วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม 2569

Login
Login

จับตาจุดจบคดี 'ฮั้ว สว.' แผลเป็น 'รัฐบาลอนุทิน'

จับตาจุดจบคดี 'ฮั้ว สว.' แผลเป็น 'รัฐบาลอนุทิน'

จากกรณีที่มีข่าวหลุดออกมาว่า คณะอนุกรรมการวินิจฉัยกกต.คณะที่ 36 มีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 วินิจฉัย ให้ผู้ถูกกล่าวหา “คดีฮั้วส.ว.” 229 คน

ประกอบด้วย สว. ชุดปัจจุบันจำนวนหนึ่ง และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยอีกจำนวนหนึ่ง ไม่กระทำฝ่าฝืน พรป.ส.ว.มาตรา 77(1) ก่อนนำเรื่องเสนอเข้าที่ประชุมใหญ่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) น่าสนใจอย่างยิ่งว่า “จุดจบ” เรื่องนี้จะเป็นอย่างไร?

ผลที่ตามมา จะสั่นสะเทือนรัฐบาล “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล หรือไม่ มากน้อยแค่ไหน นับว่าน่าจับตามองอย่างยิ่ง

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า คดีนี้การตรวจสอบเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2568 คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง ชุดที่ 26 ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง กกต. และ DSI ได้สรุปผลสอบกรณีการฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภาปี 2567 โดยมีมติส่งเรื่องให้ “กกต.” พิจารณาดำเนินคดีผู้ถูกกล่าวหา 229 คน แบ่งเป็น ส.ว. ปัจจุบัน 138 คน และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย รวมถึงเครือข่ายอีก 91 คน

เมื่อเกิดความเห็นแย้งเช่นนี้ นักวิเคราะห์การเมือง จึงพุ่งประเด็นไปที่ “คณะอนุกรรมการวินิจฉัยกกต.คณะที่ 36” มีที่มาไม่ปกติ ทั้งยังมีผู้ร้องเอาผิดแต่งตั้งโดยมิชอบ อยู่ในศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบแล้วด้วย 

โดยคนที่อธิบายเรื่องนี้ได้ดี คือ สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเรื่อง “ความผิดปกติของการตั้งอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36”

“สมชัย” ชี้ว่า ข่าวมติคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ให้ยกฟ้องปล่อยผีคดีฮั้ว สว. ยกชุด ทำให้กลับมาคิดว่า การตั้งอนุฯชุดนี้ มีอะไรผิดปกติหรือไม่

พร้อมย้อนที่มาให้เห็น สมัยมี กกต. 5 คน เรามีอนุวินิจฉัยฯ 25 ชุดๆ ละ 5 คน โดย กกต. แต่ละคนเสนอคนของตัวเองเข้าเป็นตัวแทน

สมัยมี กกต. 7 คน เรามีอนุวินิจฉัยฯ 35 ชุดๆ ละ 7 คน โดย กกต. แต่ละคนเสนอคนของตัวเองเข้าไปเป็นตัวแทน

เมื่อมีคดีเลือกตั้ง คณะอนุวินิจฉัยฯ จะทำหน้าที่เหมือนองค์กรกลั่นกรองเรื่อง ก่อนส่งความเห็นผ่านรองเลขาฯ และเลขาฯ สู่ที่ประชุมใหญ่ กกต. โดยเรื่องที่ส่งเข้าอนุฯ จะเป็นการเรียงตามลำดับของอนุฯ แบบสุ่ม ไม่สามารถ ล็อกว่า เรื่องนี้ต้องเข้าชุดนั้นชุดนี้ได้

การให้คดีเข้าสู่อนุวินิจฉัยฯ แบบสุ่ม จึงเป็นกลไกป้องกันการวิ่งเต้น หรือส่งคนเข้าไปจัดการคดี ตามที่ กกต. บางคนต้องการ

พอมีคดีฮั้ว สว. การตั้งอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 เพื่อมาจัดการเรื่องเป็นการเฉพาะเจาะจง จึงเป็นเรื่องที่ดูผิดปกติ และปัจจุบันเป็นเรื่องที่มีการร้องมาตรา 157 ต่อ กกต. ชุดเก่ายกชุด ถึงศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบแล้ว โดยศาลให้ กกต. ตอบคำถามต่าง ๆ แต่ กกต. ก็ขอเลื่อนมาเรื่อยจนศาลไม่ให้เลื่อนและนัดฟังคำสั่งในขั้นตรวจฟ้องวันที่ 22 เมษายน 2569

ส่วนที่ คณะอนุกรรมการวินิจฉัยกกต.คณะที่ 36 มีความเห็นยกฟ้องคดีฮั้ว สว. “สมชัย” ชี้ด้วยว่า กกต.ชุดใหญ่ มีเวลา 90 วัน หลังจากอนุวินิจฉัยฯ มีมติ ดังนั้นจึงมี 2 ทางเลือก

 1. รอหลัง 22 เมษายน 2569 แล้วค่อยเอาเข้าที่ประชุม

 2. รีบประชุม รีบตัดจบ รีบประกาศความบริสุทธิ์ ให้แก่คนที่เกี่ยวข้องคดีฮั้ว ส.ว.

 ทางเลือกแรก น่าจะดูรอบคอบมากกว่า เพราะหากศาลว่าผิด ก็เป็นเรื่อง กกต. ชุดเก่า ที่เขาแต่งตั้ง อนุฯ ชุดที่ 36 โดยไม่เหมาะสม

ทางเลือกสอง ดูว่าทำงานรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ แต่อาจจบด้วยชุดใหม่ มีส่วนร่วมในการกระทำผิด

 อีกความเห็นที่น่าสนใจ ในมุม ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเช่นกัน เรื่อง

กกต. ต้องเปิดเผยผลการวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการคดีฮั้ว ส.ว. ว่าเหตุผลและข้อเท็จจริงเป็นเช่นไร จึงสรุปว่า “ไม่มีมูลตามที่กล่าวหา” 

ดร.ปริญญา เริ่มด้วยกรณีที่ว่า ผมเคยให้ความช่วยเหลือทางคดีกับผู้สมัคร สว. สอบตก 2 คน ที่ถูก กกต. ส่งคำร้องให้ศาลฎีกา เพียงเพราะผู้สมัคร สว. 2 คนนี้ไลน์หากันด้วยข้อความเพียงแค่ว่า “จับคู่กันนะคะ”

แต่กับ สว. ที่น่าจะมีการฮั้วกันจริงๆ และมีหลักฐานเป็นชื่อในโพย ซึ่งคณะอนุกรรมการสอบสวนได้มีมติให้ส่งคำร้องให้ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้วนั้น กกต. กลับไม่ส่งให้ศาลฎีกา แต่กลับตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดขึ้นมาพิจารณาอีกคณะ ซึ่งก็ได้มีมติกลับคำวินิจฉัยว่า ผู้ที่ถูกกล่าวหาในคดีฮั้ว สว. ซึ่งเป็น สว. จำนวน 138 คน และคนอื่นอีก 91 คนนั้น “ไม่มีมูลตามที่กล่าวหา” แม้แต่คนเดียว

ดร.ปริญญา ชี้ประเด็นว่า เรื่องนี้ผมเห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่ของบ้านเมือง เพราะแม้ว่าหลายคนจะคาดการณ์กันไว้แล้วว่าผลจะออกมาทางนี้ แต่ก็ยังเชื่อว่าอย่างน้อยต้องมีการส่งไปศาลฎีกาพิจารณาบ้าง หาไม่แล้วคนจะรู้สึกถึงความไม่เป็นธรรมมากไปกว่านี้ และจะยิ่งทำให้หมดความเชื่อถือต่อการทำงานของ กกต. มากยิ่งขึ้นไปอีก

แน่นอนว่า ยังไม่มีใครผิดจนกว่าศาลจะพิพากษา แต่การที่กกต.จะไม่ส่งใครไปให้ศาลฎีกาพิจารณาแม้แต่คนเดียวเลยเช่นนี้ ไม่พึงที่สังคมจะนิ่งเฉย เพราะมิเช่นนั้นทุกอย่างอาจจะยิ่งแย่ลงยิ่งไปกว่านี้

ที่สำคัญ ดร.ปริญญา เห็นว่า สิ่งที่ กกต. พึงต้องกระทำ และสังคมต้องช่วยกันเรียกร้องคือ ก่อนที่ กกต. 7 คนจะลงมติ ขอให้เปิดเผยผลการวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาด ให้สังคมได้ทราบ ว่าด้วยเหตุผลข้อเท็จจริงใด คณะอนุกรรมการชุดนี้จึงสรุป “ไม่มีมูลตามที่กล่าวหา” ซึ่งตรงกันข้ามกับคณะกรรมการชุดแรกโดยสิ้นเชิง

เพราะขนาดผู้สมัคร สว. สอบตกเขียนไลน์หากันเพียงแค่ประโยคเดียวว่า “จับคู่กันนะ” กกต. ยังส่งให้ศาลฎีกา ถ้า คดีฮั้ว สว. ที่มีหลักฐานชัดเจนที่น่าสงสัยถึงความไม่สุจริตและเที่ยงธรรมมากกว่ามาก ถ้าจะไม่ส่งไปให้ศาลฎีกาเลยแม้แต่คนเดียว ต้องเป็นเหตุผลที่รับฟังได้ มีความโปร่งใส และสามารถอธิบายต่อสังคมได้

ยิ่งกว่านั้น ดร.ปริญญา ยังชี้ประเด็นสำคัญด้วยว่า กกต. ต้องไม่ลืมว่า กรรมการ กกต. 6 ท่านจากทั้งหมด 7 ท่าน มาจากความเห็นชอบจาก สว. ชุดนี้ที่กำลังถูกกล่าวหาว่าฮั้วกันเข้ามา จึงไม่ควรให้คิดในทางที่ว่า ท่านพิจารณาโดยคำนึงถึงคนที่เลือกท่านเข้ามาเป็น กกต. มากไปกว่านี้ ในทางกลับกันท่านต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า ท่านทำหน้าที่อย่างเที่ยงธรรมโดยไม่สนใจคนที่เลือกท่านเข้ามา

“ท่านจะส่งคำร้องคดีฮั้ว สว. ให้ศาลฎีกาหรือไม่ หรือจะส่งกี่คนไม่ใช่ปัญหา ขอเพียงอยู่บนพื้นฐานของหลักฐานและข้อเท็จจริงอย่างเที่ยงธรรม ท่านประธาน กกต. เคยเป็นผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ท่านคงไม่ลืมหลักการที่นักกฎหมายทั่วโลกยึดถือกันที่สอนกันว่า
“Justice is not only to be done, but must also be seen to be done”

ความยุติธรรมไม่เพียงแต่ต้องทำให้เกิดขึ้นมา แต่ต้องทำให้คนเห็นด้วยว่า ที่ทำไปนั้นคือความยุติธรรม และทั้งหมดที่ผมวิพากษ์วิจารณ์และเรียกร้องไปนั้น - รวมถึงเรื่องการจัดการเลือกตั้ง ส.ส. ด้วย - จริงๆ แล้วก็มีเพียงเรื่องเดียว คือเรื่องนี้ครับ”

ด้าน “ดร.ณัฏฐ์” หรือ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน ชี้ให้เห็นขั้นตอนการทำงานของ กกต.ว่า

ในการสืบสวนและการไต่สวน วินิจฉัยชี้ขาด เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ขั้นตอนและวิธีการ ตามระเบียบ กกต.ว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวนและการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2561 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม โดยกำหนดกระบวนการสืบสวนและไต่สวน กลั่นกรอง และวินิจฉัยชี้ขาด เป็น 3 ชั้น 

ชั้นที่หนึ่ง คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน

ชั้นที่สอง คณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ

ชั้นที่สาม ที่ประชุมใหญ่ กกต. ไม่รวมถึงการประมวลเรื่องของเลขาธิการ กกต.หรือรองเลขาฯ โดยการกลั่นกรองแต่ละชั้นและวินิจฉัยชี้ขาดใช้มติเสียงข้างมาก

โดยแต่ละชั้นอาจใช้ดุลพินิจทำความเห็นชี้ขาด โดยมติเสียงข้างมาก “ยืน” “ยก” “กลับ” “แก้” เทียบเคียงกับกระบวนการยุติธรรมในศาลยุติธรรมคล้ายโมเดลเดียวกัน โดยที่มติที่ประชุมใหญ่ กกต.เป็นที่สุด

“ดร.ณัฏฐ์” ระบุว่า มติ 5 ต่อ 2 ในชั้น คณะอนุกรรมการวินิจฉัย “ยังไม่เป็นที่สุด” ยังคงเหลือในชั้นที่ประชุมใหญ่ กกต. โดยระเบียบฯต้องรายงานความเห็นให้ กกต.ทราบภายใน 7 วัน ในชั้นประชุมใหญ่ กกต.มีเวลาพิจารณาสำนวนและทำความเห็น ก่อนลงมติชี้ขาด 90 วัน

แต่แนวโน้ม กกต.จะวินิจฉัยชี้ขาด ก่อนที่จะมีการแต่งตั้ง ครม.อนุทิน 2 เพราะหลายคนตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีฮั้ว สว. มีปัญหาเกี่ยวกับ “จริยธรรมร้ายแรง” ที่ฝ่ายค้านตั้งป้อมเช็คบิล ไม่ว่าจะเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือใช้ช่อง มาตรา 82 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 170 วรรคสาม ล่ารายชื่อ สส. 1 ใน 10 ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญสอยเรื่องคุณสมบัติ

นอกจากนี้ “ดร.ณัฏฐ์” ชี้ประเด็นด้วยว่า ปัญหาในการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯคณะที่ 36 เป็นเผือกร้อนในมือ เพราะการแต่งตั้งจะต้องเป็นไปตามระเบียบ กกต.ว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวนและการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2561 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ข้อที่ 74 วรรคหนึ่ง “ต้องมีความเป็นกลางทางการเมือง” และ “มีความซื่อสัตย์เชิงประจักษ์”

หากย้อนกลับไปดูคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัย กกต. แต่งตั้งไว้แล้วจำนวน 35 คณะ ทำหน้าที่กลั่นกรองสำนวนและทำความเห็น ก่อนเสนอที่ประชุมใหญ่ กกต.

เจตจำนงในการทำหน้าที่คณะอนุกรรมการวินิจฉัยที่มีจำนวนมากถึง 35 คณะ โดยสำนวนคดีเลือกตั้งหรือการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ไม่อาจล็อกสเปกสำนวนไว้ล่วงหน้าได้ โดยใช้องค์กรกลั่นกรอง (ชั้นที่สอง) แบบ “สุ่ม” เพื่อป้องกันการวิ่งเต้นคดี หรือตั้งธงล่วงหน้า ส่งคนของตนเองไปบิดเบือนผลคดี ทำให้การสืบสวนและการไต่สวน ไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม

แต่วิบากกรรมที่ กกต. และ แสวง บุญมี เลขาฯกกต.ถูก ส.ว.สำรอง ฟ้องคดีต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ โดยอยู่ในชั้นตรวจฟ้อง หากตรวจดูคำฟ้องที่เผยแพร่ ข้อ 3.3 ระบุชัด ถึงพฤติการณ์ของ กกต.และเลขาธิการ กกต. ใช้อำนาจ ร่วมกันแต่งตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ คณะที่ 36 โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นความผิดอาญา ตาม พรป.ปปช.มาตรา 172 ประกอบ ปอ.มาตรา 157

“หากย้อนดูพฤติกรรมของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯราย ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล (ประธานคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36) ที่ปรากฏภาพทางสื่อ ยืนไหว้ รอต้อนรับ นายอนุทิน นายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวหารายที่ 187 หากย้อนตรวจสอบคุณสมบัติที่กำหนดไว้ ย่อมขาดความเป็นกลางในการกระทำหน้าที่ อันเป็นการแต่งตั้ง รตอ.ปิยะ ในการทำหน้าที่ไม่ชอบ ทำให้ผลการแต่งตั้งและการทำหน้าที่ทั้งคณะ ย่อมเสียไป ไม่ต่างจากผลไม้จากต้นไม้ที่เป็นพิษ แม้รายรตอ.ปิยะ จะอ้างว่าวันหยุดไปดูการแข่งรถ แต่ย้อนแย้งกันกับภาพทางสื่อ เพราะจุดที่ยืนไหว้ ประชาชนทั่วไปไม่อาจเข้าถึงได้ เป็นไม้ตายเชือกกล้วยมัดคอ ทำให้ไปเพิ่มน้ำหนักแก่โจทก์ในคดีอาญา กรณีแต่งตั้งไม่ชอบ ขัดหลักการกลไกแบบสุ่มและตั้งคนของตนเองไปทำหน้าที่...”

ทั้งหลายทั้งปวง ต้องรอคำตัดสินชี้ขาดของที่ประชุมใหญ่ กกต. ซึ่งคาดว่าเรื่องจะเข้าที่ประชุมใหญ่ของ กกต. ปลายเดือนมีนาคมนี้

เหนืออื่นใด ไม่ว่าคดีนี้จะจบลงอย่างไร ผลออกมาในทางบวก หรือ ลบ อย่างไรต่อส.ว.และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย แต่ที่ไม่อาจลบเลือนได้สำหรับรัฐบาลภูมิใจไทย ก็คือ “แผลเป็น” ที่ฝ่ายค้านและคู่แข่งทางการเมือง พร้อมสะกิดให้เจ็บปวดได้ตลอดเวลา ต่อให้เรื่องนี้จบแบบค้านสายตาผู้คนแล้วก็ตาม