วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม 2569

Login
Login

สัญญาณ ‘Stagflation’ ฝันร้ายค่าครองชีพคนไทย

สัญญาณ ‘Stagflation’ ฝันร้ายค่าครองชีพคนไทย

วิกฤติความขัดแย้งในตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซได้ลุกลามกลายเป็น “วิกฤติพลังงาน” ที่กระทบคนไทยโดยตรง

 ล่าสุดคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ตัดสินใจลอยตัวราคาน้ำมัน โดยประกาศขยับราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลและกลุ่มเบนซินขึ้นรวดเดียว 6 บาทต่อลิตร

มีผลตั้งแต่วันที่ 26 มี.ค. 2569 การตัดสินใจกลางดึกครั้งนี้สร้างความตื่นตระหนกให้แก่ประชาชน และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของฝันร้ายด้านค่าครองชีพที่คนไทยทั้งประเทศต้องแบกรับในทันที

สถานการณ์ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกที่พุ่งทะยานทะลุ 140-154 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กำลังผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเผชิญกับความเสี่ยงของภาวะ ‘Stagflation’ หรือสภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวและถดถอยแต่เงินเฟ้อพุ่งสูง หลายสำนักประเมินว่า หากสงครามยืดเยื้อ จนราคาน้ำมันดิบตลาดโลกทะลุ 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อัตราเงินเฟ้อของไทยพุ่งสูงทะลุกรอบอัตราเงินเฟ้อแน่นอน ร้ายแรงสุดอาจถึง 4-5% ขณะที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุว่าการยกเลิกเพดานราคาตรึงดีเซลที่ 33 บาท จะดันต้นทุนค่าขนส่งและโลจิสติกส์ให้พุ่งขึ้นทันที 5-10% ซึ่งจะส่งผ่านเป็นลูกโซ่ไปยังต้นทุนการผลิตและราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
    
ผลกระทบจาก “Oil Shock” ครั้งนี้ กำลังกลายเป็นฝันร้ายที่ซ้ำเติมปากท้องของคนไทยในทุกหย่อมหญ้า ไม่ว่าจะเป็นค่าโดยสารสาธารณะที่เริ่มขยับราคาขึ้น เช่น เรือโดยสารคลองแสนแสบและเรือด่วนเจ้าพระยาที่ประกาศปรับขึ้น 2 บาท ตลอดจนราคาปุ๋ยและสินค้าเกษตรที่แพงขึ้นตามต้นทุน ขณะเดียวกัน ฐานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงก็อยู่ในขั้นวิกฤติ บัญชีติดลบไปแล้วกว่า 35,000 ล้านบาท ทำให้ภาครัฐไม่อาจใช้กลไกอุดหนุนราคาแบบหว่านแห (Blanket Subsidy) ที่ฝืนกลไกตลาดโลกและสร้างภาระหนี้สาธารณะแสนล้านได้อีกต่อไป
    
เป็นที่มาของการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ให้ความช่วยเหลือแบบเฉพาะเจาะจง (Targeted Subsidy) 5 กลุ่มเป้าหมายหลัก ได้แก่ 1. กลุ่มเปราะบาง 13.4 ล้านคน ผ่านการเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2. กลุ่มขนส่งสาธารณะผ่านคูปองหรือบัตรเติมน้ำมันดิจิทัล 3. กลุ่มเกษตรกรผ่านการจัดหาปุ๋ยราคาถูก 4. กลุ่มประมงด้วยการส่งเสริมน้ำมัน B20 และ 5. กลุ่มผู้รับเหมาและ SME ผ่านการปรับค่า K และสินเชื่อซอฟต์โลน อย่างไรก็ตาม มาตรการเยียวยาเหล่านี้ยังคงต้องรอการเบิกจ่ายงบกลางและรอการอนุมัติจากรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งสร้างความกังวลใจให้หลายฝ่ายถึงความล่าช้าในการช่วยเหลือประชาชน
    
วิกฤติฮอร์มุซและการเผชิญกับสัญญาณ Stagflation ในครั้งนี้ ถือเป็นบททดสอบสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึง “จุดเปราะบาง” ของโครงสร้างพลังงานไทยที่พึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลจากต่างประเทศในระดับที่สูงเกินไป การแก้ปัญหาด้วยการกู้เงินมาอุดหนุนราคาหรือแจกเงินเยียวยาจึงเป็นเพียงการซื้อเวลาชั่วคราว ทางรอดที่แท้จริงของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว คือการเร่งปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงานให้โปร่งใส การสร้างความมั่นคงทางพลังงาน พึ่งพาแหล่งพลังงานที่ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพคนไทยให้น้อยที่สุด และอยู่รอดได้ไม่เดือดร้อนจากปัจจัยที่นอกเหนือการควบคุม