วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม 2569

Login
Login

อำนาจมืดดิจิทัล กำหนดชะตากรรมบ้านเมืองในอนาคต?

อำนาจมืดดิจิทัล กำหนดชะตากรรมบ้านเมืองในอนาคต?

ลองนึกกันว่า ถ้ามีใครสักคนที่มีอำนาจรัฐ รู้ว่าเราอยู่ที่ไหน เราเล่าเรียนอะไรมาบ้าง เราเจ็บป่วยอะไรบ้าง ไปหาหมอที่ไหนบ้าง เราทำงานอะไร ได้เงินทองสักเท่าใด

 เรามีรถกี่คัน ไปไหนมาไหนบ้างไปจนกระทั่งเรามี Social network อะไรบ้าง รวมถึงเรื่องราวอื่น ๆ เกี่ยวกับความชอบ ความไม่ชอบของเรา โดยที่เราไม่รู้ว่าใครคนนั้นคือผู้ใด และดูข้อมูลอะไรเกี่ยวกับตัวเราบ้าง

ใครคนนั้นใช้อำนาจมืด แอบดูข้อมูลเราได้สารพัด โดยไม่เคยถามว่าเราจะอนุญาตหรือไม่

ใครคนนั้นมักป่าวประกาศว่า มีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่รัดกุม โดยเป็นเพียงวาจาเท่านั้นที่ยืนยันว่า ข้อมูลเราได้รับการดูแลอย่างรัดกุมแค่ไหน ไม่ปรากฏวิธีการคุ้มครองที่เป็นรูปธรรมที่ประกาศให้ผู้คนได้ทราบทั่วกัน

หากคนใด ไม่ใช่พรรคพวกของใครคนนั้น ก็จะมีการบังคับใช้กฎหมายเรื่องนี้อย่างเถรตรง แต่ถ้าเป็นพวกฉัน ทุกอย่างเข้าถึงได้หมด

ดูแล้วอาจเป็นเรื่องที่บางคนบอกว่าเป็นแค่จินตนาการ ทำจริงไม่ได้ เพราะขั้นตอนจะสลับซับซ้อนมาก ข้อมูลเหล่านั้น แม้ว่ารัฐจะบังคับรวบรวมมาจากประชาชน แต่กระจายกันอยู่หลายหน่วยงาน จนยากที่จะเรียบเรียงให้มีบูรณาการจนรู้เรื่องคนนั้นไปทั้งหมด 

แต่ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน ทั้งด้าน Big Data และ AI หากมีฐานข้อมูลใหญ่มาก ๆ ที่รวบรวมข้อมูลคนแทบทุกคนในประเทศ ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ยกตัวอย่างมา 

แล้วใครคนนั้นมีอำนาจมืดดิจิทัลที่สามารถเข้าถึงที่เก็บข้อมูลอื่น ๆ ที่เป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่เกี่ยวกับประชาชนได้อีกสักสองสามแห่ง ใครคนนั้นจะบูรณาการข้อมูลจากหลากหลายแหล่งได้มากกว่าที่คาดคิด จนสามารถรู้ตัวตนของเราได้โดยไม่ยากเย็นนัก จัดกลุ่ม จัดแบ่งได้สารพัดเรื่อง 

เมื่อรู้แล้วจะเอาไปทำอะไรกันต่อ คงพอเดาได้ ถ้าไม่ใช่พวกฉัน เจออะไรตรงไหนสักเรื่องสองเรื่อง ก็ส่งไปเล่นงานคนที่ไม่ใช่พวกฉัน ก็ดึงเรื่องการขออนุญาตต่างๆ ให้ยืดยาวจนเสียการงาน เล่นงานกันได้แม้กระทั่งเรื่องเจ็บป่วย เพราะรู้หมดว่าไปรักษาอะไรที่ไหนบ้าง ซึ่งคงไม่ใช่เรื่องที่น่าสบายใจนัก หากมีอำนาจมืดดิจิทัลทำนองนี้ 

ที่แย่หนักขึ้นไปอีก คือหากผู้คนในบ้านเมืองนั้นยังอ่อนด้อยในความรู้ด้านดิจิทัล ก็จะไม่ตระหนักเลยว่า การมีอำนาจมืดดิจิทัลอาจหมายถึงการกำหนดชะตากรรมของบ้านเมืองนั้นในอนาคตได้เลยทีเดียว

 ที่ไม่ตระหนักก็เพราะท่ามกลางความไม่รู้ มักมีผู้คนที่สำแดงตนเป็นผู้เชี่ยวชาญ เสนอสารพัดความคิดที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ต่างคนต่างอ้างตำรา อ้างความเชี่ยวชาญของตนเอง เกิดเป็น Confirmative Bias ฉันอยากเชื่อทางไหน ก็มีผู้เชี่ยวชาญสนับสนุนแนวทางที่ฉันเชื่อ 

 

คนทั่วไปจึงไม่ตระหนักถึงความเสี่ยงจากอำนาจมืดดิจิทัล ทั้ง ๆ ที่มีกรณีตัวอย่างการใช้เทคนิคทางดิจิทัล จัดการให้มีข้อมูลที่ใช้ดำเนินการเรื่องใหญ่บางเรื่อง ให้เป็นไปตามที่ใครบางคนที่มีความสามารถในการใช้อำนาจมืดดิจิทัลนี้ประสงค์จะให้เป็น รู้ไม่ลึก มีสารพัดความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญในทุกทิศทาง ความตระหนักถึงความเสี่ยงจึงไม่เกิดขึ้น

ไม่ว่าจะรู้ดิจิทัลมากน้อยแค่ไหนก็ตาม ขออย่าได้เชื่อวาจาว่าข้อมูลเราได้รับการคุ้มครองอย่างเข้มงวด แต่ให้ดูว่า มีใครบ้างที่สามารถเข้าถึงข้อมูลของเราได้ในทางเทคนิค ซึ่งอาจจะยากหน่อยที่จะมีคำตอบที่แน่ชัด

ถามอีกคำถามว่าเวลาที่คนมาดูข้อมูลฉัน  ฉันขอดูบ้างได้หรือไม่ว่าใครมาดูบ้าง ถ้ามีใครมาดูว่าฉันโทรศัพท์คุยกับใครบ้าง ฉันจะขอดูได้มั้ยว่าใครคนนั้นคือใคร ถามส่งท้ายว่า อะไรจะเกิดขึ้นบ้าง ถ้าข้อมูลของฉันที่ท่านเก็บไว้นั้น ถูกมือร้าย Hack ไปได้

พูดกันเยอะมากว่าฉันมีอำนาจและปรารถนาดีในการรวบรวมข้อมูล แต่ไม่มีใครพยายามอย่างจริงจังในการป้องกันอำนาจมืดดิจิทัล ทั้ง ๆ ที่เทคโนโลยีวันนี้สามารถกระทำได้แล้วในระดับหนึ่ง.