สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่าง “สหรัฐ” กับ “อิหร่าน” กำลังก้าวเข้าสู่ระยะที่อันตรายมากขึ้น โดยเฉพาะหลังจากประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” ประกาศ
เริ่มปฏิบัติการ “Epic Fury” ตั้งเป้าทำลายขีดความสามารถด้านขีปนาวุธ กองทัพเรือ และสกัดกั้นการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน
ขณะที่อิหร่านยืนยันความพร้อมในการทำ “สงครามระยะยาว” เพื่อปกป้องอารยธรรมและตอบโต้ศัตรู ความรุนแรงที่ส่อเค้ายืดเยื้อเกินกว่า 4-6 สัปดาห์ตามที่สหรัฐคาดการณ์ไว้ กำลังสร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วภูมิภาคตะวันออกกลางและส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อเศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สำหรับประเทศไทย จุดเปราะบางที่สุดคือ “ความมั่นคงทางพลังงาน” เนื่องจากไทยนำเข้าน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซสูงถึง 70-80% ของปริมาณการนำเข้าทั้งหมด หรือราว 7-8 แสนบาร์เรลต่อวัน สถานการณ์ที่เริ่มบานปลายจนอิหร่านประกาศปิดช่องแคบ จะส่งผลให้ต้นทุนค่าขนส่งและราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ สภาพัฒน์ยังประเมินว่าหากสงครามยืดเยื้ออาจฉุดให้ GDP ของไทยในปีนี้เติบโตลดลงเหลือเพียง 1.3% จากเดิมที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 2%
ในมิติของการค้าและบริการ แม้ผลกระทบทางตรงต่อการส่งออกของไทยไปยังอิหร่านและอิสราเอลจะมีสัดส่วนน้อยเพียง 0.02-0.2% แต่ ผลกระทบทางอ้อมเรื่องค่าระวางเรือและการเดินเรือที่ต้องอ้อมเส้นทาง ไปยังยุโรปเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง ด้านตลาดเงินและตลาดทุน แม้ปัจจุบันไทยจะมีทุนสำรองระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งราว 3 แสนล้านดอลลาร์ช่วยสร้างเสถียรภาพ แต่ความผันผวนของราคาทองคำที่พุ่งสูงขึ้นและการปรับฐานของตลาดหุ้นยังคงเป็นสิ่งที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
การรับมือของรัฐบาลไทยเน้นไปที่ การบริหารจัดการทรัพยากรและกลยุทธ์เชิงรุก โดยมีการเตรียมน้ำมันสำรองไว้เพียงพอสำหรับ 60 วัน และใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าแทรกแซงราคาในระยะสั้น พร้อมกันนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้วาง 6 มาตรการดูแล ทั้งการติดตามราคาสินค้าไม่ให้มีการฉวยโอกาสขึ้นราคา การหาแหล่งวัตถุดิบและพลังงานใหม่ร่วมกับภาคเอกชน รวมถึงการบริหารจัดการโลจิสติกส์ทางเรือผ่านทูตพาณิชย์ทั่วโลก ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวมีแผนดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เปลี่ยนเป้าหมายมายังไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น
แต่ท้ายที่สุดแล้ว คำถามว่า “เศรษฐกิจไทยพร้อมรับมือกับสถานการณ์นี้แค่ไหน?” คำตอบคงไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของตัวเลขทุนสำรองเกือบ 3 แสนล้านดอลลาร์ หรือสต็อกน้ำมัน 60 วันเท่านั้น แต่คือความสามารถในการบริหารวิกฤติท่ามกลางสงครามที่ส่อเค้าว่าจะยืดเยื้อรุนแรง …เราเห็นว่ารัฐบาลจำเป็นต้องขยับจากมาตรการประคองระยะสั้นไปสู่การจัดการเชิงโครงสร้าง ลดการพึ่งพาพลังงานเส้นทางเดียว กระจายแหล่งนำเข้า เร่งพลังงานทางเลือก และปรับการอุดหนุนให้ตรงจุดเพื่อไม่ให้ภาระการคลังบานปลาย ควบคู่กับการดูแลเสถียรภาพค่าเงินบาทและสภาพคล่องภาคธุรกิจโดยเฉพาะกลุ่มขนส่งและเอสเอ็มอี วิกฤติครั้งนี้นับเป็นทั้งบททดสอบความสามารถของรัฐบาลอนุทินและความทนทานของเศรษฐกิจไทย!





