background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม 2569

Login
Login

เมื่อวิกฤติคือทางเลือก

เมื่อวิกฤติคือทางเลือก

ผู้ที่อยู่รอดไม่ใช่ผู้ที่แข็งแรงที่สุด แต่คือผู้ที่เข้าใจยุคสมัย คนที่จะอยู่รอดไม่ใช่คนที่ทำงานตามหน้าที่ แต่คือคนที่สร้างคุณค่าเพิ่มได้จริง เป็นคนสำคัญที่องค์กรขาดไม่ได้ ไม่ใช่ฟันเฟืองที่เปลี่ยนเมื่อไรก็ได้

สัปดาห์ที่แล้วน่าจะทำให้ผู้อ่านทุกท่านเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ว่าโลกกำลังเคลื่อนเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อครั้งสำคัญ เศรษฐกิจโลกชะลอตัว อำนาจทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนขั้ว

การแข่งขันไม่ได้อยู่ที่ทรัพยากรหรือกำลังผลิตแบบเดิมอีกต่อไป แต่อยู่ที่นวัตกรรม ความเร็ว และความสามารถในการปรับตัวเชิงโครงสร้าง

สำหรับอาเซียน ภาพความแตกต่างยิ่งชัด ประเทศที่ปรับตัวเร็ว เริ่มเก็บเกี่ยวผลลัพธ์ ขณะที่ประเทศที่ยังติดกับดักโมเดลเดิม เริ่มเห็นสัญญาณชะงักงัน และสำหรับประเทศไทย คำถามสำคัญไม่ใช่ว่าเราจะโตได้แค่ไหนแต่คือเราจะยังอยู่ในเกมนี้หรือไม่หากโลกเดินหน้าต่อไปโดยไม่รอใคร

ภาษาจีนมีคำหนึ่งที่อธิบายสถานการณ์โลกในวันนี้ได้ดีอย่างยิ่ง คำว่า “เหว่ยจี” (危机) ซึ่งหมายถึงวิกฤติ แต่ในตัวอักษรเดียวกันกลับซ่อนสองความหมายที่อยู่ร่วมกันเสมอ คือ “อันตราย” และ “โอกาส” ดังนั้นวิกฤติจึงไม่ใช่เพียงช่วงเวลาที่ต้องเอาตัวรอด แต่เป็นช่วงเวลาที่เปิดโอกาสให้โครงสร้างใหม่ถือกำเนิดขึ้น

ประวัติศาสตร์โลกพิสูจน์เรื่องนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทุกครั้งที่โลกเปลี่ยน ผู้ที่ปรับตัวได้ก่อน มักกลายเป็นผู้กำหนดกติกาใหม่ ในยามวิกฤติเช่นนี้ กลยุทธ์ที่อันตรายที่สุด ไม่ใช่การเสี่ยง แต่คือการรอให้พายุผ่านไป รอให้เศรษฐกิจฟื้น รอให้โลกกลับมาเหมือนเดิม ทั้งที่ในความเป็นจริง โลกไม่เคยกลับไปจุดเดิมอีกเลย สิ่งที่จำเป็นคือการเปลี่ยนทิศทางเรือ ขณะที่พายุยังโหมกระหน่ำ

องค์ประกอบแรกของ “เหว่ยจี” คือการเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจให้สอดคล้องกับบริบทโลกใหม่ ไม่ใช่เพียงการลดค่าใช้จ่าย เพิ่มประสิทธิภาพ หรือทำให้รอดในระยะสั้น แต่คือการตั้งคำถามกับธุรกิจเดิมอย่างจริงจังว่า ตัวเราเองและธุรกิจของเรายังตอบโจทย์โลกอีก 5 หรือ 10 ปีข้างหน้าได้หรือไม่

ประการที่สองสำคัญไม่แพ้กันคือ การพัฒนานวัตกรรมของคนไทยเอง ในโลกที่ภูมิรัฐศาสตร์ตึงเครียด เทคโนโลยีไม่ใช่เพียงเครื่องมือทางเศรษฐกิจ แต่กลายเป็นเครื่องมือทางอำนาจและความมั่นคง

และประการที่สามคือ การเลือกพันธมิตร ในโลกที่การแข่งขันซับซ้อนและใช้เงินลงทุนสูง ไม่มีใครสามารถเดินลำพังได้อีกต่อไป แต่พันธมิตรที่แข็งแกร่งจะช่วยให้เราเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง

ท่ามกลางโลกที่ผันผวน ปรัชญาหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กลยุทธ์องค์กร คือ แนวคิดเรื่อง “จั๋วเย่”  (卓越) หรือความเป็นเลิศ ความเป็นเลิศในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงการเป็นคนดังหรือคนเก่งที่สุด แต่หมายถึงการทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด จนเป็นที่ต้องการขององค์กรและสังคม

ในโลกที่เทคโนโลยีเข้ามาแทนที่งานจำนวนมาก คนที่จะอยู่รอดไม่ใช่คนที่ทำงานตามหน้าที่ แต่คือคนที่สร้างคุณค่าเพิ่มได้จริง เป็นคนสำคัญที่องค์กรขาดไม่ได้ ไม่ใช่ฟันเฟืองที่เปลี่ยนเมื่อไรก็ได้ ซึ่งแนวคิดนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ระดับบุคคล แต่สะท้อนถึงโครงสร้างสังคมโดยรวม เพราะหากคนส่วนใหญ่ในประเทศทำหน้าที่ของตนอย่างเป็นเลิศ ระบบทั้งระบบย่อมแข็งแรงขึ้นตามลำดับ

องค์กรธุรกิจและประเทศชาติ ก็ไม่ต่างจาก “นาฬิกาจักรกล” ที่ประกอบด้วยฟันเฟืองและอะไหล่นับพันชิ้น ทุกชิ้นต้องทำงานประสานกันอย่างเที่ยงตรง แม้นาฬิกาจักรกลจะไม่ใช่ระบบดิจิทัล แต่นาฬิกาชั้นดีจากสวิสกลับมีมูลค่าสูงและเป็นที่ต้องการ เพราะความละเอียด ความแม่นยำ และความเชื่อถือได้

บุคลากรทุกคนในองค์กรก็เช่นเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องเป็นชิ้นส่วนที่ใหญ่ที่สุด แต่ต้องทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด เมื่อฟันเฟืองทุกชิ้นหมุนไปในจังหวะเดียวกัน องค์กรย่อมเดินหน้าได้อย่างมั่นคง และเมื่อองค์กรแข็งแรง ประเทศก็ย่อมแข็งแรงตามไปด้วย

บทเรียนจากประวัติศาสตร์จึงชัดเจนเสมอ ผู้ที่อยู่รอดไม่ใช่ผู้ที่แข็งแรงที่สุด แต่คือผู้ที่เข้าใจยุคสมัย และปรับตัวให้สอดคล้องกับมัน

ในโลกที่เต็มไปด้วย “เหว่ยจี” วันนี้ การไม่ปรับตัวอาจไม่ใช่แค่การเสียโอกาส แต่คือการยอมรับชะตากรรมล่วงหน้าทั้ง ๆ ที่เรายังมีทางเลือกอยู่ในมือ