เมื่อโลกทั้งใบกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่การแข่งขันอยู่บนเทคโนโลยี ความรู้ และความเร็วในการปรับตัว คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าใครใหญ่กว่าแต่คือใครปรับตัวได้เร็วกว่า
เกริ่นไว้ในสัปดาห์ที่แล้วถึงบทเรียนในประวัติศาสตร์ว่ามันไม่เคยเป็นเพียงเหตุการณ์โดด ๆ แต่เป็นกระบวนการต่อเนื่องที่อำนาจ เศรษฐกิจ และความได้เปรียบ เปลี่ยนมือไปตามยุคสมัย จากทรัพยากรธรรมชาติ สู่อุตสาหกรรม และมาถึงนวัตกรรมในวันนี้
เมื่อโลกทั้งใบกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่การแข่งขันอยู่บนเทคโนโลยี ความรู้ และความเร็วในการปรับตัว คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าใครใหญ่กว่าแต่คือใครปรับตัวได้เร็วกว่าและคำถามนี้สะท้อนชัดเจนมากเมื่อเรามองลงมาที่ภูมิภาคอาเซียน
เริ่มจาก สิงคโปร์ ซึ่งนับเป็นเป็นประเทศพัฒนาแล้วเต็มรูปแบบ การเติบโตอาจอยู่เพียง 1–2% แต่เป็นการเติบโตบนฐานรายได้สูง เทคโนโลยีขั้นสูง และระบบรัฐที่มีประสิทธิภาพสูงมาก การโตช้าไม่ใช่ปัญหา หากคุณภาพแข็งแรง
เวียดนาม กำลังเร่งเครื่องอย่างเต็มที่ เป็นประเทศที่ดึงการลงทุนภาคการผลิตและเทคโนโลยีได้ต่อเนื่อง ขนาดเศรษฐกิจกำลังจะแซงประเทศไทย และที่สำคัญคือมีทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ชัดเจน
ในขณะที่ ฟิลิปปินส์ แม้จะมีข้อจำกัดด้านภูมิประเทศและการบริหารจัดการ แต่ด้วยโครงสร้างประชากรวัยแรงงานขนาดใหญ่ ทำให้คาดว่าจะเติบโตถึง 5.7% ซึ่งถือว่าสูงมากในบริบทเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว
ส่วน อินโดนีเซีย พี่ใหญ่ของอาเซียน ด้วยประชากรกว่า 200 ล้านคน เติบโตประมาณ 5% และมีตลาดภายในประเทศที่แข็งแรงพอจะพยุงเศรษฐกิจในยามโลกผันผวน และมาเลเซียที่ก้าวหน้ากว่าไทยในหลายมิติ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและการเชื่อมต่อกับ Value Chain โลก คาดว่าจะเติบโตที่ระดับ 4%
เมื่อมองมาที่ประเทศไทย เป็นภาพที่น่ากังวลที่สุดในกลุ่ม โดย ไอเอ็มเอฟคาดการณ์การเติบโตเพียง 1.6% ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินไว้เพียง 1.5% ตัวเลขนี้ต่ำมากสำหรับประเทศกำลังพัฒนา และสะท้อนว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่วัฏจักรเศรษฐกิจระยะสั้น แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึก
สถานการณ์ภายในประเทศไทยยิ่งตอกย้ำความเปราะบางเชิงโครงสร้าง หนี้ครัวเรือนไทยพุ่งสูงถึง 86.8% ของ GDP ซึ่งถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับประเทศในระดับเดียวกัน โดยข้อมูลจากเครดิตบูโร (NCB) ระบุว่าหนี้เสียในระบบ (NPL) มีมูลค่าสูงถึง 1.2 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 9% และยังมีหนี้ที่ค้างชำระไม่เกิน 90 วัน (Nearly NPL) อีกกว่า 4 แสนล้านบาท ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าปัญหาไม่ได้จำกัดอยู่แค่กลุ่มเปราะบาง แต่เริ่มลุกลามเป็นวงกว้าง
ที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่าคือกลุ่มซื้อก่อนจ่ายทีหลัง ด้วยเงินผ่อน มีอัตราค้างชำระสูงถึง 30–40% สะท้อนพฤติกรรมการบริโภคที่คนนิยมเอาเงินในอนาคตมาใช้ ขณะที่ภาคเอสเอ็มอีก็มีหนี้เสียรวมกว่า 2 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 10.77% ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการจ้างงานและความสามารถในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจฐานราก
นอกจากปัญหาภายใน ประเทศไทยยังต้องเผชิญแรงกดดันจากภายนอก โดยเฉพาะจากนโยบายของ โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งมีแนวคิดถอนตัวจากองค์กรระหว่างประเทศ และใช้ภาษีศุลกากรเป็นเครื่องมือหลักในการเจรจา นโยบายลักษณะนี้อาจผลักดันเงินเฟ้อในสหรัฐฯ และกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ขณะเดียวกัน โลกกำลังเผชิญการปฏิวัติครั้งใหญ่จาก AI ด้วยการลงทุนระดับล้านล้านดอลลาร์จากยักษ์ใหญ่อย่างไมโครซอฟท์ และ OpenAI ซึ่งเทคโนโลยี AI กำลังเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมมากมายเช่น การเงิน การธนาคาร ประกันภัย การผลิต ฯลฯ อย่างรวดเร็วและลึกกว่าที่หลายประเทศตั้งตัวทัน
แม้สหรัฐฯ จะพยายามกีดกันการส่งออกชิปประมวลผลขั้นสูงไปยังจีน แต่จีนก็เร่งพัฒนาเทคโนโลยีของตนเองขึ้นมาทดแทน เช่น Huawei ที่พัฒนา HarmonyOS และหน่วยประมวลผลทางเลือกอื่น ๆ ซึ่งอาจไม่ใช่ดีที่สุดในโลก แต่มีประสิทธิภาพดีพอ ในราคาที่ถูกกว่า และพร้อมใช้งานในวงกว้าง
นี่สะท้อนให้เห็นว่า การกีดกันทางเทคโนโลยีไม่ได้หยุดการแข่งขัน แต่กลับเร่งให้แต่ละฝ่ายสร้างระบบของตนเองเร็วขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าทุกวิกฤติมีโอกาสอยู่เสมอ เช่นเดียวกับเศรษฐกิจของประเทศไทย ที่แม้วันนี้ดูจะถูกบีบจากทุกทิศทุกทาง แต่เราก็ยังมีทางออกอยู่เสมอ
.... ยังมีเรื่องอื่น ๆ ที่น่าขบคิดติดตามต่อในสัปดาห์หน้าครับ





