วันพุธ ที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

ที่มาของคอร์รัปชันที่หยุดไม่อยู่ของไทย

ที่มาของคอร์รัปชันที่หยุดไม่อยู่ของไทย

หลังเลือกตั้งใหญ่ของประเทศในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา บรรดาพรรคการเมืองต่างๆ ได้เน้นนโยบายไม่เอาคอร์รัปชัน และสมาชิกสภาผู้แทนสีเทากันมาก

สถาบันต่างๆและคนไทยบางส่วนก็ได้รณรงค์ไม่เอาคอร์รัปชันกันมาก ซึ่งพอจะสรุปได้ว่าคนไทยทั้งประเทศที่สนใจการเมืองสามารถสัมผัสกับบรรยากาศและกระแสไม่เอาคอร์รัปชันและนักการเมืองสีเทากันอย่างชัดแจ้ง 

เค้าการทุจริตคอร์รัปชันที่เห็นหลังการเลือกตั้งผ่านไปแค่ 2 วัน 

ในความเป็นจริง ผ่านการเลือกตั้งไปสดๆร้อนๆคนไทยทั้งประเทศก็ได้รู้ได้ฟังข่าวใหญ่เกี่ยวกับที่มาของการทุจริตคอร์รัปชัน ทั้งในเรื่องการจ่ายเงินซื้อเสียงที่ไม่น้อยกว่าอดีต 20 – 30 ปีที่ผ่านมา

ครั้งนี้มีข่าวหนาหูว่าใช้เทคนิคใหม่เพิ่มขึ้น เช่น ใช้เจ้าพนักงานของรัฐเป็นตัวช่วยในการซื้อเสียงด้วย มีการตุกติกในการนับคะแนนของเจ้าหน้าที่ กกต. ที่มีหลักฐานส่อเค้าว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นในหลายสิบเขตทั่วทั้งประเทศ เป็นต้น

และยังมีข้อมูลจากบางเขตแสดงว่าอาจมีพรรคการเมืองบางพรรคหรือนักการเมืองผู้ช่ำชองบางคนได้เข้าไปให้สินบาทคาดสินบนพนักงานในองค์กรของรัฐตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้ง

ย้อนไปประมาณร่วมปี เราคงจำได้เรื่องอาคารใหญ่ที่กำลังก่อสร้างของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินที่ถล่มลงมาทั้งหลัง เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ซึ่งถึงวันนี้จะครบปีอยู่แล้ว ยังไม่มีผลการสอบสวนจากภาครัฐออกมาให้เห็นเลย

แต่ผู้คนต่างก็เข้าใจว่ามันเป็นเรื่องของการคอร์รัปชันต่อเนื่องค่อนข้างยาวนานของคนระดับกรรมการและข้าราชการระดับสูงขององค์กรอิสระสูงสุดที่ดูแลตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณของประเทศ 

ย้อนไปประมาณ 3 เดือน ก็มีข่าวดังไปทั่วประเทศเกี่ยวกับอดีตนายตำรวจระดับสูงไปเสนอทองคำแท่งมูลค่าสูงถึงกว่า 10 ล้านบาท เป็นสินบนให้กับกรรมการของสำนักงาน ป.ป.ช. ที่มีประวัติเคยเป็นถึงตุลาการระดับหัวหน้าคณะผู้พิพากษาศาลฎีกาท่านหนึ่ง

แม้ว่าตอนนี้คดียังไม่ได้สรุปว่าท่านที่ถูกกล่าวถึงมีความผิดจริง แต่ประชาชนและสื่อส่วนใหญ่ก็ได้รับฟังข่าวที่สุดสังเวชไปหมดแล้ว เกี่ยวกับเรื่องคอร์รัปชันในประเทศนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำนักงาน ป.ป.ช. ที่เป็นหน่วยงานหลักในการป้องกันและปราบปรามคอร์รัปชัน

จากเรื่องคอร์รัปชันที่กล่าวมาข้างต้นชี้ให้เห็นชัดว่าสำหรับประเทศไทย คอร์รัปชันเกิดได้ทุกเวลาทุกเรื่อง และกับคนไทยทุกระดับ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ทุกสาขาอาชีพ

วงจรอุบาทว์ของการคอร์รัปชันที่ฝังลึกในความเป็นไทย

ผู้รู้หลายสาขาอาชีพต่างก็พูดกันมากขึ้นๆว่าไทยเรามีวงจรอุบาทว์ในการทุจริตคอร์รัปชันมานานแล้ว แต่มีผู้ที่พูดอย่างนี้หลายท่านยังไม่เข้าใจชัดว่ามันเป็นวงจรได้อย่างไร

วันนี้ผมขอวิเคราะห์ให้เห็นว่าต้นตอหรือที่มาของคอร์รัปชันของประเทศเรานั้น มันเกิดจากการประพฤติผิดประพฤติชั่วของข้าราชการและพนักงานของรัฐ ซึ่งส่วนใหญ่ได้ถูกกำหนดให้เป็นผู้มีหน้าที่และมีอำนาจในการดูแลความเป็นอยู่ของประชาชนในชาติ

พวกเขาจึงเป็นกลุ่มชนที่มีทั้งคนเกลียด คนชัง คนรัก และคนกลัว พวกเขาเป็นกลุ่มชนกลุ่มใหญ่ของประเทศที่มีอำนาจมากแต่เงินเดือนน้อย

เมื่อข้าราชการและพนักงานของรัฐเกิดประพฤติชั่วจะโดยความตั้งใจ จะโดยการละเว้นการกระทำ หรือจะโดนการชักจูง หรือโดยการถูกสั่งให้กระทำก็ตาม เมื่อเขามีความผิดจะชัดแจ้งหรือไม่ก็ตาม

ธรรมเนียมปฏิบัติก็คือต้องทำการดิ้นรนและต่อสู้ให้พ้นผิด หรือไปขอร้องและพึ่งพาให้ผู้มีอำนาจช่วยเหลือ โดยอาศัยการขอร้องโดยตรงหรือทางอ้อม

ซึ่งผู้มีอำนาจขั้นต้นที่เป็นผู้รับแจ้งความก็คือตำรวจ ซึ่งเป็นข้าราชการกลุ่มใหญ่ที่มีเรื่องคอร์รัปชันมากที่สุด สูงขึ้นไปก็เป็นอัยการ ซึ่งจะเป็นผู้ที่ต้องพิจารณาว่าผิดหรือไม่ผิดและควรถูกสั่งฟ้องต่อศาลหรือไม่ และขั้นสุดท้ายก็เป็นศาลซึ่งเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในการชี้เป็นชี้ตาย

ดังนั้น เมื่อเกิดเรื่องแบบนี้ การเรียกหรือการให้สินบนก็จะไล่จากต่ำไปถึงสูงมากตามลำดับ

วงจรอุบาทว์ในการคอร์รัปชันที่ดกดื่นนี้ถือว่าเป็นเรื่องของฝ่ายบริหารในระบอบการปกครองของประเทศ ซึ่งในวาระสุดท้ายก็จะต้องถูกส่งไปดำเนินคดีกับฝ่ายตุลาการ 

ส่วนวงจรอุบาทว์อีกประเภทหนึ่งคืออำนาจนิติบัญญัติ ซึ่งอำนาจในการออกกฎหมายนี้เป็นอำนาจที่สำคัญยิ่งของระบอบประชาธิปไตย โดยจะเริ่มจากการเลือกตั้งผู้แทนราษฎรของประชาชนทั้งประเทศ ซึ่งอำนาจนี้จะมีบทบาทใหญ่โตมาก

เพราะผู้แทนราษฎรที่ถูกเลือกจะต้องเป็นผู้ไปเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีไปบริหารประเทศ ดังนั้น ในการดำเนินการให้ได้มาของนักการเมืองไทยจึงต้องอาศัยวิธีการทางคอร์รัปชันนานัปประการ ซึ่งอย่างที่เห็นๆกันอยู่ว่าเรื่องนี้ทำให้เกิดวงจรอุบาทว์ขึ้นมาอีกชุด

สำหรับประเทศไทย เมื่อนำ 3 อำนาจมาใช้ร่วมกัน ก็ก่อให้เกิดอำนาจวงจรอุบาทว์ที่ฝังรากลึกมากยิ่งกว่าต้นไทรร้อยปี จนยากมากที่ใครจะเข้าไปแก้ไขให้ลดน้อยลงได้

ในปัจจุบันเป็นที่รู้ดีว่ามีการสร้างแพลตฟอร์มในกระบวนการคอร์รัปชันในกรมใหญ่ๆในแต่ละกระทรวงเพื่อการกระทำเกี่ยวกับขบวนการเรียกรับและจ่ายเงินหรือทรัพย์สินมีค่าต่างๆ เพื่อการคอร์รัปชันต่อเนื่องจนเป็นเรื่องปกติ

ดัชนีคอร์รัปชันของไทยในปี 2568 ได้แค่ 33 คะแนน ติดอันดับแย่ ที่ 116 ใน 182 ประเทศ

ผมได้รับข้อมูลการจัดทำดัชนีการรับรู้คอร์รัปชัน (Corruption Perceptions Index) หรือ CPI ของแต่ละประเทศประจำปีที่กล่าวถึงหลังวันเลือกตั้งสองวัน จากการส่งข่าวมาให้ผมโดยอาจารย์มานะ นิมิตรมงคล ท่านประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT

ผู้ที่สนใจและติดตามเรื่อง CPI นี้ถึงกับออกอาการสลดหดเหี่ยว และสมเพชกับความเป็นคนไทยยุคนี้เสียจริง เพราะอันดับนี้ของไทยต่ำกว่ากลุ่มประเทศเพื่อนบ้านแทบทั้งหมด แม้กระทั่งสาธารณรัฐประชาชนลาว ที่ไทยเรามีคะแนนเหนือกว่าคือ เมียนมาและกัมพูชาเท่านั้น

นี่หรือประเทศไทยที่เกือบจะเป็นเสือตัวที่ห้าสมัยที่ป๋าเปรมเป็นนายก แต่ต้องตกชั้นมาเป็นคนป่วยหนักของเอเชียในสมัยนี้

ดัชนีการรับรู้คอร์รัปชันที่จัดทำและเผยแพร่โดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International หรือ TI) นี้ ไทยเคยกระเตื้องขึ้นจนยืดอกได้ในปี 2558 คืออยู่ที่อันดับ 76 ใน 176 ประเทศ

เพราะปีก่อนหน้านั้นเป็นปีที่ คสช. โดยการนำของท่านพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เพิ่งยึดอำนาจการบริหารประเทศ และรัฐบาลได้มีการประกาศนโยบายการต่อต้านและปราบปรามการคอร์รัปชันอย่างจริงจังและชัดเจน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าราชการและตำรวจที่เป็นตัวคอร์รัปชันขาประจำได้เกิดความกลัวทหารกันมาก จึงได้ลดพฤติกรรมโกงชาติที่ติดเป็นสันดานลงในช่วงต้น ทำให้อันดับ CPI ในปี 2558 ลดลงต่ำมาก

แต่ผ่านไป 3 ปี ความขลังในการปราบคอร์รัปชันแต่ปากของ คสช. ก็ไม่ปรากฏให้เห็น ตรงกันข้ามธรรมาภิบาลภาครัฐก็ลดลงเร็วมาก ตัว CPI จึงเพิ่มสูงขึ้นเร็ว ปี 2559 ได้ตกมาอยู่อันดับ 101 จนเป็นอันดับที่ 116 ในปีที่ผ่านมา จนเข้าไปใกล้กัมพูชาและเมียนมาที่กำลังจะเป็นรัฐที่ล้มเหลวอยู่ในขณะนี้

หนทางแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันของไทยที่ริบหรี่มาก

เรื่องแก้ไขคอร์รัปชันนี้ได้มีการพูดกันมากมาทุกยุคทุกสมัย การเลือกตั้งเที่ยวนี้พรรคการเมืองหลายพรรคกำหนดนโยบายไม่เอาคอร์รัปชันกันค่อนข้างชัดเจนเหมือนว่าจะแก้ไขกันได้ง่ายๆ มีการเน้นว่าไทยเราต้องแก้กฎหมายที่โบราณทั้งระบบ แก้การบริหารประเทศด้วย AI

พูดกันไปโดยหารู้ไม่ว่าในทางปฏิบัติทำอีก 10 ปี ก็ไม่ดีขึ้น เพราะเรามีกฎหมายหลักที่ปักขี้เลน มีทรัพยากรบุคคลที่อ่อนแอ มีธรรมาภิบาลที่เจือจาง การทำงานหรือโครงการมีแต่ช้าและยึดถือการโกงเป็นสรณะ

แม้เรื่องจะคิดทำอะไรก็ช้าไปหมด แล้วจะแก้คอร์รัปชันกันได้อย่างไร ทุกครั้งที่มีเลือกตั้งก็พูดกันแต่เรื่องนี้ พอตั้งรัฐบาลได้ก็เงียบ คอร์รัปชันของไทยจึงแทบไม่มีทางที่จะลดน้อยลงได้

มาดูการจัดการเลือกตั้งของไทยกับญี่ปุ่น ที่จัดพร้อมกันเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ นี้

ประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่นสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 หรือประมาณ 120 กว่าปีมาแล้ว ต่างก็เป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมที่ดี ประชาชนขยันขันแข็งและรักสามัคคีกันดี เศรษฐกิจของประเทศก็ดีพอควร

ซึ่งสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราช (รัชกาลที่ 5) ได้ไปกู้เงินด้วยการออกพันธมิตรระยะยาวในตลาดลอนดอนของอังกฤษ แล้วนำเงินมาลงทุนสร้างระบบรถไฟของประเทศขึ้นมา ในเวลาไล่เลี่ยกันทางประเทศญี่ปุ่นในสมัยราชวงศ์เมจิก็ได้ไปกู้เงินจากตลาดลอนดอนไปใช้พัฒนาประเทศเช่นกัน

ในวันนี้ผมอยากนำเรื่องการจัดการเลือกตั้งทั่วไปของไทยและญี่ปุ่นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่เพิ่งจัดมาเทียบกัน ทำให้เห็นได้ชัดว่าความเร็วต่างกันเหมือนฟ้ากับดิน

ไทยได้ประกาศเลือกตั้งวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ใช้เวลา 2 เดือน จึงเลือกตั้งได้ แต่ของญี่ปุ่นประกาศเลือกตั้งแค่ 3 สัปดาห์ ก็เลือกตั้งได้แล้ว 

จากภาพที่เผยแพร่ของไทยให้หย่อนบัตรลงกล่องกระดาษ มีฝาปิดที่ผูกด้วยเชือกพลาสติกลังละ 6-8 เส้น ซึ่งสามารถเปิดออกได้ง่ายภายในหนึ่งนาที แต่กล่องรับบัตรเลือกตั้งของญี่ปุ่นทำเป็นอะลูมิเนียม มีฝาปิดหนาแน่น สมกับเป็นหีบใส่บัตรเลือกตั้งที่เป็นฉันทานุมัติการใช้อำนาจของประชาชนอย่างแท้จริง

ผมได้รับทราบจากเพื่อนสนิทชาวญี่ปุ่นว่าไม่เกินสัปดาห์ กกต. ของเขาก็จะประกาศผลคะแนนที่ชัดเจนออกมา และในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ นี้ ก็จะมีการประชุมทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาเพื่อพิจารณาเลือกนายกรัฐมนตรี เสร็จแล้วภายในไม่เกิน 2 วัน

นายกรัฐมนตรีก็จะเสนอผู้สมควรดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่อสมเด็จพระจักรพรรดิ แล้วก็จะแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเหมือนของไทย คาดว่าภายในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนนี้ รัฐบาลชุดใหม่ของญี่ปุ่นก็จะลงมือบริหารประเทศได้

แต่ประเทศไทยเราสิ้นเดือนกุมภาพันธ์นี้ กกต. ไทย ผู้กำลังเดินไต่เชือกอยู่จะยังไม่สามารถรับรองผลการเลือกตั้งได้ในเร็ววัน

ช้าหน่อยคงให้อภัยกันได้ แต่อยากขอให้ทุกฝ่ายช่วยกันประคับประคองการฟอร์มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่เปราะบางครั้งนี้ให้ไปรอดนะครับ มิฉะนั้น รถตกหล่มที่กำลังจะวิ่งได้คราวนี้เครื่องจะพังเละจนวิ่งไม่ได้นะครับ