สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่การขาดความรู้ แต่คือการคิดผิดตั้งแต่ต้น สูตรของความสำเร็จสามารถสรุปได้ว่า ผลงานที่ออกมาจะเท่ากับความสามารถ + ความพยายาม x วิธีคิด
ความหมายที่แท้จริงของความสำเร็จ ไม่ได้อยู่ที่การมีทรัพย์สินเงินทองมากมาย เพียงอย่างเดียว แม้หลายคนอยากเป็นเจ้าของกิจการ อยากประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ นักธุรกิจ หรือวิชาชีพใดก็ตาม
หากมองลึกลงไป ความสำเร็จที่ทุกคนอยากได้กลับไม่ใช่เรื่องของรายได้หรือผลกำไร หากแต่เป็นความสามารถในการบริหารจัดการ ความสามารถในการสร้างสรรค์ และที่สำคัญที่สุดคือการเป็นคนที่ รู้จักความต้องการของลูกค้า (Customer Centric) ที่สามารถสร้างผลตอบแทนให้ในอนาคตได้ดีกว่า
ธุรกิจที่เก่งแต่ไม่เข้าใจลูกค้า อาจสร้างของดีได้ แต่ไม่สามารถสร้างคุณค่าได้อย่างยั่งยืน ในทางกลับกัน คนที่เข้าใจความต้องการของผู้คน สามารถปรับตัวและออกแบบสินค้า บริการ หรือแม้แต่นโยบายให้สอดคล้องกับความต้องการนั้น ย่อมมีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่า เพราะเขาไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่ทำเพื่อแก้ปัญหาให้คนส่วนใหญ่
นอกจากนี้ ความสำเร็จยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการ ขับเคลื่อนทีมงานให้เดินหน้าไปพร้อมกัน คนเพียงคนเดียว ต่อให้เก่งเพียงใด ก็ไม่สามารถทำทุกอย่างให้สำเร็จได้ หากผู้นำสามารถทำให้คนทั้งองค์กร หรือแม้แต่คนส่วนใหญ่ของประเทศ มีความเข้าใจและขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน ประเทศนั้นย่อมเจริญ องค์กรนั้นย่อมเติบโตอย่างมั่นคง
ที่สำคัญความสำเร็จที่ยั่งยืนไม่ใช่เรื่องของโชคชะตา ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน หรือเกิดขึ้นเพียงปีเดียวแล้วหายไป แต่ต้องอาศัย ความสม่ำเสมอ (Consistency) การทำสิ่งที่ถูกต้องซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกลายเป็นมาตรฐานของตัวเอง สิ่งที่ต้องระวังคือ อย่าคิดว่าฐานะทางสังคม เช่นการเรียนจบจากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง หรือการเกิดในประเทศที่ก้าวหน้า จะเป็นเครื่องการันตีความสำเร็จ เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่หลักประกันใด ๆ ในอนาคต
หัวใจสำคัญคือ เราต้องสร้างตัวเองให้เป็นคนที่พึ่งพาได้ และเป็นคนที่คนอื่นเชื่อถือได้ เมื่อใดก็ตามที่คนเชื่อว่าเราคือคำตอบของปัญหา เมื่อนั้นเราจะกลายเป็นเจ้าของตัวเองอย่างแท้จริง แนวคิดนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในโลกธุรกิจ แต่ใช้ได้กับทุกอาชีพ ทุกบทบาทในชีวิต
จากประสบการณ์ทำธุรกิจกว่า 40 ปี สูตรของความสำเร็จสามารถสรุปได้ว่า ผลงานที่ออกมาจะเท่ากับความสามารถ + ความพยายาม x วิธีคิด โดยความสามารถและความพยายามเป็นพื้นฐาน หากมีความสามารถแต่ไม่พยายาม ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
หากพยายามแต่ไม่มีความสามารถเลย ผลลัพธ์ก็อาจไม่เป็นไปตามเป้าหมาย แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ วิธีคิด (Mindset) เพราะวิธีคิดคือ “ตัวคูณ” หากวิธีคิดถูกต้อง มันจะคูณผลลัพธ์จาก 10 ให้กลายเป็น 11, 12 หรือมากกว่านั้น
คนที่ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง คือคนที่ทำได้ “เหนือความคาดหมาย” (Beyond Expectation) ไม่ใช่ทำเพียงตามหน้าที่เพื่อรับเงินเดือนในแต่ละเดือน แต่ทำด้วยความตั้งใจที่จะสร้างคุณค่าเพิ่ม ทำในสิ่งที่เกินกว่าที่คนอื่นคาดหวังไว้
คนจำนวนมากไม่ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย เพราะคิดว่าตนเองมีความสามารถหรือความรู้ไม่พอ จึงพยายามไปเรียนรู้เพิ่มเติมในศาสตร์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการบริหาร การตลาด การเงิน หรือแม้แต่ AI ในปัจจุบัน การเรียนรู้และความทุ่มเทเป็นสิ่งที่ดีและจำเป็น แต่ต้องเข้าใจว่า นั่นเป็นเพียง ปัจจัยที่ทำให้เรามีความพร้อมที่จะสำเร็จ แต่ยังไม่ใช่ตัวความสำเร็จเอง
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่การขาดความรู้ แต่คือการคิดผิดตั้งแต่ต้น ต่อให้เรามีความพร้อมทุกอย่าง แต่หากเลือกเดินในแนวทางที่ผิด อยู่ในอุตสาหกรรมที่ไม่ใช่จุดแข็ง หรือทำในสิ่งที่ไม่ใช่ความเชี่ยวชาญ โอกาสสำเร็จก็จะลดลงอย่างมาก
ประเทศไทยเก่งเรื่องการเกษตรและการท่องเที่ยว นี่คือข้อเท็จจริงที่โลกยอมรับ หากเราไปเน้นแข่งขันในด้านที่เราไม่ถนัด โอกาสชนะในเวทีโลกก็ย่อมน้อยลง เช่นเดียวกับจีนที่เก่งด้านการผลิต หรืออเมริกาที่เก่งด้านการเงิน การทหาร และเทคโนโลยี จึงเห็นได้ว่าทุกประเทศล้วนมีจุดแข็งของตนเอง
หากเริ่มต้นด้วยวิธีคิดที่ผิด ต่อให้ขยันแค่ไหน สุดท้ายก็จะบั่นทอนตัวเอง และอาจกลายเป็นทรัพย์สินที่ติดลบ การทำผิดตั้งแต่จุดเริ่มต้น อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความล้มเหลวโดยไม่รู้ตัว
...มีข้อคิดอื่นๆให้ติดตามต่อในสัปดาห์หน้าครับ..





