วันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569

Login
Login

เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ จากพรรคการเมืองหวังได้แค่ไหน

เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ จากพรรคการเมืองหวังได้แค่ไหน

การเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ.2569 จะเป็นเครื่องชี้วัดครั้งสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทย ซึ่งนโยบายด้านเศรษฐกิจกลายเป็นประเด็นหลักที่มีการใช้หาเสียงในครั้งนี้

ซึ่งสะท้อนถึงความคาดหวังต่อการมีรัฐบาลใหม่จะช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจดีกว่าปัจจุบัน หลังจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประมาณการว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2568 จะขยายตัว 2.0% ในขณะที่เศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัว 1.7% บนความท้าทายจากเครื่องยนต์หลักที่ชะลอตัวทั้งการส่งออกและการท่องเที่ยว

ในขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มองเศรษฐกิจปีนี้จะขยายตัว 1.5% อยู่ระดับต่ำเมื่อเทียบศักยภาพและความจำเป็นของเศรษฐกิจไทยระยะยาว โดยหนึ่งในปัจจัยหลักที่ฉุดรั้งการเติบโตเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญ คือ ภาคการส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าจากสหรัฐชัดเจนขึ้น รวมถึงความล่าช้าจัดทำและเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีจากการจัดการเลือกตั้ง ซึ่งทำให้บทบาทของภาครัฐในการสนับสนุนเศรษฐกิจจะมีค่อนข้างจำกัด

การหาเสียงเลือกตั้งของหลายพรรคการเมืองวางเป้าหมายการเติบโตเศรษฐกิจให้เพิ่มขึ้นในช่วงปี 4 ของรัฐบาลใหม่ ซึ่งจะอยู่ระหว่างปี 2569-2572 โดยพรรคภูมิใจไทย ได้กำหนดเป้าหมายเศรษฐกิจไทยขยายตัวปีละ 3% ในช่วง 4 ปี ส่วนพรรคประชาชน ได้กำหนดไว้ขยายตัวปีละ 3.5% ขณะที่พรรคเพื่อไทย กำหนดไว้ขยายตัวปีละ 5% และพรรคประชาธิปัตย์ ได้กำหนดแบบขั้นบันได ปี 2569 ขยายตัว 2% ปี 2570 ขยายตัว 3-4% ปี 2571 ขยายตัว 5%
    
ช่วงที่ผ่านมาตรการเรียกร้องให้ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจหลังจากที่ไทยเผชิญปัญหาเศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ ซึ่งหากขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจอย่างเต็มที่และเศรษฐกิจไทยเติบโตได้เต็มศักยภาพจะเติบโตได้ถึง 5% โดยเครื่องยนต์ใหม่ที่แต่ละพรรคการเมืองนำเสนอเน้นไปที่การต่อยอดจุดแข็งของไทยเพื่อทำให้เกิด New S-Curve ทั้งเกษตรสมัยใหม่ ยานยนต์ไฟฟ้า หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ รวมถึงการนำปัญหาประดิษฐ์ (เอไอ) มาสร้างฐานเศรษฐกิจใหม่ และการปรับโครงสร้างการลงทุนด้านพลังงาน
    
การคาดหวังต่อเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของแต่ละพรรคการเมืองยกขึ้นมานำเสนอจะทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจไทยเปลี่ยนแปลงหรือไม่เป็นประเด็นสำคัญ เพราะจะมีผลต่ออนาคตประเทศที่กำลังติดกับดักรายได้ปานกลาง ซึ่งประเด็นนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญที่เมื่อจัดตั้งรัฐบาลแล้วจะจริงจังขับเคลื่อนนโยบายกลุ่มนี้มาแค่ไหน หรือไปให้น้ำหนักกับการแก้ปัญหาหรือการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นมากเกินไปจนลืมเรื่องการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ