โดยทั่วไปแล้วในการเลือกตั้งเราจะนึกถึงการแข่งขันของพรรคการเมือง คุณสมบัติของผู้สมัคร นโยบายแต่ทว่าสนามเลือกตั้งมิได้มีผู้เล่นฝ่ายการเมืองเท่านั้นแต่ยังมีกลไกรัฐซึ่งเป็นผู้เล่นฝ่ายราชการหรือฝ่ายประจำซึ่งมีโครงสร้างใหญ่กว่า มีความเป็นสถาบัน และมีความต่อเนื่องมากกว่ารัฐบาลนั่นคือก็ ระบบราชการและข้าราชการ
ในประเทศที่มีระบบประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง ตั้งมั่น ข้าราชการจะมีบทบาทเป็นมืออาชีพที่เป็นกลาง ทำงานเสริมฝ่ายการเมืองในด้านกฎระเบียบ ข้อมูล รักษาความต่อเนื่องของนโยบาย ที่กล่าวว่า “เป็นกลาง” คือข้าราชการสามารถทำงานร่วมกับฝ่ายการเมืองได้ไม่ขึ้นกับว่าฝ่ายใดจะชนะการเลือกตั้ง
ทว่าในหลายประเทศโดยเฉพาะประเทศที่ระบบราชการมีความเข้มแข็งกว่าฝ่ายการเมือง และอำนาจรัฐมีการรวมศูนย์สู่รัฐบาลส่วนกลางสูง การโยกย้ายข้าราชการก่อนการเลือกตั้ง มักจะได้รับความสนใจจากสาธารณะเป็นพิเศษ
เพราะมันอาจจะไม่ใช่การบริหารทรัพยากรบุคคล แต่อาจเป็นการจัดวางความสัมพันธ์ทางอำนาจในหน่วยงานนั้น ๆ ใหม่เพื่อกำหนดเงื่อนไขของการแข่งขันทางการเมือง เนื่องจากเงื่อนไขแวดล้อมการเลือกตั้ง
เช่น การบังคับใช้กติกา ความเร็วในการอนุมัติทรัพยากร ความร่วมมือของหน่วยงานระดับท้องถิ่น การรับมือกับข้อร้องเรียน หรือแม้แต่บริบทแวดล้อมอย่างบรรยากาศความเกรงใจในพื้นที่
ซึ่งทั้งหมดนี้มักเชื่อมโยงกับคนที่อยู่ในตำแหน่งสำคัญของระบบราชการ ล้วนมีผลต่อการเลือกตั้ง กล่าวคือในหลายประเทศความยุติธรรมของการเลือกตั้งนั้นครอบคลุมช่วงเวลาก่อนการเลือกตั้ง ระหว่างการนับคะแนนและโดยเฉพาะช่วงรอการรับรองผล
การโยกย้ายข้าราชการนั้นมีได้ทั้งเหตุผลที่สมควรและข้อสังเกตที่น่ากังวล การย้ายแบบมีเหตุผลคือการเติมตำแหน่งว่าง การหมุนเวียนตามวาระ การจัดสรรคนที่มีความสามารถให้เข้าไปทำงานที่เหมาะสม หรือการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน เป็นวิธีการบริหารกำลังคนขององค์การขนาดใหญ่ซึ่งต้องมีการปรับคนตามสถานการณ์
แต่สิ่งที่น่ากังวลคือเรื่องของจังหวะเวลาและตำแหน่ง เมื่อการย้ายข้าราชการเกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งไม่นาน หรือเกิดในตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับอำนาจในพื้นที่และการกำกับดูแล ความหมายของการโยกย้ายจะเปลี่ยนจากการบริหารไปสู่การเมืองเชิงสถาบัน
เพราะการย้ายคนหนึ่งคนอาจหมายถึงการเปลี่ยนผู้คุมงบประมาณ เปลี่ยนผู้บังคับใช้กฎ เปลี่ยนผู้ประสานเครือข่ายท้องถิ่นหรือเปลี่ยนบรรยากาศการตัดสินใจในพื้นที่
นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไมหลายประเทศเช่น ออสเตรเลีย อินเดีย ฟิลิปปินส์ จึงมีแนวคิด freeze period หรือช่วงเวลาที่จำกัดการโยกย้ายแต่งตั้งตำแหน่งสำคัญก่อนการเลือกตั้ง เพื่อไม่ให้ฝ่ายบริหารใช้การบริหารงานบุคคลเป็นเครื่องมือทางการเมือง
เมื่อหันกลับมามองที่ประเทศไทย ประเด็นนี้ยิ่งมีความละเอียดอ่อนเมื่อความเป็นกลางของรัฐถูกตั้งคำถามอย่างมากในห้วงที่กระแสสังคมมีข้อกังขากับกระบวนการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยเฉพาะช่วงหลังการเลือกตั้งที่เป็นช่วงเปราะบางที่สุด
เพราะข้อร้องเรียน การตรวจสอบและความขัดแย้งเชิงความชอบธรรมมักปะทุในช่วงนี้อย่างเข้มข้น ดังเช่น กรณีการนับคะแนนในจังหวัดชลบุรี หรือการที่บัตรเลือกตั้งมีบาร์โคดที่อาจระบุตัวตนของผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งได้ เป็นต้น
ในบริบทเช่นนี้ข้อสังเกตประการหนึ่งที่สังคมไทยให้ความสนใจและวิเคราะห์ว่าเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่นำชัยชนะมาสู่พรรคภูมิใจไทยนั่นก็คือ การโยกย้ายข้าราชการระดับสูง
อันประกอบไปด้วย รองปลัดกระทรวง, ผู้ตรวจราชการกระทรวง, อธิบดี และผู้ว่าราชการจังหวัดในสังกัดกระทรวงมหาดไทยเมื่อเดือนตุลาคม ปี 2568 รวมถึงการย้ายข้าราชการระดับสูงอีกหลายตำแหน่งในระยะเวลาเดียวกัน
ได้แก่ ข้าราชการกระทรวงการคลัง สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) และกระทรวงแรงงาน ซึ่งการย้ายข้าราชการก่อนการเลือกตั้งของรัฐบาลภายใต้การบริหารงานของนายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล จึงถูกมองว่าสร้างข้อกังต่อความเป็นธรรมของรัฐในการจัดการเลือกตั้ง
หากไม่ต้องการให้การย้ายข้าราชการเป็นชนวนทางการเมือง รัฐบาลต้องดำเนินการตามหลักการเชิงสถาบัน อันประกอบด้วย
1) หลักการโปร่งใส ด้วยเหตุผลและหลักเกณฑ์ ควรอธิบายได้ว่ามีความจำเป็นอะไรในการย้ายก่อนการเลือกตั้ง
2) กำหนดช่วงเวลาและขอบเขตตำแหน่งที่ต้องระวังเป็นพิเศษ อันได้แก่ตำแหน่งที่มีผลต่อการแข่งขันทางการเมืองหรือการกำกับดูแล และควรมีระยะเวลาที่ห่างอย่างเหมาะสมจากช่วงเวลาก่อนและหลังการเลือกตั้ง
3) มีกลไกตรวจสอบที่เชื่อถือได้ เพื่อตรวจสอบและรับรองความเหมาะสมของการโยกย้ายเพื่อให้สังคมเห็นว่ารัฐไม่ได้ใช้การโยกย้ายเป็นเครื่องมือ
กล่าวโดยสรุปการเลือกตั้งที่โปร่งใสและเป็นธรรม นั่นมิใช่แค่เพียงการจัดเลือกตั้งและนับคะแนน แต่ยังรวมถึงการที่รัฐทำให้ประชาชนเชื่อถือว่ารัฐมีความเป็นกลางและเกมการเลือกตั้งมีความยุติธรรมทั้งกระบวนการ ตั้งแต่ช่วงเวลาก่อน ระหว่างและหลังการเลือกตั้ง เพื่อให้เกิดการแข่งขันที่ผู้แพ้ยอมรับได้และผู้ชนะสามารถจัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศได้อย่างสง่างามและมีความชอบธรรม





