สิ่งที่น่ากลัวกว่าการที่ AI เก่ง คือการที่เรายังพยายามเก่งในแบบเดียวกับ AI
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่กระโจนเข้ามาพร้อมกันแทบทุกมิติ และศูนย์กลางของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ก็คือ AI ที่กลายเป็นสิ่งที่ไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไป ไม่ว่าจะอยู่ในอุตสาหกรรมใด ระดับใด หรือบทบาทใดในองค์กร
มีคนตั้งคำถามว่า AI จะเป็นเพียงฟองสบู่เหมือนยุค Dot-com ที่อีคอมเมิร์ซเคยเฟื่องฟูหรือไม่ แต่หากมองให้ลึกกว่านั้น จะพบว่าแม้บางเทคโนโลยีอาจหายไป
บางบริษัทอาจล้ม แต่ AI ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานของการทำงานจะไม่หายไปไหน เพราะมันได้ฝังตัวเข้าไปในวิธีคิด วิธีตัดสินใจ และวิธีบริหารโลกยุคใหม่เรียบร้อยแล้ว
ผลกระทบแรกที่ชัดเจนที่สุดของ AI คือโลกของการทำงาน พนักงานจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามกับอนาคตของตัวเอง โดยเฉพาะงานประจำที่ต้องวิเคราะห์ตัวเลข ทำรายงาน ทำซ้ำ ๆ หรืออาศัยความแม่นยำเป็นหลัก เพราะทั้งหมดนี้คือสนามที่ AI ทำได้ดีกว่ามนุษย์อย่างไม่มีข้อโต้แย้ง
หากเรายังวัดคุณค่าของคนด้วยความเร็ว ความแม่นยำ หรือประสิทธิภาพเพียงอย่างเดียว การแข่งขันนี้อาจจบลงตั้งแต่ยังไม่เริ่ม เพราะ AI ไม่เหนื่อย ไม่ลืม และไม่พลาดแบบมนุษย์ สิ่งที่น่ากลัวกว่าการที่ AI เก่ง คือการที่เรายังพยายามเก่งในแบบเดียวกับ AI
องค์กรจำนวนไม่น้อยจึงเริ่มเผชิญกับความย้อนแย้ง คือมีเทคโนโลยีที่ดีขึ้น แต่กลับไม่รู้ว่าจะวางคนไว้ตรงไหน โดยเฉพาะกลุ่มพนักงานระดับกลาง ที่เคยเป็น “ฟันเฟืองหลัก” ของระบบ แต่กำลังถูกตั้งคำถามว่าบทบาทเดิมยังจำเป็นอยู่หรือไม่
หากมองโครงสร้างแรงงานในอนาคต จะเห็นภาพที่ต่างจากเดิมอย่างชัดเจน งานแบบ Blue-collar ซึ่งต้องใช้ทักษะฝีมือ การตัดสินใจเฉพาะหน้า และความเป็นมนุษย์ที่เครื่องจักรเลียนแบบไม่ได้ กลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ไม่ได้ลดลงอย่างที่หลายคนเคยคาด
ในทางกลับกัน งาน White-collar แบบดั้งเดิม ที่เน้นงานเอกสาร งานประสาน งานวิเคราะห์เชิงกล หรือการทำตามกระบวนการซ้ำ ๆ กำลังถูกบีบให้ลดลงอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่เพราะคนไม่เก่ง แต่เพราะรูปแบบงานนั้นถูกออกแบบมาให้เครื่องทำได้ดีกว่า
สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น คือ White-collar ยุคใหม่ ซึ่งไม่ใช่แค่คนทำงานในออฟฟิศ แต่คือผู้นำ ผู้ประสาน ผู้สร้างอิทธิพล และผู้ขับเคลื่อนคน งานกลุ่มนี้ไม่ได้แข่งขันกับ AI ด้วยสมอง แต่แข่งขันด้วยความเข้าใจมนุษย์ที่ลึกซึ้งกว่า
คำถามที่แท้จริงจึงไม่ใช่แค่จะมีงานให้ทำไหม แต่คือคุณค่าแบบไหนที่ AI ทำไม่ได้ และเรากำลังพัฒนาตัวเองไปในทิศทางนั้นหรือไม่ หากคำตอบยังวนอยู่กับความเชี่ยวชาญเชิงเทคนิคหรือประสบการณ์เดิม ๆ นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่า AI อาจเข้ามาแทนที่ได้ในเร็ววัน
เพราะ AI เรียนรู้จากอดีตได้ดีกว่ามนุษย์หลายเท่า แต่สิ่งที่มันทำไม่ได้ คือการเข้าใจบริบทที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เข้าใจความรู้สึกที่ยังไม่ได้พูดออกมา และเข้าใจแรงจูงใจที่ซ่อนอยู่หลังพฤติกรรมของคน
ในมุมของผู้บริหาร การนำ AI เข้ามาใช้ไม่ใช่แค่เรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพ แต่คือการปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ทั้งระบบ งานจำนวนเท่าเดิมอาจไม่ต้องใช้คนเท่าเดิม และคำว่า Productivity จะไม่ได้แปลว่าทำให้เร็วขึ้นเสมอไป แต่หมายถึงการใช้ทรัพยากรมนุษย์ให้เกิดคุณค่าในจุดที่เทคโนโลยีเข้าไม่ถึง
ผู้นำจึงต้องตอบคำถามให้ได้ว่า ภายใต้โครงสร้างที่มี AI เป็นส่วนหนึ่ง คุณค่าและ Contribution ของตนเองอยู่ตรงไหน หากคำตอบคือการตัดสินใจเร็วขึ้นจากข้อมูล นั่นอาจยังไม่พอ เพราะ AI ก็ทำเช่นนั้นได้เช่นกัน
สิ่งที่ผู้นำต้องมีมากกว่าเดิม คือความสามารถในการเชื่อมคนที่หลากหลายให้เดินไปในทิศทางเดียวกัน สร้างความไว้วางใจในช่วงเวลาที่ไม่แน่นอน และตัดสินใจบนพื้นฐานของมนุษย์ ไม่ใช่แค่ข้อมูล
…ยังมีข้อคิดอื่นๆให้ตามต่อในสัปดาห์หน้าครับ..





