การโจมตีทางทหารร่วมกันระหว่างสหรัฐและอิสราเอล ต่ออิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ.2569 ได้จุดชนวนความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ให้บาดลึกขึ้น
และสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ทั่วโลกติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผลกระทบต่อราคาน้ำมันที่เกิดความกังวลเมื่ออิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ
ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญของโลกถึง 20% ของโลก รวมถึงเป็นเส้นทางขนส่งจากแหล่งผลิตสำคัญทั้งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ การ์ตา ซาอุดีอาระเบียและคูเวต
ผลกระทบครั้งนี้ครอบคลุมหลายมิติ โดยบริษัทน้ำมันต่างระงับการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซในทันที ส่งผลให้ค่าระวางเรือพุ่งสูงและต้นทุนประกันภัยเส้นทางเดินเรือทะยานขึ้นรวดเร็ว ซึ่งรวมถึงเรือขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) บางส่วนที่มีกำหนดส่งมอบให้ไทยในเดือน มี.ค.2569 มีปัญหาไม่สามารถเดินทางขนส่งมาได้ ดังนั้นจึงทำให้กระทรวงพลังงานต้องปรับแผนการจัดหาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากแหล่งอื่นมาเตรียมไว้เพื่อชดเชยพลังงานที่หายไป
ในด้านพลังงานจำเป็นที่ประเทศไทยจะต้องเตรียมความพร้อม โดยการสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ที่ปัจจุบันกระทรวงพลังงานยืนยันที่ 61 วัน ถือว่าเพียงพอหรือไม่ในสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบัน รวมถึงแผนฉุกเฉินด้านราคาน้ำมันและก๊าซหุงต้มที่กองทุนน้ำมันและเชื้อเพลิงยังติดลบในส่วนบัญชีก๊าซหุงต้ม รวมถึงพลังงานทดแทนที่ใช้ได้ทันทีเมื่อราคาน้ำมันพุ่งเกินระดับวิกฤติ และการกระจายแหล่งนำเข้าพลังงานของประเทศไทย
อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของรัฐบาลรักษาการที่อยู่ระหว่างการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ โดยคาดการณ์ว่าภายในเดือน เม.ย.2569 จะได้ข้อสรุปเมื่อสามารถเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นขณะนี้เป็นบริบทที่รัฐบาลใหม่จะต้องนำเสนอในนโยบายที่จะแถลงต่อรัฐสภา ซึ่งจำเป็นต้องระบุอย่างชัดเจนถึงกรอบการรับมือความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มีความซับซ้อนและรุนแรงมากขึ้น โดยมีโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เป็นตัวแปรสำคัญ
ในอดีตราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเคยทำสถิติขึ้นไปถึง 140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบันไม่มีอะไรเป็นเครื่องยืนยันว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะไม่ขึ้นไปสู่ระดับดังกล่าวอีก ดังนั้นประเทศไทยในฐานะประเทศนำเข้าพลังงานมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเตรียมความพร้อมรับทุกสถานการณ์ รวมถึงแนวทางที่พึ่งพาตนเองได้ เช่น พลังงานหมุนเวียน ทั้งหมดจึงเป็นโจทย์ที่สำคัญของนายกรัฐมนตรีที่จะบริหารราชการแผ่นดินในช่วง 4 ปี ข้างหน้า





