” เกือบครึ่งเชื่อมั่นรัฐบาลใหม่รับวิกฤตตะวันออกกลางได้ แต่สูสีเสียงไม่มั่นใจ โดย 46.2% “ค่อนข้างเชื่อมั่น-เชื่อมั่นมากที่สุด” ต่อรัฐบาลใหม่ในการรับมือผลกระทบจากสถานการณ์สงคราม สหรัฐฯ-อิหร่าน ขณะที่ 40.4% “ไม่ค่อยเชื่อมั่น-ไม่เชื่อมั่นเลย” และ 13.4% “ไม่แน่ใจ”
แม้ตัวเลขความเชื่อมั่นจะนำอยู่เล็กน้อย แต่สัดส่วนผู้ไม่เชื่อมั่นก็ยังสูงจนมีนัยสำคัญ จึงยังไม่อาจตีความได้ว่ารัฐบาล “สอบผ่าน” ในสายตาประชาชนอย่างชัดเจน ยังต้องพิสูจน์ความสามารถในการรับมือวิกฤตครั้งนี้ให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม
3.) “คนกรุง-Gen Z” ไม่เชื่อมั่นรัฐบาลแก้ผลกระทบสงคราม สวนทาง “คนใต้-วัยเก๋า” โดยภาคใต้ เชื่อมั่นสูงสุด 70.4% รองลงมา คือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 53.9% ภาคเหนือ 36.8% ในขณะที่ กรุงเทพฯ มีสัดส่วนผู้ไม่เชื่อมั่นสูงสุด 57.6%
รองลงมา คือ ภาคกลาง 56.0% และภาคตะวันออก 51.7% กลุ่ม Baby Boomer เชื่อมั่นสูงสุด 53.1% รองลงมา คือ Gen X 47.6% และ Gen Y 47.1% โดย Gen Z เป็นกลุ่มเดียวที่ส่วนใหญ่ “ไม่เชื่อมั่น” สูงสุด 49.0%
ความไม่เชื่อมั่น “คนเมือง คนรุ่นใหม่ และคนในพื้นที่เศรษฐกิจใหญ่” อาจสะท้อนทั้งความอ่อนไหวต่อค่าครองชีพ การรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่เข้มข้น และความคาดหวังต่อประสิทธิภาพรัฐที่สูงกว่า รัฐบาลควรให้ความสำคัญมากขึ้นกับความรวดเร็ว ความโปร่งใส และการสื่อสารกับมาตรการที่จับต้องได้
4.) คนไทยเกินครึ่งหนุนรัฐบาลใหม่ “วางตัวเป็นกลาง” โฟกัส “อุ้มคนไทย-ผลประโยชน์ชาติ” เร่งดันมาตรการรับแรงกระแทกวิกฤตเศรษฐกิจ โดย 52.5% เห็นว่า รัฐบาลควรวางตัวเป็นกลาง เน้นช่วยคนไทยและผลประโยชน์ชาติ สูงสุด
รองลงมา 16.3% ควรให้ความสำคัญกับมาตรการเศรษฐกิจรับแรงกระแทกมากกว่าการแสดงท่าทีระหว่างประเทศ, 12.8% ควรประสานความร่วมมือด้านความมั่นคง-ข่าวกรองเพื่อป้องกันความเสี่ยงในประเทศ, 7.3% ควรเน้นการทูตเชิงรุก เรียกร้องหยุดยิงหรือเจรจาผ่านเวทีระหว่างประเทศ โดย 11.1% ไม่แน่ใจหรือไม่สามารถตอบได้
ประชาชนไม่ได้คาดหวังให้รัฐบาลไทยเลือกข้าง หรือแสดงบทบาทเชิงสัญลักษณ์ในเวทีระหว่างประเทศมากเป็นอันดับแรก แต่ต้องการเห็น “ความเป็นกลางแบบมีภารกิจ” คือ เพื่อปกป้องคนไทย รักษาผลประโยชน์ของชาติ และลดผลกระทบที่จะย้อนกลับมาสู่ภายในประเทศ โดยเฉพาะมิติค่าครองชีพและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
นายอิสระกล่าวว่า ผลสำรวจครั้งนี้ มิได้สะท้อนเพียงความกังวลใจของประชาชนจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่ยังเป็น “บททดสอบความสามารถของรัฐบาลใหม่” ในการปกป้องปากท้องและความมั่นคงในชีวิตประจำวันของประชาชนอีกด้วย แม้ระดับความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลจะยังนำอยู่เล็กน้อย แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะทำให้สังคมวางใจได้เต็มที่
ดังนั้น รัฐบาลจึงควรเร่งดำเนินการ 3 เรื่อง ควบคู่กัน คือ 1.ออกมาตรการลดแรงกระแทกด้านค่าครองชีพอย่างรวดเร็ว 2.สื่อสารข้อเท็จจริงและแผนรับมืออย่างชัดเจนต่อเนื่อง และ 3.แสดงผลลัพธ์เชิงรูปธรรมให้ประชาชนเห็นว่า รัฐบาลสามารถดูแลผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้ไม่ให้ลุกลามเป็นวิกฤตในครัวเรือนได้จริง
นั่นหมายถึงว่า นอกจากรัฐบาลใหม่จะไม่มีเวลา “ฮันนีมูน” แล้ว ยังแทบไม่มีเวลาหายใจหายคอ เพื่อรับมือกับคลื่นลูกใหญ่ของผลกระทบจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน ที่ต้องดูแลปากท้องชีวิตคนไทย และต้องเอาชีวิตรัฐบาลเป็นเดิมพันอีกด้วย
ส่วนจะทำได้ดีแค่ไหน กระแสถูก “โจมตี” อยู่ในเวลานี้ อาจยังไม่ใช่คำตอบ หากแต่อยู่ที่ “ผลงาน” เท่านั้นที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์อย่างแท้จริง หรือไม่จริง?





