เชื่อว่า ใครที่เป็นแฟนคลับพรรคส้ม หรือ “ด้อมส้ม” คงต้องช็อกแล้วช็อกอีก กับสิ่งที่เกิดขึ้น เข้าทำนองสุภาษิตที่ว่า “ความวัวไม่ทันหาย ความควายก็เข้ามาแทรก” ไม่เพียงแค่เรื่องเดียวเท่านั้น
นับแต่ ยังทำใจไม่ได้กับผลการเลือกตั้ง ที่ออกมาแบบพลิกความคาดหมาย ได้ สส. ต่ำกว่าที่ตั้งเป้าเอาไว้ แถมเข้าเส้นชัยอันดับ 2 รองจากพรรคน้ำเงิน “ภูมิใจไทย” ที่ได้อันดับ 1 ชนิดทิ้งห่าง 120 ที่นั่ง กับ 193 ที่นั่ง
ต่อมา ยังมีกรณี สเปกเตอร์ ซี หรือ บริษัท สเปกเตอร์ ซี จำกัด (SPECTRE C CO., LTD.) ที่หลุดจากปาก “แก้วตา” ธิษะณา ชุณหะวัณ อดีต สส.กทม. (13 ก.พ. 69) โดยขณะพูดคุยถึงกรณีถูกกล่าวหา ไม่พอใจพรรคที่ไม่ส่งลงสมัคร สส. จึงออกมาแฉ ในรายการถกไม่เถียง ทางสถานีโทรทัศน์ช่องวัน 31
“สเปกเตอร์ ซี” กลายเป็นประเด็นใหม่ ที่ขยายผลอย่างรวดเร็วสู่การเอาผิดกับพรรคประชาชน เกี่ยวโยงกับบริษัทผลิตสื่อทันที ทั้งยังมีการสืบค้นตรวจสอบที่มากันยกใหญ่ จนพบว่า มีอดีต สส.ส้ม เป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้น มีการผลิตสื่อให้กับพรรคส้ม รวมทั้งเป็นศูนย์ “ไอโอ(IO)” พรรคส้มหรือไม่
เรื่องนี้ นักกฎหมายบางคนเห็นว่า หากมีความผิดจริง อาจถึงขั้นยุบพรรคเลยทีเดียว
กระแสสเปกเตอร์ ซี ไม่ทันจาง ก็เกิดปรากฏการณ์ระดับอาฟเตอร์ช็อก ตามมาอีก กรณี ปิยบุตร แสงกนกกุล อดีตเลขาธิการ พรรคอนาคตใหม่ และ ปัจจุบันเป็น เลขาธิการ คณะก้าวหน้า ผู้นำจิตวิญญาณพรรคส้ม คู่กาย ประธานคณะก้าวหน้า “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ประกาศ “ถอนตัว” จากพรรคประชาชน เพื่อไปทำงานอิสระของตัวเอง
อย่างไรก็ตาม “ปิยบุตร” ดูโพสต์เฟซบุ๊กอย่างน่าสนใจ (3 มี.ค.69) และน่าถอดรหัสนัยอย่างยิ่ง
“ปิยบุตร” เหมือนยอมรับว่า อุดมการณ์พรรคอนาคตใหม่ กระทั่งสืบทอดมาเป็น พรรคก้าวไกล และพรรคประชาชน ในปัจจุบัน กำเนิดขึ้นตาม “ทฤษฎีพรรคมวลชน”
“ปิยบุตร” ทำความเข้าใจกับพรรคมวลชนในความหมายของเขาว่า
“ในความรับรู้และการค้นคว้าศึกษาของผม ไม่มีทฤษฎีพรรคมวลชนจากสำนักไหน บอกเราว่า การเป็นพรรคมวลชน คือ การเป็นพรรคที่ไม่จำเป็นต้องมีคณะนำ ไม่ต้องมีศูนย์การนำตัดสินใจ...”
นั่นหมายความว่า ยอมรับในการมีอยู่ ของ กลุ่มผู้นำ หรือคณะ “โปลิตบูโร” ใน “พรรคส้ม” ทั้งในอดีตหรือปัจจุบันหรือไม่
แต่สิ่งที่คนพรรคส้มในปัจจุบัน (พรรคประชาชน) ไม่เข้าใจ หรือ ยังเข้าไม่ถึงอุดมการณ์ของ “พรรคมวลชน” ที่ควรจะเป็น ในสายตาของ “ปิยบุตร” ก็คือ
“การเป็นพรรคที่ไม่ต้องมีวินัย คนของพรรคอยากแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์ก็สามารถทำได้ในที่สาธารณะอย่างเสรี ตามอำเภอใจ โดยไม่อภิปรายกันภายในพรรคให้ตกไปเสียก่อน
การเป็นพรรคที่กลายเป็นยานพาหนะให้ปัจเจกบุคคลมาใช้เพื่อให้ตนเองได้ขยับสถานะทางชนชั้นขึ้นเป็นมหาอำมาตย์ทางการเมืองรายใหม่ หรือได้มีแสงส่องมาที่ตนเอง
การเป็นพรรคที่กระจายอำนาจออกไปในแต่ละพื้นที่ จนศูนย์การนำควบคุมสั่งการไม่ได้
การเป็นพรรคที่ใครมิได้ดังใจ มิได้รับตำแหน่ง หรือมิได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ก็ออกมาโจมตีพรรค
การเป็นพรรคที่มีจำนวนสมาชิกมาก ๆ แต่สมาชิกไม่ได้มีความคิดเป็นเนื้อเดียวกันกับพรรค ไม่ได้มีส่วนร่วม หรือทำกิจกรรมกับพรรค หากเป็นเพียงยอดจำนวนที่ทำให้ครบถ้วนตามกฎหมายและทำให้ได้เงินสนับสนุนจากกองทุนพรรคการเมืองเท่านั้น...”
นี่คือ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับพรรคประชาชนในเวลานี้ตามความเห็นของ “ปิยบุตร” หรือไม่?
สิ่งที่ “ปิยบุตร” อยากเห็นก็คือ
“...พรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นมาเพื่อหลอมรวมประชาชน และทำหน้าที่เปลี่ยนแปลงสังคมขนาดใหญ่ ต้องประสาน 2 สิ่งที่อาจขัดแย้งกัน เข้าไว้ด้วยกัน นั่นคือ
รวมศูนย์ + ประชาธิปไตย
มิใช่รวมศูนย์จนไม่ฟังใคร จนกลายเป็นเผด็จการภายในพรรค ตัดสินใจโดยคนเดียวหรือไม่กี่คน
และมิใช่ประชาธิปไตยเฟ้อ ใครอยากทำอะไรก็ได้ตามอำเภอใจ โดยไม่ต้องมีวินัย
แต่ต้องเป็นพรรคที่มีการรวมศูนย์การตัดสินใจ แต่การตัดสินใจนั้นผ่านการถกเถียงอภิปรายกันภายในอย่างถึงที่สุด และปฏิบัติตามข้างมาก
สภาพการณ์เช่นนี้ เกิดได้ ต้องมีการประชุม ในเรื่องสำคัญๆ มีระเบียบวาระ มีการตระเตรียมความเห็น เข้ามาเสนอตามระเบียบวาระ ถกเถียงกันให้ตก และต้องใช้วิธี “วิจารณ์ – สามัคคี – วิจารณ์” กันอย่างเต็มที่ และยุติกันในที่ประชุม...”
“ปิยบุตร” ทิ้งคำถามข้อใหญ่เอาไว้อย่างน่าสนใจสำหรับพรรคประชาชน
“ปัญหาของพรรคในเวลานี้ ก็คือว่า ได้ขัดเกลาความคิดและพฤติกรรมของแกนนำ ผู้ดำรงตำแหน่ง นักการเมืองของพรรค ผู้ปฏิบัติงานของพรรค ให้เข้าใจวิธีการเช่นนี้แล้วหรือยัง?
หากยังแก้ประเด็นนี้ไม่ตก วันข้างหน้า ก็จะมีดรามา เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า วนไปวนมา จนต้องแก้ปัญหาดรามาหยุมหยิมจนไม่ได้ทำงานใหญ่.”
อย่าลืม สิ่งที่ “ปิยบุตร” หยิบยกขึ้นมากล่าวถึง ล้วนอยู่ในกระแสดรามาของพรรคประชาชน ทั้งกรณีผู้นำคณะโปลิตบูโร คัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบเผด็จการ การที่อดีต สส.ที่ไม่ถูกส่งลงสมัครออกมาวิพากษ์วิจารณ์พรรค แม้แต่กรณีของ “แก้วตา” ที่แฉแหลกหลายเรื่อง
ที่น่าสนใจ “ปิยบุตร” ชี้ประเด็นว่า หากพรรคประชาชน เป็นพรรคมวลชนไม่ได้ ก็อาจจะเป็น “ยานพาหนะ” ให้ผู้นำรายใหม่ได้ขึ้นสู่อำนาจเท่านั้น
ไม่เพียงเท่านั้น ที่ช็อกยิ่งกว่า คือ ข่าวความคืบหน้า จากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ “ป.ป.ช.” หลังมีมติชี้มูลความผิดอดีตสส.ก้าวไกล 44 คน กรณีร่วมลงชื่อเสนอร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
ขณะนี้ฝ่ายกฎหมายของสำนักคดีในสำนักงาน ป.ป.ช. อยู่ระหว่างการจัดทำและร่างคำฟ้องเพื่อยื่นต่อ ศาลฎีกา โดยตามกรอบเวลาต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับจากวันที่มีมติชี้มูล ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 9 มีนาคม 2569 ซึ่ง ถ้าศาลประทับรับฟ้อง ใครที่อยู่ในตำแหน่งทางการเมือง ก็จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที
โดยเฉพาะในจำนวน 44 อดีตสส.พรรคก้าวไกล พบว่า 15 คน มีชื่อสมัครส.ส.ทั้งระบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) และระบบเขตของพรรคประชาชนด้วย แม้บางคนไม่ได้รับเลือกตั้งก็ตาม กล่าวคือ
กลุ่มผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อในปี 2569 จำนวน 12 คน ประกอบด้วย 1.นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกฯ 2.น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล แคนดิเดตนายกฯ 3.นายรังสิมันต์ โรม 4.นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ 5.นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล
6.นายณัฐวุฒิ บัวประทุม 7.นายวาโย อัศวรุ่งเรือง 8.นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ 9.นายวรภพ วิริยะโรจน์ 10.นายนิติพล ผิวเหมาะ 11.นายคำพอง เทพาคำ 12.นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร
กลุ่มที่ลงสมัครสส.แบบแบ่งเขตในปี 2569 จำนวน 3 คน ได้แก่ 1.นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ผู้สมัครส.ส.กทม. 2.นายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ผู้สมัครส.ส.กระบี่ (สอบตก) เขต 3 และ 4.นายธีรัจชัย พันธุมาศ ผู้สมัครส.ส.กทม.
เห็นได้ชัดว่า รายชื่อคนที่โดนคดีล้วน “ตัวตึง” ของพรรคประชาชนทั้งสิ้น ซึ่งคนที่ได้รับเลือกตั้งหมดสิทธิ์ที่จะได้เข้าไปวาดลวดลายในสภาฯ ส่วนผลกระทบด้านจำนวนส.ส.ที่ลดลงถือว่าเล็กน้อย เพราะส.ส.ปาร์ตี้ลิส สามารถเลื่อนรายชื่อขึ้นมาได้ จะกระทบก็แต่ส.ส.เขต ซึ่งมีแค่ 2 คนที่ต้องเลือกตั้งใหม่
กระนั้น ถ้า “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ไม่ชิงลาออก เพื่อเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ โอกาสที่เก้าอี้ “ผู้นำฝ่ายค้าน” ในสภาผู้แทนราษฎร จะไม่มี ก็อาจเกิดขึ้นได้ เพราะตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้าน ผูกติดกับพรรคที่มีสส.สูงสุดในฝ่ายค้านเท่านั้น
ผลกระทบทางการเมือง แม้ว่า สามารถเลือกหัวหน้าพรรคประชาชนได้ทัน และมีผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ แต่สภาฯที่ขาดตัวตึงจากพรรคประชาชนหลายคน
แถมถ้าฝ่ายค้านประกอบไปด้วย พรรคประชาชน กล้าธรรม ประชาธิปัตย์ ที่แทบมองไม่เห็นเอกภาพภายในอย่างนี้ ประสิทธิภาพในการตรวจสอบรัฐบาลก็จะต่ำลง ไม่เป็นผลดีทั้งกับฝ่ายค้านที่จะสร้างผลงานและประชาชน
ยิ่งมีข่าวว่า ถ้า “กล้าธรรม” ไม่ได้ร่วมรัฐบาล ภูมิใจไทย อาจดึง “ประชาธิปัตย์” เสียบแทน ก็ยิ่งวังเวงไปใหญ่ เพราะพรรคประชาชนมอง “กล้าธรรม” ติดลบอยู่แล้ว
ที่สำคัญในเมื่อส่วนหัวของพรรคส้มมีปัญหา ทั้งในระดับผู้นำจิตวิญญาณ และหัวหน้าพรรค ใครจะกล้าการันตีว่า จะไม่มี “งูเห่าสีส้ม” เกิดขึ้นในเกม “ได้-เสีย” ทางการเมือง
เหนืออื่นใด ใครจะกล้าการันตีว่า สุดท้าย “พรรคส้ม” จะไม่ใช่ยานพาหนะของใคร เพื่อเข้าสู่อำนาจรายใหม่ ในเมื่อแม้แต่ผู้นำจิตวิญญาณพรรคที่ประกาศ “ถอนตัว” ยังหวาดหวั่นย้ำเตือนเกี่ยวกับเรื่องนี้?





