แม้สองสามวันก่อนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเลื่อนการโจมตีโรงไฟฟ้าอิหร่านออกไปอีกห้าวัน อ้างว่ากำลังอยู่ระหว่างการเจรจากัน
แต่ไม่ได้ทำให้โลกมั่นใจมากขึ้นเลยว่า สงครามนี้จะยุติเมื่อใด เพราะอิหร่านออกมาปฏิเสธทุกวันว่าไม่เคยมีการพูดคุยกัน และอิหร่านกับสหรัฐจะไม่มีวันพูดคุยกันได้ เมื่อคู่กรณียืนยันแบบนี้ คนอื่นๆ ก็ได้แต่รอคอยข่าวดี
เพราะหากยังตกลงกันไม่ได้ ความมั่นคงด้านพลังงานย่อมปั่นป่วน ส่งผลถึงความมั่นคงทางอาหารสะเทือนไปทั่วเอเชีย
สัญญาณเตือนภัยที่ชัดเจนที่สุดมาจากประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียอย่างเกาหลีใต้และฟิลิปปินส์ซึ่งต่างขยับตัวเข้าสู่ “โหมดวิกฤติ” อย่างเต็มรูปแบบ โดยประธานาธิบดี อี แจ-มยอง ของเกาหลีใต้ เรียกร้องให้มีการประหยัดพลังงานทั่วประเทศ พร้อมงัดแผนลดการใช้ไฟฟ้า 12 ข้อ และขอความร่วมมือให้ภาครัฐลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล นอกจากนี้ยังเตรียมเข็นงบประมาณเพิ่มเติมมหาศาลถึง 25 ล้านล้านวอน เพื่อสร้างเสถียรภาพให้ห่วงโซ่อุปทานและประคองเศรษฐกิจ ขณะที่ฟิลิปปินส์ภายใต้การนำของประธานาธิบดี มาร์กอส จูเนียร์ ได้ตัดสินใจประกาศ “ภาวะฉุกเฉินด้านพลังงาน” ระดับชาติเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ยุคโควิด-19 เพื่อรับมือกับความเสี่ยงเฉียบพลันที่อุปทานเชื้อเพลิงจะขาดแคลน
กรณีฟิลิปปินส์ยังมีประเด็นที่น่าสนใจ ประเทศนี้เป็นคู่พิพาทสำคัญของจีนในทะเลจีนใต้ แต่จากวิกฤติพลังงานผลพวงจากสงครามในอิหร่าน มีแนวโน้มว่าฟิลิปปินส์และจีนอาจกลับมาพูดคุยกันอีกครั้งเรื่องการทำโครงการน้ำมันและก๊าซในทะเลจีนใต้ร่วมกัน ในยามหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ ข้อพิพาทใดวางได้ต้องวางก่อน หันมาแก้ปัญหาที่สำคัญกว่าอย่างเรื่องพลังงานขาดแคลน ดูตัวอย่างประเทศอื่นแล้วเกิดคำถามว่า รัฐบาลไทยมีแนวทางจัดการพลังงานเชิงรุกหรือยัง ไทยควรพิจารณามาตรการประหยัดพลังงานที่เข้มข้นขึ้นในภาคส่วนต่างๆ เช่นเดียวกับที่เกาหลีใต้ขอความร่วมมือจากธุรกิจยักษ์ใหญ่ 50 อันดับแรกให้ลดการใช้พลังงานและส่งเสริมการเข้างานแบบเหลื่อมเวลา การเตรียมแผนฉุกเฉินระดับเลวร้ายที่สุด รวมถึงการตรวจสอบความมั่นคงของคลังสำรองน้ำมันยุทธศาสตร์เป็นสิ่งที่ต้องทำทันที ไม่ใช่รอให้วิกฤติมาถึงประตูบ้าน
ประเด็นที่สองที่อันตรายกว่า คือ วิกฤติความมั่นคงทางอาหาร สงครามครั้งนี้ไม่ได้สั่นสะเทือนแค่ราคาน้ำมัน แต่กำลังลามสู่ “ปุ๋ย” ซึ่งเป็นต้นทุนการผลิตที่สำคัญของเกษตรกร เมื่อช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด การขนส่งปุ๋ยยูเรียและฟอสเฟตหยุดชะงัก จนนำไปสู่การแย่งซื้อและกักตุนทั่วโลก ในขณะที่ผู้ผลิตรายใหญ่อย่างจีนและรัสเซียเริ่มจำกัดการส่งออก รัฐบาลไทยต้องเร่งสำรองวัตถุดิบปุ๋ยและหาแหล่งซัพพลายสำรองจากภูมิภาคอื่น เช่นเดียวกับบราซิลที่เร่งนำเข้าจากโมร็อกโก หรืออินเดียที่พยายามหาทางเลือกใหม่เพื่อปกป้องระบบเกษตรของตน
ทั้งหลายทั้งปวงที่ว่ามาย้อนกลับไปที่การบริหารจัดการเศรษฐกิจในสภาวะสงคราม ปฏิเสธไม่ได้ว่า รัฐบาลนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล รอบนี้ชนะเลือกตั้งมาด้วยกระแสชาตินิยมจากข้อพิพาทชายแดนกัมพูชา จึงเหมือนฟ้าลิขิตให้ต้องมารับมือปัญหาเศรษฐกิจผลพวงจากสงคราม บทเรียนจากเกาหลีใต้และฟิลิปปินส์ชี้ให้เห็นว่า ในยามวิกฤติเช่นนี้ “การป้องกันล่วงหน้า” สำคัญกว่าการตามแก้ปัญหา รัฐบาลไทยต้องแสดงภาวะผู้นำที่เด็ดขาดในการสื่อสารและวางรากฐานเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ประเทศ ก่อนที่ไฟสงครามในตะวันออกกลางจะเผาผลาญเศรษฐกิจไทยจนยากเกินเยียวยา





