สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล อเมริกากับอิหร่านเป็นเสมือนอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ทำให้ผู้บริหารจะต้องกลับมาทบทวนองค์กรอย่างจริงจังแล้วว่า ความสามารถในการปรับตัว (Adaptability) และความยืดหยุ่น (Resilience) ควรจะเป็นความสามารถหรือสมรรถนะหลัก (Core Competencies) ที่องค์กรควรจะมีหรือไม่?
ผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ส่งผลต่อทั้งราคาน้ำมัน ห่วงโซ่อุปทานโลก ความไม่แน่นอนต่างๆ การส่งออก การท่องเที่ยว รวมถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ซึ่งไม่ใช่ครั้งแรกที่มีเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบในวงกว้างเช่นนี้
ถ้าลองไล่ลำดับเหตุการณ์ความปั่นป่วนที่ส่งผลกระทบในวงกว้างต่อการทำธุรกิจในไทย ก็อาจจะย้อนกลับไปถึงปี 2540 ที่เกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง ต่อด้วยปี 2546 ที่มีการระบาดของ SARS
ปี 2551 วิกฤติการเงินโลกจาก Subprime ปี 2554 ที่มีน้ำท่วมใหญ่ในไทย ปี 2563 การระบาดของโควิด-19 ปี 2565 เหตุการณ์รัสเซียโจมตียูเครน จนกระทั่งถึงปี 2569
ในปัจจุบัน จากเหตุการณ์ต่างๆ ข้างต้นก็ทำให้เห็นว่าปัจจุบันเราไม่ได้อยู่ในยุคของโลกที่ปั่นป่วนเป็นครั้งคราวแล้วกลับไปสงบกันยาวๆ กันอีกต่อไป แต่เราอยู่ในโลกที่ปั่นป่วนอย่างถาวร หรือที่เรียกว่า Perpetual Disruption
ที่ช่วงห่างระหว่างความปั่นป่วนจะสั้นลงและผลกระทบจากเหตุความปั่นป่วนต่างๆ ก็จะเชื่อมโยงและเกี่ยวข้องกันมากขึ้น ทำให้เรื่องของความสามารถในการปรับตัวและความยืดหยุ่น กลายเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับความสำเร็จอย่างยั่งยืนในระยะยาวขององค์กร
การสร้างความสามารถในการปรับตัวและความยืดหยุ่นไม่ใช่แค่ทางเลือกอีกต่อไป แต่ต้องกลายเป็นดีเอ็นเอขององค์กร
ธุรกิจที่จะรอดและสุดท้ายสามารถเติบโตได้ในทุกสถานการณ์วิกฤติ ไม่จำเป็นต้องเป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดหรือมีเงินเยอะที่สุดหรือมีเทคโนโลยีล้ำสมัยที่สุด แต่เป็นธุรกิจที่สามารถปรับตัวได้ดีที่สุด
ทำให้นึกถึงคำกล่าวของชาร์ลส์ ดาร์วินที่ว่า “ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งที่สุดที่จะอยู่รอด และไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่ฉลาดที่สุด แต่คือสิ่งมีชีวิตที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงได้ดีที่สุด” ซึ่งดูเหมือนว่าจะเหมาะกับสถานการณ์ธุรกิจในปัจจุบันมากที่สุด
คำถามต่อมาคือความสามารถในการปรับตัว (Adaptability) กับ ความยืดหยุ่น (Resilience) ต่างกันอย่างไร?
ถ้าจะดูตัวอย่างเปรียบเปรยง่ายๆ ก็ลองนึกถึงศูนย์หน้านักฟุตบอลระดับโลก ที่พลาดการยิงประตูแบบง่ายๆ ในเกมสำคัญ แต่เขาก็ยังพยายามยิงประตูต่อไป ซึ่งก็คือความยืดหยุ่น หรือความสามารถในการรับแรงกระแทกแล้วกลับมาทำผลงานต่อไปได้
แต่ถ้าสมมติกติกาในการเล่นฟุตบอลและยิงประตูเปลี่ยนไป นักฟุตบอลคนดังกล่าวจะไม่สามารถเล่นแบบเดิมได้แล้ว ต้องเปลี่ยนเกมและวิธีการของตนเอง นั้นคือความสามารถในการปรับตัว เป็นความสามารถในการเปลี่ยนวิธีการเมื่อกติกาของเกมถูกเปลี่ยนไป
ความยืดหยุ่น หรือ Resilience จะช่วยให้องค์กรจะผ่านพ้นสถานการณ์ที่ไม่ดีไปได้ด้วยการทำสิ่งที่ทำอยู่ให้ดีขึ้นและพยายามมากขึ้น
ส่วนความสามารถในการปรับตัว หรือ Adaptability จะช่วยเมื่อสถานการณ์ กฎ กติกา ได้เปลี่ยนไป องค์กรจะต้องทำอะไรที่แตกต่างไปจากเดิม
ในโลกของความปั่นป่วนเช่นในปัจจุบันทั้งความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับตัวได้กลายเป็นสิ่งจำเป็นที่องค์กรต้องมี แม้กระทั่งในระดับบุคคล ทั้งความสามารถในการปรับตัวและความยืดหยุ่นก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่นำไปสู่ความสำเร็จเช่นเดียวกัน
งานวิจัยของ McKinsey Health Institute ชี้ว่า บุคคลใดที่มีทั้งความสามารถในการปรับตัวและความยืดหยุ่น บุคคลผู้นั้นจะเป็นผู้ที่มีความเป็นอยู่ (Wellbeing) ที่ดีขึ้นกว่าผู้ที่มีเพียงแค่ปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง
จากประวัติศาสตร์ของวิกฤตการณ์ที่ผ่านมา จะพบว่าธุรกิจที่ออกจากวิกฤตได้แข็งแรงกว่าเดิม ไม่ใช่ธุรกิจที่ไม่โดนกระทบจากวิกฤติ แต่คือธุรกิจที่สร้างความสามารถในการรับแรงกระแทก ปรับตัวและก้าวต่อไปได้
การปรับตัวและความยืดหยุ่นไม่ใช่การไม่มีแผน แต่คือการที่จะรู้ว่าเมื่อไรแผนต้องเปลี่ยนและมี “ความกล้า” ที่จะเปลี่ยนมัน
สถานการณ์ในตะวันออกกลางในปัจจุบันและการเปลี่ยนแปลงในบริบทของภูมิรัฐศาสตร์โลกจะไม่ใช่วิกฤติครั้งสุดท้ายที่ธุรกิจจะเจอ องค์กร พร้อมปรับตัวเมื่อมีความปั่นป่วนใหม่ๆ เข้ามาหรือยัง?
ดังนั้น องค์กรต้องรู้จักที่จะสร้างความสามารถในการปรับตัวตั้งแต่ตอนนี้ ไม่ใช่แค่เพื่อรับมือวิกฤติครั้งนี้ แต่ให้เป็น สมรรถนะหลักถาวรขององค์กร เป็นการลงทุนที่สำคัญที่สุด ไม่ใช่แค่สำหรับปีนี้ แต่สำหรับอนาคตที่ไม่แน่นอนต่อไป





