วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

บทเรียน AI National Strategy จากสิงคโปร์

บทเรียน AI National Strategy จากสิงคโปร์

ถอดรหัสยุทธศาสตร์ชาติด้าน AI และงบประมาณภาครัฐที่สิงคโปร์ทุ่มเพื่อครองความเป็นผู้นำในยุค AI หนึ่งในคำถามที่ผมมีช่วงหลังคือ ถ้าจะพิจารณาถึง AI National Strategy ของบ้านเรา เราควรเปรียบเทียบกับใคร

คำตอบที่ผมได้คือ สิงคโปร์ ไม่ใช่เพราะเป็นประเทศใกล้บ้าน เพราะในลักษณะพื้นฐานทางเศรษฐกิจและสังคม สิงคโปร์มีความแตกต่างกันเราค่อนข้างมาก เช่น

สิงคโปร์เป็นประเทศรายได้สูง แต่ของเราปานกลาง สิงคโปร์เป็นหนึ่งในประเทศที่ได้ชื่อว่ารัฐมีประสิทธิภาพสูงและมีความโปร่งใสมาก ในขณะที่ของเรา... เรียกว่ายังมีช่องว่างให้พัฒนาอีกมากละกันครับ

ในส่วนของตลาดแรงงาน สิงคโปร์เป็นประเทศที่พึ่งพาแรงงานจากต่างประเทศในแทบทุกระดับทักษะ มีนโยบายกำหนดที่ชัดเจนว่าในแต่ละช่วงจะให้มีแรงงานต่างชาติทักษะแบบไหนเข้ามาทำงาน

แต่ของไทยเรายังเน้นนำเข้าเฉพาะแรงงานทักษะต่ำ แม้ในระยะหลังจะเริ่มมีมาตรการดึงดูดแรงงานทักษะสูงเข้ามา แต่เราก็ยังไม่ได้เห็นความชัดเจนในทางปฏิบัติของมาตรการนี้มากนัก

แต่เหตุผลที่ผมคิดว่าถ้าอยากจะศึกษาแผนของสักประเทศเราควร ศึกษาแผนของสิงคโปร์ เพราะเป็นกรณีศึกษาที่ชัดเจนที่สุดของการวางยุทธศาสตร์ชาติด้าน AI อย่างเป็นระบบ

ตั้งแต่นโยบายไปจนถึงงบประมาณ ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานไปจนถึงการพัฒนาคน และเป็นการวางแผนที่ไม่ได้เน้นทุ่มงบประมาณ โดยไม่สนใจว่าพื้นฐานและศักยภาพในปัจจุบันของประเทศ

พูดง่ายๆ คือเน้นความคุ้มค่าและความเหมาะสม ตอบโจทย์ระยะยาวเป็นหลัก ซึ่งเหมาะกับ สถานการณ์ทางด้านการคลังของประเทศเราในปัจจุบันที่เรามีหนี้สาธารณะค่อนข้างสูงแล้ว (66%ของ GDP ณ สิ้นปี 2568)

สิงคโปร์ได้ประกาศ National AI Strategy 2.0 (NAIS 2.0) ตั้งแต่ปลายปี 2566 และต่อเนื่องด้วยงบประมาณสนับสนุนในปี 2568 และ 2569 ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม

บทความนี้จะพาท่านไปถอดรหัสว่าสิงคโปร์วางแผนรับมือกับ AI อย่างไรใน 4 มิติสำคัญ ได้แก่ กำลังคน โครงสร้างพื้นฐาน การเลือกเทคโนโลยี และการสนับสนุนจากภาครัฐ

พร้อมทั้งสรุปโครงการในงบประมาณภาครัฐที่น่าสนใจล่าสุดที่จะช่วยผลักดันยุทธศาสตร์นี้ให้เป็นจริง

1. กำลังคน: จากการ “ใช้” AI สู่การ “สร้าง” AI

จุดแข็งที่สุดของ NAIS 2.0 คือการมองเรื่องคนอย่างครอบคลุมทุกระดับ สิงคโปร์แบ่งกลุ่มบุคลากร AI ออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่

กลุ่มแรกคือ Creators หรือบุคลากรระดับสูงที่ทำการวิจัยและพัฒนา AI ขั้นแนวหน้า

กลุ่มที่สองคือ Practitioners ซึ่งเป็น Data Scientists และ AI Engineers ที่นำ AI ไปใช้งานจริงในภาคธุรกิจ 

กลุ่มที่สามคือ Users หรือบุคลากรทั่วไปที่ใช้เครื่องมือ AI ในชีวิตการทำงานประจำวัน

เป้าหมายหลักที่ประกาศไว้คือ การเพิ่มจำนวน AI Practitioners จาก 5,000 คนเป็น 15,000 คน หรือเพิ่มขึ้น 3 เท่าภายใน 3-5 ปี เพื่อรองรับการเติบโตของระบบนิเวศ AI ในประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีแผนดึงดูดนักวิจัยและวิศวกร AI ระดับโลกให้มาทำงานและอยู่อาศัยในสิงคโปร์ด้วยการเสนอโอกาสทางอาชีพและสภาพแวดล้อมการทำงานชั้นนำ

ในระดับ Users สิงคโปร์ตั้งใจให้ AI Literacy กลายเป็นทักษะพื้นฐานของคนในชาติ คล้ายกับการอ่านออกเขียนได้หรือทักษะดิจิทัลในยุคที่ผ่านมา โดยจะฝังความรู้ด้าน AI ไว้ในทุกระดับการศึกษา ตั้งแต่มหาวิทยาลัยจนถึงการฝึกอาชีพ ผ่านแพลตฟอร์มอย่าง SkillsFuture ที่รัฐบาลสนับสนุนมายาวนาน

นโยบายนี้สะท้อนให้เห็นว่าสิงคโปร์ไม่ได้มองว่า AI เป็นเรื่องของผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของคนทุกคนในประเทศ

บทเรียน AI National Strategy จากสิงคโปร์

ที่น่าประทับใจเป็นพิเศษคือ สิงคโปร์ลงทุนมากกว่า 20 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ใน 3 ปีเพื่อเพิ่มจำนวน SG Digital Scholarships และโปรแกรมฝึกงานในต่างประเทศสาย AI ทำให้คนรุ่นใหม่มีโอกาสสัมผัสกับงาน AI ในระดับโลก และนำความรู้กลับมาพัฒนาประเทศ

2. โครงสร้างพื้นฐาน: ลงทุนจริง ไม่ใช่แค่พูด

ความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดระหว่างสิงคโปร์กับหลายประเทศในภูมิภาคคือความจริงจังด้านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI สิงคโปร์ประกาศจัดสรรงบสูงถึง 500 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์เพื่อขยายขีดความสามารถด้าน High-Performance Computing (HPC) หรือซูเปอร์คอมพิวเตอร์สำหรับฝึกโมเดล AI โดยเฉพาะ

รัฐบาลสิงคโปร์เชื่อว่า Compute หรือกำลังประมวลผลคือทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ที่ต้องมีในมือ เพื่อไม่ให้ต้องพึ่งพาต่างชาติโดยสมบูรณ์ในการพัฒนาและทดสอบโมเดล AI ขนาดใหญ่

แผนงานที่วางไว้ครอบคลุมการเจรจากับผู้ผลิตชิปชั้นนำ ร่วมมือกับผู้ให้บริการ Cloud และจัดสรรงบด้านพลังงานอย่างยั่งยืนสำหรับศูนย์ข้อมูล

ด้านธรรมาภิบาลข้อมูล สิงคโปร์ลงทุนพัฒนา Privacy-Enhancing Technologies (PETs) เพื่อให้สามารถใช้ข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล

พร้อมกันนั้นยังมีแผนเปิดข้อมูลภาครัฐสำหรับโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ และผลักดันการแลกเปลี่ยนข้อมูลข้ามพรมแดนอย่างปลอดภัย ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการพัฒนาโมเดล AI ที่มีคุณภาพ

นอกจากนี้ สิงคโปร์ยังวางแผนสร้าง AI Park ที่ย่าน One-North ซึ่งเป็นพื้นที่สำหรับ AI Startups นักวิจัย และภาคอุตสาหกรรมมาอยู่รวมกัน เพื่อให้เกิด Ecosystem ที่แข็งแกร่ง การจัดพื้นที่ร่วมแบบนี้ช่วยลดระยะเวลาในการแลกเปลี่ยนความรู้และเร่งความเร็วในการนำผลงานวิจัยออกสู่ตลาด

บทเรียน AI National Strategy จากสิงคโปร์

3. การเลือกเทคโนโลยี: ไม่จำเป็นต้องแข่งทุกสนาม แต่เป็นการเลือกแข่งในสนามที่ได้เปรียบ

แนวคิดที่โดดเด่นใน NAIS 2.0 คือการพัฒนา “Peaks of Excellence” หรือความเป็นเลิศในด้านที่สิงคโปร์มีศักยภาพและโอกาสเชิงยุทธศาสตร์จริง แทนที่จะพยายามแข่งขันทุกด้านกับมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ หรือจีน สิงคโปร์เลือกเล่นในสนามที่ตัวเองได้เปรียบ

สาขาที่สิงคโปร์เน้นในรอบนี้ ได้แก่ การแพทย์และสุขภาพประชากร ที่มีโครงการพัฒนา AI สำหรับโรคเรื้อรังและการจัดการระบบสาธารณสุขมาต่อเนื่อง การผลิตขั้นสูงและอุตสาหกรรม 4.0 เพื่อเปลี่ยนโรงงานให้เป็น Smart Factory ที่แข่งขันได้ในระดับโลก

การเงินและ Fintech ซึ่งสิงคโปร์มีความได้เปรียบในฐานะศูนย์กลางการเงินระดับภูมิภาคอยู่แล้ว และโลจิสติกส์และท่าเรือ ที่ AI สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งและเสริมความเป็นฮับด้านโลจิสติกส์ของสิงคโปร์

ที่น่าสนใจอีกประการคือ สิงคโปร์ลงทุนในโปรแกรม National Multimodal LLM Programme เพื่อพัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่มีความเกี่ยวข้องกับภูมิภาค เข้าใจภาษาและวัฒนธรรมของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แทนที่จะพึ่งพาเพียงโมเดลจากตะวันตก นั่นหมายความว่าสิงคโปร์กำลังสร้าง “AI ของตัวเอง” ที่ตอบโจทย์ภูมิภาคได้ดีกว่า

ยิ่งกว่านั้น งบประมาณปี 2569 (Budget 2026) ได้ประกาศ National AI Missions ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยกำหนดเป้าหมาย AI ในสาขาการผลิต การขนส่งและโลจิสติกส์ การเงิน และการแพทย์ พร้อมกำหนดตัวชี้วัดที่วัดผลได้จริง ซึ่งผู้นำภาคเอกชนและภาครัฐต้องร่วมกันรับผิดชอบ

4. การสนับสนุนภาครัฐ: รัฐในฐานะผู้นำและพันธมิตร

รัฐบาลสิงคโปร์ไม่ได้เพียงออกนโยบายแล้วปล่อยให้ตลาดจัดการเอง แต่เป็น Active Participant ในระบบนิเวศ AI อย่างแท้จริง ภาครัฐทำหน้าที่เป็นทั้งผู้ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ผู้ซื้อ AI Solution รายใหญ่ที่ช่วยสร้าง Demand ให้ภาคเอกชน และผู้กำกับดูแลที่ออกกรอบ AI Governance ที่สมดุลระหว่างนวัตกรรมกับความปลอดภัย

กลไกสำคัญได้แก่ AI Singapore (AISG) ซึ่งเป็นหน่วยงานกลางที่ผลักดันการวิจัย AI ความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนและมหาวิทยาลัย รวมถึงโปรแกรม 100E (100 Experiments) ที่ช่วยให้บริษัทนำ AI ไปแก้ปัญหาจริงในธุรกิจ

สิงคโปร์ยังมีกรอบ AI Governance ที่เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ ไม่ว่าจะเป็น Model AI Governance Framework และ AI Verify ซึ่งเป็น Toolkit ที่ช่วยให้บริษัทประเมินความปลอดภัยของระบบ AI ตัวเอง

บทเรียน AI National Strategy จากสิงคโปร์

สัญญาณล่าสุดใน Budget 2026 คือการตั้ง National AI Council ที่นำโดยนายกรัฐมนตรี Lawrence Wong เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า AI คือวาระแห่งชาติที่ผู้นำสูงสุดเป็นผู้ขับเคลื่อนโดยตรง ไม่ใช่เรื่องที่ปล่อยให้กระทรวงใดกระทรวงหนึ่งดูแลเพียงลำพัง

โครงการสำคัญในงบประมาณภาครัฐล่าสุดที่น่าจับตา: เงินจริง โครงการจริง ทำต่อเนื่อง

สิ่งที่ทำให้ยุทธศาสตร์ของสิงคโปร์น่าเชื่อถือคือการสนับสนุนจากงบประมาณที่เป็นรูปธรรม ทั้งจาก Budget 2025 และ Budget 2026 ครอบคลุมหลายมิติดังนี้

Enterprise Compute Initiative (ECI) — 150 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (Budget 2025): โปรแกรมที่ช่วยให้ธุรกิจในสิงคโปร์เข้าถึง Cloud Credits เครื่องมือ AI และบริการที่ปรึกษาจากผู้ให้บริการ Cloud ชั้นนำอย่าง AWS, Microsoft Azure และ Google Cloud เพื่อพัฒนา Minimum Viable Product (MVP) สำหรับ Use Case AI จริงในธุรกิจ

บริษัทที่เข้าร่วมได้รับทั้งเงินทุนและความรู้เพื่อสร้างทีม AI ภายในองค์กรการลงทุน 1 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ใน 5 ปี (Budget 2024): ประกาศโดยรองนายกรัฐมนตรี Lawrence Wong (ตำแหน่งในขณะนั้น)

เพื่อสนับสนุน Compute โครงสร้างพื้นฐาน AI การพัฒนาบุคลากร และการเติบโตของอุตสาหกรรม AI โดยรวมถึงงบ 500 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์สำหรับระบบ High-Performance Computing

Productivity Solutions Grant (PSG) ฉบับขยาย (Budget 2026): PSG ที่เดิมช่วย SME ซื้อซอฟต์แวร์ดิจิทัลทั่วไป ได้รับการขยายให้ครอบคลุม AI Solutions ที่กว้างขึ้น ทำให้ธุรกิจขนาดเล็กและกลางสามารถเข้าถึงเครื่องมือ AI สำเร็จรูปในราคาที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

Champions of AI Programme (Budget 2026): โปรแกรมใหม่สำหรับบริษัทที่ต้องการใช้ AI เพื่อ Transform ธุรกิจอย่างครอบคลุม รัฐบาลจะให้การสนับสนุนแบบ Tailor-Made ครอบคลุมทั้งกลยุทธ์ การเปลี่ยนแปลงองค์กร และการฝึกอบรมพนักงาน เพื่อให้บริษัทเหล่านี้กลายเป็น Benchmark และต้นแบบสำหรับอุตสาหกรรมของตน

Enterprise Innovation Scheme (EIS) ขยายครอบคลุม AI (Budget 2026): รัฐบาลขยายสิทธิลดหย่อนภาษี 400% ที่มีอยู่เดิมสำหรับค่าใช้จ่าย R&D และนวัตกรรม ให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายด้าน AI โดยเพิ่มวงเงินได้สูงสุด 50,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อปี สำหรับปีภาษี 2570-2571

หมายความว่าบริษัทที่ลงทุนใน AI อาจได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีสูงถึง 200,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อปี

SkillsFuture AI Pathways และ Premium AI Tools (Budget 2026): ออกแบบเว็บไซต์ SkillsFuture ใหม่เพื่อให้เส้นทางการเรียน AI ชัดเจนและเข้าถึงง่าย พร้อมมอบสิทธิ์ใช้งาน Premium AI Tools ฟรี 6 เดือนสำหรับผู้ที่ผ่านหลักสูตร AI ที่คัดเลือก ทำให้การเรียนรู้ไม่หยุดอยู่แค่ทฤษฎี แต่ได้ฝึกปฏิบัติกับเครื่องมือจริง

National Productivity Fund top-up — 3 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (Budget 2025): กองทุนเพิ่มผลิตภาพแห่งชาติที่ช่วยธุรกิจลงทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงโซลูชัน AI ที่เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน

Research, Innovation and Enterprise 2030 (RIE2030) — 37 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (Budget 2026): แผนงานวิจัยและนวัตกรรมระยะยาว 5 ปีที่ครอบคลุม AI Biotech และ Semiconductor ซึ่งสนับสนุน Ecosystem นวัตกรรมในภาพรวม

SkillsFuture Enterprise Credit — เพิ่ม 10,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ (Budget 2025): เครดิตเพิ่มเติมสำหรับบริษัทที่ลงทุนด้านการพัฒนาพนักงาน ช่วยลดภาระต้นทุนการฝึกอบรม AI และดิจิทัลให้กับองค์กร

Global Founder Programme (Budget 2025): โปรแกรมที่ Economic Development Board ริเริ่มเพื่อดึงดูด Startups และผู้ประกอบการระดับโลกให้มาตั้งฐานในสิงคโปร์ โดยใช้เครือข่ายของนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในการสนับสนุนและสร้าง Venture ใหม่ที่มีศักยภาพสูง

บทเรียน AI National Strategy จากสิงคโปร์

บทเรียนสำหรับไทย: เราเตรียมตัวแค่ไหนแล้ว?

จากการทำงานกับองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนในไทย ผมเห็นความตื่นตัวด้าน AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่ยังขาดหลายสิ่งที่สิงคโปร์มี

สิ่งที่ประทับใจที่สุดในโมเดลสิงคโปร์คือความสอดคล้องกันระหว่างนโยบาย งบประมาณ และการปฏิบัติจริง ทุกอย่างเชื่อมถึงกัน ตั้งแต่นักเรียนระดับมหาวิทยาลัยไปจนถึงผู้บริหารระดับสูง ตั้งแต่ SME ไปจนถึงบรรษัทข้ามชาติ

ในมุมมองของผม สิ่งที่ไทยควรเรียนรู้จากสิงคโปร์มี 4 ประการหลัก

1) การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI จริงจัง ไม่ใช่แค่นำเข้า Cloud Service แต่ต้องมีทั้งกำลังประมวลผล ชุดข้อมูลที่ดีมีคุณภาพ และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทดลอง

2) การพัฒนาบุคลากร AI แบบเป็นระบบ ครอบคลุมทุกระดับ ไม่ใช่เพียงส่งคนไปอบรมแล้วคาดหวังผลลัพธ์ และ

3) กลไกการสนับสนุนภาคเอกชนที่เป็นรูปธรรม ทั้งเงินทุน ภาษี และการจับคู่ธุรกิจกับผู้เชี่ยวชาญ

4) การรู้จักจุดแข็ง จุดอ่อนของตัวเอง ประเทศไทยมีจุดแข็งของตัวเอง ทั้งขนาดตลาดที่ใหญ่กว่า ความหลากหลายของอุตสาหกรรม และทรัพยากรด้านข้อมูลที่มากมาย แต่ก็มีความท้าทายอยู่มาก โดยเรื่องหลักคือการเปลี่ยนจุดแข็งเหล่านี้ให้กลายเป็นข้อได้เปรียบ AI จริงๆ ซึ่งต้องการทั้งเจตจำนงทางการเมือง งบประมาณ และการปฏิบัติที่ต่อเนื่องในระยะยาว

บทสรุป: เวลาคือทรัพยากรที่มีค่าที่สุด

ช่องว่างระหว่างสิงคโปร์กับประเทศอื่นในภูมิภาคไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีหรือความฉลาดของคน แต่อยู่ที่ความสม่ำเสมอและความกล้าในการลงทุน สิงคโปร์เริ่ม NAIS ครั้งแรกในปี 2562 ปรับปรุงใน NAIS 2.0 ปี 2566 และไม่หยุดพัฒนาต่อเนื่องด้วยงบประมาณที่ชัดเจนในทุกปี

AI ไม่ใช่เทรนด์ชั่วคราว แต่คือโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของศตวรรษที่ 21 ประเทศและบริษัทที่ตัดสินใจลงทุนวันนี้จะมีความได้เปรียบที่สะสมและยากจะตามทันในอนาคต ในทางกลับกัน ผู้ที่รอดูหรือทำแบบไม่จริงจังจะยิ่งพบว่าช่องว่างกว้างขึ้นทุกปี

คำถามจึงไม่ใช่ “เราควรทำ AI หรือไม่?” แต่เป็น “เราจะเริ่มทำ AI อย่างจริงจังเมื่อไหร่?” และบทเรียนจากสิงคโปร์บอกชัดเจนว่า คำตอบที่ถูกต้องคือ วันนี้