วันอังคาร ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

สำเร็จอย่างยั่งยืน (จบ)

สำเร็จอย่างยั่งยืน (จบ)

ความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่การเป็นคนแรกเสมอไป

เกริ่นไว้ในสัปดาห์ที่แล้วถึงวิธีคิดเพื่อความสำเร็จ สิ่งถัดมาที่สำคัญไม่แพ้กันคือ “การลงมือทำ” เพราะต่อให้เราเป็นคนอ่านเยอะจนรู้และเข้าใจทุกทฤษฎี แต่หากไม่สามารถแปลงความคิดให้เป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ความสำเร็จก็ไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย

การลงมือทำที่สำคัญที่สุดคือการสร้างสรรค์สิ่งที่สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า ต่อให้สินค้าหรือบริการของเราดีที่สุดในโลก หากไม่ใช่สิ่งที่คนส่วนใหญ่ต้องการ โอกาสสำเร็จก็แทบจะไม่มี ความเก่งจึงไม่พอหากไม่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า

ประวัติศาสตร์ในช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรมสะท้อนภาพนี้ได้ชัดเจนที่สุด เมื่อสังคมเปลี่ยนจากเกษตรกรรมเป็นสังคมเมือง ความต้องการด้านการขนส่งก็เปลี่ยนไป เดิมทีผู้คนแข่งขันกันเลี้ยงม้าให้แข็งแรงเพื่อให้วิ่งได้ไกลที่สุด แต่สุดท้ายม้าและคนก็มีขีดจำกัด จนกระทั่งเครื่องยนต์ถูกคิดค้นขึ้นมา และเปลี่ยนโลกทั้งใบในระยะเวลาไม่กี่ปี

บทเรียนสำคัญคือ เราต้องเอา “ผลลัพธ์” เป็นตัวตั้ง ไม่ใช่ยึดติดกับวิธีการเดิม ความสำเร็จไม่ได้หมายความว่าเราต้องเป็นผู้คิดค้นสิ่งใหม่เสมอไป แต่หมายถึงการทำให้สิ่งที่มีอยู่แล้ว ดีขึ้น ตรงใจ และเข้าถึงคนส่วนใหญ่ได้มากขึ้น

ตัวอย่างเช่นโตโยต้าไม่ได้เป็นผู้คิดค้นรถยนต์เป็นรายแรกของโลก แต่สามารถพัฒนาระบบการผลิต ปรับปรุงคุณภาพ และทำให้รถยนต์กลายเป็นสินค้าที่คนทั่วไปเข้าถึงได้ จนกลายเป็นหนึ่งในองค์กรที่มั่นคงที่สุดในโลกอุตสาหกรรมยานยนต์

เช่นเดียวกับยุคของรถยนต์ไฟฟ้า เปิดโอกาสให้กับ Elon Musk ผลักดัน Tesla ให้เติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ไม่นานหลังจากนั้น BYD ก็สามารถครองส่วนแบ่งตลาดได้อย่างมหาศาล เพราะเข้าใจว่าผู้บริโภคต้องการรถที่ดีพอ ราคาเหมาะสม และใช้งานได้จริง

ทั้งหมดนี้สะท้อนหลักเดียวกัน คือ ความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่การเป็นคนแรกเสมอไป แต่อยู่ที่การเข้าใจความต้องการของคนส่วนใหญ่ และสามารถทำให้สิ่งนั้นดีกว่าที่เขาคาดหวัง

อย่างไรก็ตาม ต่อให้เรามีสินค้าและทิศทางที่ถูกต้อง หากไม่มี “คนรอบข้าง” ที่แข็งแรง ความสำเร็จก็ไม่ยั่งยืน ไม่มีใครสามารถสร้างองค์กรขนาดใหญ่ได้ด้วยตัวคนเดียว เหมือนตะเกียบข้างเดียวอาจจะหักได้ง่ายๆ แต่เมื่อรวมกันหลายคู่กลับแข็งแรงเกินกว่าจะหักได้ การสร้างองค์กรจึงไม่ใช่การสร้างฮีโร่ แต่คือการสร้างระบบที่ทำให้คนทั้งองค์กรทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในองค์กรสมัยใหม่ โดยเฉพาะองค์กรที่เป็นมหาชน เจ้าของที่แท้จริงคือสังคมและผู้ถือหุ้น ผู้นำจึงต้องสร้างโครงสร้างที่ทำให้ทีมงานสามารถส่งมอบคุณค่าได้อย่างต่อเนื่อง แม้ในวันที่ผู้นำไม่อยู่ เพราะผู้นำที่ดีไม่ควรทำตัวเหมือนพ่อแม่ที่ป้อนข้าวทุกมื้อ เพราะการประคบประหงมมากเกินไปทำให้คนไม่เติบโต การสร้างคนให้รับผิดชอบและตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง คือรากฐานขององค์กรที่ยั่งยืน

การใช้รางวัลหรือเงินจูงใจเป็นเรื่องพื้นฐาน แต่ในระดับที่สูงขึ้น ผู้นำต้องสามารถยกระดับจิตใจของทีมงานให้เขาทำงานเพราะความรับผิดชอบ และเพราะรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ องค์กรในอุดมคติจึงไม่ใช่องค์กรที่มีคนเก่งเพียงไม่กี่คน แต่เป็นองค์กรที่คนส่วนใหญ่มีความมุ่งมั่น และมีเป้าหมายเดียวกันจนสามารถทำผลงานได้ดีแม้ไม่มีใครคอยสั่งการ

ภาวะผู้นำ จึงไม่ใช่เพียงตำแหน่ง แต่คือความสามารถในการกระตุ้นให้คนส่วนใหญ่เกิดพลัง และเดินไปในทิศทางเดียวกัน

เมื่อมองภาพรวมทั้งหมดแล้ว ความสำเร็จมีตัวแปรสำคัญเพียงสองเรื่อง หนึ่ง คือ ทำในสิ่งที่คนส่วนใหญ่ต้องการ และสอง คือ มีความสามารถในการทำให้คนส่วนใหญ่เดินไปกับเรา ซึ่งแนวคิดนี้ใช้ได้กับทุกอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นนักธุรกิจ ข้าราชการ หรือวิชาชีพใด เพราะชีวิตเรามีเพียงครั้งเดียว

หากเราสามารถสร้างคุณค่าให้กับผู้คน และสร้างระบบที่ทำให้ความสำเร็จนั้นยั่งยืนได้ เมื่อนั้นความสำเร็จจะไม่ใช่เรื่องส่วนตัวอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นมรดกที่ส่งต่อไปยังคนรุ่นหลังได้อย่างแท้จริง