ขณะที่คาดการณ์กันว่า ไม่น่าจะเกินช่วงสงกรานต์ปีนี้ (13 เม.ย. 69) คณะรัฐมนตรี (ครม.) รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล หรือ “อนุทิน 2” ก็คงเสร็จสิ้นกระบวนการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเรียบร้อย
ส่วนที่ใช้เวลาอยู่ตอนนี้ คือขั้นตอนตรวจสอบคุณสมบัติ การเป็นรัฐมนตรีจากหลายหน่วยงาน เพื่อไม่ให้มีปัญหาตามมา
นั่นเท่ากับโผ “ครม.อนุทิน 2” ที่สื่อเปิดเผยค่อนข้างตรงกัน ก็คือ รายชื่อคนที่จะมาเป็นรัฐมนตรี หากผ่านขั้นตอนการตรวจสอบคุณสมบัติเรียบร้อยนั่นเอง
อาจแบ่งตามโควตาพรรคดังนี้
พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค เป็นนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายทรงศักดิ์ ทองศรี แกนนำพรรค เป็นรองนายกรัฐมนตรี
นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ ส.ส.สตูล รัฐมนตรีช่วยว่าการมหาดไทย นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี รัฐมนตรีช่วยว่าการมหาดไทย นายพลพีร์ สุวรรณฉวี ส.ส.นครราชสีมา รัฐมนตรีช่วยว่าการมหาดไทย นายภราดร ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี ส.ส.บัญชีรายชื่อ เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายนภินทร ศรีสรรพางค์ แกนนำพรรค เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นางสุขสมรวย วันทนียกุล ส.ส.อำนาจเจริญ เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ จากรัฐมนตรีช่วยฯ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ส.ส.ศรีสะเกษ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ ส.ส.พิจิตร เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายสรรเพชญ บุญญามณี ส.ส.สงขลา เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
นายไชยนก ชิดชอบ ส.ส.บัญชีรายชื่อ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย ส.ส.อุบลราชธานี เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รองหัวหน้าพรรคฯ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายสุชาติ ชมกลิ่น ส.ส.ชลบุรี เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายวราวุธ ศิลปอาชา ส.ส.บัญชีรายชื่อ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
สัดส่วนโควตาคนนอก ภท.
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เป็นรองนายกรัฐมนตรี ด้านกฎหมาย
สัดส่วนโควตาพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาล
นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาฯ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายพัฒนา สัพโส ส.ส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ
นอกจากนี้ ยังมีรัฐมนตรีประจำสํานักนายกรัฐมนตรี หรือ รัฐมนตรีช่วย จากพรรคพลังประชารัฐ อีก 1 ตำแหน่ง
จากรายชื่อรัฐมนตรีดังกล่าว จะเห็นว่า เก้าอี้กระทรวงเศรษฐกิจ การคลัง และความมั่นคง ล้วนเป็นของพรรคภูมิใจไทย มองแง่ดี ทำให้เห็นโอกาสที่จะทำงานแบบบูรณาการได้ดี และมีประสิทธิภาพสูง แต่ถ้าหากหากไร้ผลงาน หรือ ทำงานไม่ประสบความสำเร็จ พรรคภูมิใจไทย ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบได้เช่นกัน
ความจริง ถ้าไม่เกิดวิกฤติสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน หลายคนเชื่อว่า รัฐบาลอนุทิน 2 อาจอยู่ยาวจนครบเทอม เพราะถ้ามองไปที่ฝ่ายค้านแล้ว เห็นได้ชัดในความไม่มีเอกภาพ ต่างคนต่างค้าน ยิ่งกว่านั้น จึงดูเหมือนยากที่จะตรวจสอบรัฐบาลอย่างได้ผล หรือล้มรัฐบาลได้
เมื่อเป็นเช่นนี้ ปัญหา “รัฐบาลอนุทิน 2” จึงไม่ได้อยู่ที่ “เกมการเมือง” ในรัฐสภาเป็นปัจจัยหลัก หากแต่อยู่ที่ “วิกฤติเศรษฐกิจ” จะรุนแรงแค่ไหน? ซึ่งเป็นผลพวงจากสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอล กับ อิหร่าน ที่ไม่รู้ยืดเยื้อแค่ไหนนั่นเอง
ประเด็นที่เป็นข้อเสนอต่อรัฐบาล รศ.ศิพิมพ์ ศรบัลลังก์ อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) แสดงความเห็นผ่านมติชนออนไลน์ (14 มี.ค.69) เอาไว้อย่างน่าสนใจ ว่า
ในโลกที่เศรษฐกิจถูกกำหนดโดยภูมิรัฐศาสตร์ ตำแหน่งรัฐมนตรีบางตำแหน่งจำเป็นต้องถูกมองเป็น ตำแหน่งยุทธศาสตร์ของรัฐ โดยเฉพาะกระทรวงที่เป็นจุดเชื่อมต่อกับเศรษฐกิจโลก เช่น การคลัง พลังงาน พาณิชย์ และการต่างประเทศ เพราะกระทรวงเหล่านี้คือแนวปะทะโดยตรงกับแรงกระแทกจากเศรษฐกิจโลก
การเปรียบเทียบแบบหมากรุก อธิบายสถานการณ์นี้ว่า
1.) รัฐบาลอาจมีหมากเบี้ยจำนวนมากจากสมดุลทางการเมือง แต่สิ่งที่กำหนดทิศทางของกระดานจริงๆ คือ เรือ หรือ Rook ซึ่งเป็นหมากที่สามารถคุมเส้นยุทธศาสตร์ของเกมได้ ดังนั้นคำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า ใครจะได้ตำแหน่งรัฐมนตรี แต่คือใครสามารถคุมเส้นเกมของประเทศได้จริง
2.) ครม.ต้องเปิดพื้นที่ให้ Technocrat มากกว่านี้หรือไม่ เพราะในหลายประเทศ เมื่อเผชิญความผันผวนทางเศรษฐกิจ รัฐบาลมักดึงผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน พลังงาน หรือการค้าระหว่างประเทศเข้ามามีบทบาทในระดับรัฐมนตรีหรือทีมยุทธศาสตร์ เหตุผลสำคัญคือเศรษฐกิจยุคปัจจุบันไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยนโยบายภายในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่เชื่อมโยงกับโครงสร้างเศรษฐกิจโลกอย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่การย้ายฐานการผลิตของบริษัทข้ามชาติ ไปจนถึงการแข่งขันระหว่างประเทศเพื่อดึงดูดการลงทุน
3.) จะเปลี่ยนวิกฤตโลกให้เป็นโอกาสของไทยได้อย่างไร กรณีบริษัทข้ามชาติหลายแห่งกำลังย้ายฐานการผลิตออกจากพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง ประเทศที่สามารถอ่านเกมโลกได้เร็วจะสามารถดึงดูดการลงทุนใหม่เข้ามาได้ก่อน
ประเทศไทยมีศักยภาพหลายด้านที่สามารถใช้เป็นแต้มต่อในโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่าน ไม่ว่าจะเป็นศักยภาพด้านการผลิตอาหาร โครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ในภูมิภาค และความสามารถในการรักษาสมดุลทางการทูตระหว่างมหาอำนาจ
ด้าน ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร โพสต์เฟซบุ๊ก ( 4 มี.ค.69) ก็นับว่าน่าสนใจ
ดร.พิพัฒน์ ชี้ประเด็นว่า สาเหตุที่สงครามครั้งนี้แตกต่างจากทุกครั้งที่มีมาก่อนว่า รอบนี้เป้าหมายและผลกระทบเกิดจากช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเปรียบเสมือนคอขวดสำคัญของพลังงานโลก และส่งผลกระทบลูกโซ่มาถึงเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ทำไมถึง "น่ากังวลเป็นพิเศษ?" อิหร่านเริ่มดำเนินการปิดช่องแคบ Hormuz ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาขู่มาหลายครั้ง ไม่เคยทำได้สำเร็จและไม่เคยทำมาก่อนในระดับนี้ ผลที่ตามมาคือ : Supply พลังงานโลกหายวับ : น้ำมันดิบและก๊าซ LNG กว่า 1 ใน 5 ของโลก หายไปจากตลาดทันที
และไทยพึ่งพาจุดนี้มหาศาล : เราพึ่งพาน้ำมันผ่านช่องแคบนี้สูงถึง 60% และ LNG อีกกว่า 20% ของที่ใช้ในประเทศ
5 ปัจจัยชี้ชะตาเศรษฐกิจไทยที่ต้องจับตา
นอกจากเรื่องพลังงานแล้ว ผลกระทบจะลามไปถึงเสาหลักเศรษฐกิจอื่นๆ ของไทยด้วย :
1. ช่องแคบจะปิดนานแค่ไหน?: แม้สหรัฐฯ คงจะต้องพยายามเข้าจัดการ แต่หากยืดเยื้อ ต้นทุนค่าขนส่งและประกันภัยเรือจะพุ่งจนต้นทุนพลังงานแบกไม่ไหว
2. โครงสร้างพื้นฐานการผลิตน้ำมัน: หากการตอบโต้ลามไปทำลายโรงกลั่นท่อส่งน้ำมัน ท่าเรือ หรือแท่นขุดเจาะ จะทำให้ Supply โลกหายไปแบบ "ไม่ชั่วคราว" ตอนนี้ก็เห็นโรงกลั่นซาอุ และท่อส่งน้ำมันกันแล้ว
3. การท่องเที่ยว (โดนเต็มๆ ในระยะสั้น): * ตั๋วเครื่องบินแพงขึ้น : ต้นทุนน้ำมันอากาศยานที่พุ่งสูงจะสะท้อนไปที่ราคาตั๋วทันที
นักท่องเที่ยวหาย : กลุ่มนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางที่เป็นกลุ่มกำลังซื้อสูงจะไม่สามารถเดินทางมาได้ และบรรยากาศความขัดแย้งทำให้คนทั่วโลกชะลอการเดินทาง
4. การค้าและค่าเดินเรือ : ค่าระวางเรือจะพุ่งสูงขึ้นทันทีจากความเสี่ยงและเส้นทางที่ต้องอ้อมไกลขึ้น กระทบต่อต้นทุนสินค้าส่งออกและนำเข้าของไทย รวมถึงการค้าโลกที่อาจชะลอตัวจากกำลังซื้อที่ลดลง
5. ใครจะมาแทนน้ำมันที่หายไป?: OPEC เพิ่มกำลังการผลิตหลักแสนบาร์เรลต่อวัน ไม่สามารถชดเชย 21 ล้านบาร์เรลต่อวันที่หายไปได้ ความหวังสำคัญคือการระบายน้ำมันสำรอง (SPR) ของสหรัฐฯ
ผลกระทบต่อกระเป๋าเงินคนไทย
ปัญหาสำคัญคือไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่นำเข้าพลังงานสุทธิสูงที่สุดในภูมิภาค (6% ของ GDP) หากน้ำมันสูงกว่ากรณีฐาน 10% และค้างสูงทั้งปี (หวังว่าจะไม่นะครับ) จะฉุด GDP ไทย และดุลการค้าประมาณ 0.5% กระทบต่อค่าเงินได้เลย และเงินเฟ้ออาจจะปรับตัวขึ้น กลายเป็น stagflation shock ที่น่ากังวล ในภาวะที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวได้ไม่ดีเลย
และภาระการคลังของรัฐคงทะยานสูงขึ้น หนี้กองทุนน้ำมัน เราเพิ่งจะบริหารจนหนี้แสนล้านกลับมาเป็นบวกได้ไม่กี่เดือน หากต้องกลับไปอุดหนุนราคาอีกครั้ง หนี้ก้อนโตจะกลับมาทันที
นี่ยังไม่นับค่าไฟ ที่คงตรึงไม่อยู่แน่ ถ้าราคา LNG ขึ้นเยอะๆ
มองไปข้างหน้า: 3 ฉากทัศน์ (Scenarios) สำคัญ
คงมีฉากทัศน์ทางการเมืองและการทหารเต็มไปหมด ที่ยากเกินกว่าจะวิเคราะห์ แต่ผมคง focus ที่ผลกระทบต่อ supply และราคาน้ำมันเป็นหลัก เพราะเป็นช่องทางสำคัญที่กระทบต่อเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก
- จบเร็ว (Regime Alteration): จบในไม่กี่สัปดาห์ เช่นได้รัฐบาลใหม่ที่ยอมทำตามสหรัฐ ช่องแคบ Hormuz กลับมาเปิดได้ น้ำมันคงพุ่งสั้นๆ แล้วกลับมาที่ $60-$70 (ไทยรอดตัว)
- ยืดเยื้อแต่ไม่รุนแรง: การสู้รบจำกัดวงแต่ช่องแคบปิดบ้างเปิดบ้าง ความเสี่ยงค้างสูง น้ำมันค้างอยู่ที่ $70-$90 (ไทยเหนื่อยหนัก)
- รุนแรงและบานปลาย: สงครามภูมิภาคเต็มรูปแบบ ทำลายโครงสร้างพลังงาน น้ำมันทะลุ $100++ (ปัญหาเศรษฐกิจระดับโลก)....
ทั้งหมดน่าจะเป็นโจทย์ข้อใหญ่ที่รัฐบาลอนุทิน 2 จะต้องเจออย่างไม่มีทางหลีกพ้น เอาแค่ปัญหาการกักตุนน้ำมัน และน้ำมันขาดแคลน จนต้องเข้าคิวกันยาวในเวลานี้ ก็ทำให้ประชาชนเดือดร้อนอย่างมากแล้ว ถ้าสงครามยืดเยื้อและบานปลาย อะไรจะเกิดขึ้น จะเอาอยู่หรือไม่ นับเป็นบททดสอบที่ต้องให้โอกาสรัฐบาลทำงาน และแสดงฝีมืออย่างเต็มที่ ส่วนจะฝ่าวิกฤติ หรือพลิกวิกฤติเป็นโอกาสได้หรือไม่ ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด





