การบุกโจมตีอิหร่านจากสหรัฐและอิสราเอล เมื่อวันที่ 28 ก.พ.2569 ส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาพลังงานโลกอย่างมาก โดยราคาน้ำมันดิบสูงขึ้นเกินบาร์เรลละ 100 ดอลลาร์
และทำให้กลไกการดูแลราคาพลังงานของประเทศไทยถูกสั่นคลอน เมื่อกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่เริ่มมีสถานะเป็นบวกในรอบ 4 ปี ในต้นเดือน ก.พ.2569 แต่กลับมาเป็นลบถึง 12,000 ล้านบาท ในช่วงเวลาเพียง 15 วัน ของการเข้าไปตรึงราคาน้ำมันดีเซลและเบนซิน
สถานการณ์ถูกซ้ำเติมด้วยปัญหาขาดแคลนในสถานีบริการน้ำมันหลายแห่งที่ปิดบริการเพราะไม่มีน้ำมันจำหน่าย โดยมีการโยนสาเหตุน้ำมันขาดแคลนกันไปมาทั้งการกักตุนน้ำมันของโรงกลั่น การกักตุนน้ำมันของผู้ค้า การกักตุนน้ำมันของสถานีบริการ รวมถึงการกักตุนน้ำมันของประชาชน
รวมถึงการลักลอบส่งออกน้ำมัน ซึ่งผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางเกิดขึ้นมาเข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 แล้ว แต่รัฐบาลเหมือนยังไม่สามารถตั้งหลักรับมือกับปัญหานี้ได้
ศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “น้ำมันขาดแคลน คุยกับแฟนก็ต้องดับไฟ” ที่สำรวจระหว่างวันที่ 17-18 มี.ค.2569 จากประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป ทั่วประเทศ มีประเด็นสำคัญที่รัฐบาลควรตระหนักอย่างมากเกี่ยวกับความเชื่อมั่นของประชาชน โดยกลุ่มตัวอย่าง 44.28% ระบุว่า ไม่มั่นใจว่าน้ำมันสำรองในประเทศจะเพียงพอ 98 วัน และไม่มั่นใจว่ารัฐบาลจะหาน้ำมันเพิ่มเติมได้
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกำลังสะท้อนว่ารัฐบาลมีปัญหาเรื่องความน่าเชื่อถือ ถึงแม้จะเป็นรัฐบาลรักษาการ แต่รัฐบาลที่กำลังจัดตั้งใหม่ประกอบด้วยรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทยที่ทำหน้าที่ต่อเนื่อง 2 รัฐบาล โดยผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางครั้งนี้จะหนักกว่าสงครามรัสเซีย-ยูเครน เพราะสมรภูมิเกิดขึ้นแห่งผลิตน้ำมันสำคัญของโลก ในขณะที่สงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้ราคาน้ำมันสูงมาก แต่น้ำมันยังหาซื้อได้เพราะแหล่งผลิตสำคัญไม่ได้รับผลกระทบ
คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบมาตรการประหยัดพลังงานตั้งแต่วันที่ 10 มี.ค.2569 แต่แอ็กชันจากภาครัฐยังไม่มีความชัดเจนนัก โดยประชาชนยังรู้สึก “ขาดแคลนน้ำมัน” เพราะหาเติมได้ยาก และถ้าไม่แก้ปัญหาให้ดีทั้งหารเพิ่มสำรองน้ำมันและการกระจายน้ำมันจะเกิดความโกลาหล ซึ่งรัฐบาลต้องเตรียมแผนการรับมือสำหรับแนวปฏิบัติการปันส่วนน้ำมันในกรณีเลวร้ายที่สุด เพราะเมื่อประชาชนไม่เชื่อมั่นรัฐบาลแล้วจะบริหารจัดการสถานการณ์ในอนาคตจะทำได้ลำบาก





