วันที่ 26 มกราคมของทุกปีคือ “วันสาธารณรัฐ” ของอินเดีย วันที่รัฐธรรมนูญอินเดียมีผลบังคับใช้เมื่อปี 2493 วันดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงพิธีกรรมเชิงสัญลักษณ์
แต่สะท้อนแนวคิดสำคัญของประเทศที่มีต่อความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ศาสนา ภาษา และชนชั้น
นั่นคือการยอมรับว่ารัฐธรรมนูญไม่ใช่เอกสารศักดิ์สิทธิ์ที่แตะต้องไม่ได้ หากแต่เป็นกติกาทางการเมืองที่ต้องยึดโยงกับประชาชน และต้องสามารถปรับเปลี่ยนไปตามสังคมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
รัฐธรรมนูญอินเดียได้รับการยอมรับว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ยาวที่สุดในโลก มีมาตราจำนวนมากและภาคผนวกหลากหลาย แต่ความยาวนั้นไม่ได้เกิดจากความซับซ้อนเชิงเทคนิคเพียงอย่างเดียว
หากเกิดจากความพยายามบรรจุความหลากหลายของผู้คนในสังคมอินเดียเข้าไว้ในกติกากลาง ไม่ว่าจะเป็น ระบบสหพันธรัฐ สิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน การคุ้มครองชนกลุ่มน้อย ไปจนถึงบทเฉพาะกาลที่เปิดพื้นที่ให้รัฐและสังคมทดลอง ปรับ และเพิ่มเติมกลไกใหม่ ๆ ได้ในอนาคต
หัวใจสำคัญของรัฐธรรมนูญอินเดียอยู่ที่การแก้ไขได้ โดยอาศัยอำนาจของรัฐสภาเป็นหลัก การแก้ไขรัฐธรรมนูญอินเดียไม่ต้องผ่านกลไกที่ซับซ้อนหรือเงื่อนไขพิเศษที่เกินเอื้อม จนทำให้มันแยกขาดออกจากสังคม
แต่เป็นรัฐธรรมนูญที่สามารถแก้ไขได้ผ่านเสียงข้างมากของผู้แทนประชาชนในสภา ยกเว้นเพียงบางประเด็นละเอียดอ่อนทั้งในทางเศรษฐกิจและความมั่นคงที่ต้องใช้เสียงจากทั้งสภาล่างและสภาสูง รวมไปถึงเสียงของสภาระดับรัฐ
แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า สภาผู้แทนราษฎรคือพื้นที่แทนเจตจำนงของประชาชน และการเปลี่ยนแปลงกติกาควรถูกถกเถียงในพื้นที่ทางการเมือง ไม่ใช่ถูกตรึงไว้ด้วยกลไกเหนือการเมือง
ผลลัพธ์คือรัฐธรรมนูญอินเดียถูกแก้ไขมาแล้วกว่าร้อยครั้ง เพิ่มเนื้อหาใหม่ ปรับโครงสร้างเดิม และตอบสนองต่อโจทย์ทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองในแต่ละยุคสมัย
แม้หลายครั้งจะมีข้อถกเถียงหรือความขัดแย้ง แต่กระบวนการแก้ไขเหล่านี้ทำให้รัฐธรรมนูญอินเดียยังคงมีชีวิต และไม่กลายเป็นเอกสารที่ล้าสมัยหรือแยกขาดจากสังคม
ทั้งนี้ หลักคิดพื้นฐานของรัฐธรรมนูญอินเดียวางอยู่บนแกนหลักสำคัญคือรัฐธรรมนูญไม่จำเป็นต้องทำให้ทุกคนพอใจ แต่ต้องทำให้ทุกฝ่ายรู้สึกว่าตนมีส่วนร่วมและมีพื้นที่อยู่ในกติกากลางนี้
ที่สำคัญไม่แพ้กันคือ กระบวนการยกร่างและแก้ไขรัฐธรรมนูญอินเดียเปิดโอกาสให้มีการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง ทั้งจากนักการเมือง นักกฎหมาย ภาคประชาชน และกลุ่มผลประโยชน์ที่หลากหลาย
การยอมรับความแตกต่างและการประนีประนอมจึงกลายเป็นรากฐานของการกำหนดกติกาสูงสุดของประเทศ
แม้รัฐธรรมนูญอินเดียจะถูกวิจารณ์อยู่เสมอ แต่ก็ยากจะปฏิเสธว่ามันเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยประคับประคองประเทศขนาดใหญ่และหลากหลายให้เดินหน้ามาได้จนถึงทุกวันนี้โดยที่มันไม่เคยถูกฉีกเลยนับจากที่อินเดียเป็นเอกราชจากอังกฤษ
เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย ความแตกต่างที่เห็นชัดคือรัฐธรรมนูญไทยมักถูกออกแบบให้แก้ไขได้ยาก มีเงื่อนไขซับซ้อน และเปิดพื้นที่ให้กลไกนอกการเมืองเข้ามามีบทบาทสูง
กระบวนการแก้ไขจึงกลายเป็นเรื่องไกลตัวประชาชน และทำให้รัฐธรรมนูญถูกมองว่าเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจ มากกว่ากติกากลางของสังคม
เมื่อสังคมเปลี่ยน แต่รัฐธรรมนูญไม่เปลี่ยน ความตึงเครียดทางการเมืองจึงสะสมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
บทเรียนจากอินเดียไม่ได้บอกว่ารัฐธรรมนูญที่ดีต้องยาวหรือถูกแก้ไขบ่อย แต่ชี้ให้เห็นหลักการสำคัญว่า รัฐธรรมนูญต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม และต้องยอมรับว่ากติกาสูงสุดควรปรับเปลี่ยนได้ตามสังคมที่เปลี่ยนไป
หากประเทศไทยต้องการรัฐธรรมนูญที่เป็นของประชาชนอย่างแท้จริง การออกแบบกระบวนการแก้ไขให้ยึดโยงกับรัฐสภา ลดเงื่อนไขที่ไม่จำเป็น และเปิดพื้นที่ให้เสียงของประชาชนมีความหมาย คือก้าวสำคัญที่จะทำให้รัฐธรรมนูญไม่ใช่แค่กฎหมายสูงสุด แต่เป็นสัญญาร่วมทางการเมืองที่สังคมพร้อมจะยอมรับและปกป้องร่วมกัน
*ศุภวิชญ์ แก้วคูนอก นักวิชาการศูนย์ความรู้เพื่อความร่วมมือในการต่อต้านคอร์รัปชันและส่งเสริมธรรมาภิบาลในระดับภูมิภาคคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย





