วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน 2569

Login
Login

เพิ่มพลังลดความตึงเครียด

เพิ่มพลังลดความตึงเครียด

สิ่งเดียวที่ทำให้องค์กรยืนอยู่ในระยะยาว ไม่ใช่แค่กลยุทธ์หรือเทคโนโลยี แต่คือ “คน”

ท่ามกลางโลกที่ผันผวนมากกว่าที่เราเคยคุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ เทคโนโลยี หรือแม้แต่ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน สิ่งหนึ่งที่เพิ่มขึ้นอย่างเงียบ ๆ แต่ส่งผลรุนแรงกว่าที่คิดคือ “ความตึงเครียด” ซึ่งไม่ได้เกิดเฉพาะในที่ทำงาน แต่มันส่งผลไปถึงในครอบครัว ในชีวิตส่วนตัว

สำหรับผู้นำหรือผู้บริหาร ความท้าทายจึงไม่ใช่แค่การทำให้องค์กรเติบโต แต่คือการดูแลสภาพจิตใจของคนให้ยังสามารถเดินต่อไปได้ในสภาพแวดล้อมที่กดดันมากขึ้นทุกวัน เพราะสุดท้ายแล้ว ต่อให้กลยุทธ์ดีแค่ไหน เทคโนโลยีล้ำแค่ไหน แต่ถ้าคนในองค์กรหมดพลัง ทุกอย่างก็หยุดลงได้ทันที

ความเครียดไม่ใช่แค่ความรู้สึกส่วนบุคคล แต่มันแทรกซึมเข้าไปในความสัมพันธ์ในทีม ทำให้การสื่อสารผิดพลาด ความไว้ใจลดลง และท้ายที่สุดสะท้อนออกมาเป็น “ประสิทธิภาพที่ลดลง” โดยที่บางครั้งเราไม่ทันรู้ตัว ผู้บริหารจำนวนไม่น้อยพยายามแก้ปัญหาด้วยการเร่งงาน เพิ่ม KPI หรือกดดันให้ทีมทำได้มากขึ้น แต่ยิ่งกดมาก ความเครียดยิ่งสะสม และยิ่งทำให้ปัญหาลึกขึ้น ซึ่งผมมีข้อคิดอยู่ไม่กี่ข้อที่อาจเรียบง่าย แต่ถ้าทำได้จริง จะเปลี่ยนบรรยากาศทั้งองค์กรได้อย่างมีนัยสำคัญ

ข้อแรก สิ่งที่เราทำ อาจไม่ได้สำคัญเท่ากับว่า “เราทำกับใคร” เพราะผู้นำจำนวนมากให้ความสำคัญกับการทำอย่างไรให้สำเร็จ แต่ในโลกความเป็นจริง การทำงานงานกับใครกลับเป็นตัวแปรที่สำคัญไม่แพ้กัน งานเดียวกัน ถ้าทำกับทีมที่ไว้ใจกัน เข้าใจกัน และรู้สึกว่าเดินไปในทิศทางเดียวกัน ความเครียดจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ในทางกลับกัน งานที่ดูง่าย อาจกลายเป็นเรื่องหนัก ถ้าคนในทีมไม่เชื่อใจกัน หรือรู้สึกว่าตัวเองกำลังทำงานให้คนอื่นมากกว่าทำไปเพื่อเป้าหมายร่วมกัน ผู้นำจึงต้องทำหน้าที่มากกว่าแค่สั่งงาน แต่ต้องสร้างความรู้สึกว่า เรากำลังเดินไปด้วยกัน

เมื่อคนในทีมตระหนักว่า ทุกคนมีเป้าหมายเดียวกัน ความภาคภูมิใจจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ แม้จะมีอุปสรรค มีความล่าช้า หรือมีปัญหา แต่ทีมจะไม่แตก เพราะทุกคนรู้ว่ากำลังพยายามไปในทิศทางเดียวกัน นี่คือรากฐานของทีมที่แข็งแรง และเป็นตัวลดความเครียดที่ทรงพลังที่สุดอย่างหนึ่ง

ข้อสอง ความสมบูรณ์แบบนั้นไม่มีจริง เพราะหนึ่งในต้นตอของความเครียดในองค์กร คือความคาดหวังที่สูงเกินไป โดยเฉพาะความคาดหวังว่า งานต้องสมบูรณ์แบบ แต่ในโลกความเป็นจริง ไม่มีงานไหนที่ไร้ข้อบกพร่อง แม้แต่งานที่ดีที่สุดก็ยังมีจุดเล็ก ๆ ที่สามารถปรับปรุงได้เสมอ

ปัญหาคือ เมื่อผู้นำหรือทีมไปโฟกัสกับจุดเล็ก ๆ ที่ผิดพลาดมากเกินไป เราจะเริ่มมองไม่เห็นภาพใหญ่ของความสำเร็จที่อยู่ตรงหน้า จากงานที่ควรจะเป็นความสำเร็จ กลับกลายเป็นความรู้สึกว่า “ยังไม่ดีพอ” อยู่ตลอดเวลา

แน่นอนว่าความผิดพลาดเป็นบทเรียนที่สำคัญ และเป็นสิ่งที่ทำให้งานดีขึ้นในระยะยาว แต่ไม่ใช่ทุกความผิดพลาดที่ต้องถูกขยายความ บางเรื่องเล็กน้อย เราสามารถเลือกที่จะยิ้มและปล่อยผ่านได้ เพราะการยึดติดกับความสมบูรณ์แบบมากเกินไป จะกลายเป็นภาระทางจิตใจที่สะสมโดยไม่จำเป็น

ข้อสาม ผู้นำคือคนที่ยื่นมือช่วยเหลือ ยิ่งในช่วงเวลาที่งานผิดพลาดหรือมีปัญหา ปฏิกิริยาของผู้นำคือสิ่งที่กำหนดบรรยากาศทั้งทีมอย่างแท้จริง หากผู้นำเลือกที่จะตำหนิ ชี้ข้อผิดพลาด หรือสร้างความกดดันเพิ่มเติม สิ่งที่ตามมาคือความกลัว และเมื่อคนเริ่มกลัว เขาจะเริ่มปกป้องตัวเองมากกว่าแก้ปัญหา

แต่ถ้าผู้นำเลือกที่จะพูดว่า “มีอะไรให้ผมช่วยได้บ้าง” ประโยคสั้น ๆ นี้สามารถเปลี่ยนทุกอย่างได้ทันที เพราะมันส่งสัญญาณว่า เราไม่ได้อยู่คนละฝั่ง แต่เราอยู่ทีมเดียวกัน เพราะมนุษย์โดยธรรมชาติ ต้องการการยอมรับ ต้องการกำลังใจ มากกว่าคำตำหนิ การสร้างวัฒนธรรมที่เน้นการช่วยเหลือ มากกว่าการจับผิด จะทำให้ทีมกล้าที่จะลอง กล้าที่จะคิด และกล้าที่จะพัฒนา ซึ่งทั้งหมดนี้คือพื้นฐานขององค์กรที่เติบโตได้จริง

ข้อที่สี่ ในยุคที่ความผันผวนกลายเป็นเรื่องปกติ ผู้บริหารไม่สามารถพึ่งพาแค่ประสบการณ์หรือสูตรสำเร็จเดิม ๆ ได้อีกต่อไป เพราะหลายสิ่งไม่เป็นไปตามแผน และหลายครั้ง “ตัวเลข” ก็ไม่สามารถอธิบายความเป็นจริงทั้งหมดได้

สิ่งที่จำเป็นมากขึ้นคือ “ภูมิปัญญา” และ “ความมั่นคงทางอารมณ์” ผู้นำต้องสามารถยืนอยู่ท่ามกลางความไม่แน่นอน โดยไม่ส่งต่อความตื่นตระหนกไปยังทีม เพราะอารมณ์ของผู้นำ มักจะกลายเป็นอารมณ์ของทั้งองค์กรโดยไม่รู้ตัว

แต่ในโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวน การทำได้ 100% อาจไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป หากวันนี้ทีมของเราทำได้ 90% สิ่งที่ผู้นำควรมอง ไม่ใช่ 10% ที่ขาดไปเพื่อตำหนิ แต่คือ 10% ที่เหลืออยู่ในฐานะ “โอกาสในการพัฒนา”

มุมมองแบบนี้จะเปลี่ยนวิธีคิดของทั้งองค์กร จากการ “จับผิด” เป็นการ “ต่อยอด” จากการ “กลัวพลาด” เป็นการ “กล้าพัฒนา” และเมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้นซ้ำ ๆ มันจะค่อย ๆ กลายเป็นวัฒนธรรมที่ฝังอยู่ในองค์กรโดยอัตโนมัติ

เพราะในโลกที่ทุกอย่างเร่งเร็วและไม่แน่นอน สิ่งเดียวที่ทำให้องค์กรยืนอยู่ในระยะยาว ไม่ใช่แค่กลยุทธ์หรือเทคโนโลยี แต่คือ “คน” และคนจะไปต่อได้ไกลแค่ไหน ขึ้นอยู่กับว่า ผู้นำเลือกจะสร้างแรงกดดัน หรือเลือกจะสร้างพลังให้กับพวกเขา