วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม 2569

Login
Login

มืออาชีพผสมบ้านใหญ่ สมดุลการเมือง 'อนุทิน2'

มืออาชีพผสมบ้านใหญ่ สมดุลการเมือง 'อนุทิน2'

ท่ามกลางปัญหาการจัดการเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่กลายมาเป็นกระแสข่าวคู่ขนานการจัดตั้งรัฐบาลอยู่ในขณะนี้

ทำให้น่าจับตามองทั้งสองด้าน อย่างไม่มีทางหลีกพ้น โดยเฉพาะจากการรวบรวมปัญหาทั้งหมด และการยื่นคำร้องต่อองค์กรที่เกี่ยวข้องของสื่อบางสำนัก นับว่าน่าสนใจอย่างยิ่ง

เริ่มจากคำร้องที่ว่า กกต. กระทำการโดยขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่

พบว่า ขณะนี้มีทั้งบุคคล กลุ่มบุคคล นักวิชาการ ได้ยื่นคำร้องต่อศาลปกครอง ผู้ตรวจการแผ่นดิน กกต. ศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ หลายคำร้องมีปลายทางนำไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อตัดสินว่าการเลือกตั้งขัดรัฐธรรมนูญ นำไปสู่การเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่

โดยเฉพาะล่าสุด สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ทำหนังสือถึง กกต. ขอให้ชี้แจงกรณี พิมพ์บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งอาจทำให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จนรู้ว่าลงคะแนนให้กับผู้ใด พรรคการเมืองใด เข้าข่ายกระทำการขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 96 หรือไม่ โดยกำหนดให้สำนักงาน กกต. ชี้แจงกลับมาภายใน 7 วัน

ทั้งนี้ จากการที่มีผู้ยื่นเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินทั้งหมด 12 คำร้อง มี 3 คำร้องที่ขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 และ พ.ร.ป.การเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 96 อันจะทำให้การลงคะแนนเสียงการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่เป็นความลับ

ทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ประกอบด้วย คำร้องของ ภัทรพงศ์ ศุภักษร ทนายอั๋น บุรีรัมย์ คำร้องของ ทันกวินท์ รัฐวัฒก์อังกูร นักธุรกิจและนักวิชาการอิสระ และคำร้องของตัวแทนประชาชนที่ขอสงวนชื่อ

ต่อมา คำร้องที่ยื่นต่อศาลปกครอง ขอให้ ศาลสั่ง กกต. ระงับการรับรองผลการเลือกตั้ง

ประกอบด้วย ธนู รุ่งโรจน์เรืองฉาย ทนายความ ซึ่งกรณีนี้ศาลปกครองกลางออกหมายเลขคดีดำที่ 304/2569

มืออาชีพผสมบ้านใหญ่ สมดุลการเมือง 'อนุทิน2'

นอกจากนี้ กลุ่ม ส.ว.สำรอง นำโดย อัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล ยื่นฟ้องกกต. สำนักงาน กกต. และเลขาธิการ กกต. ฐานทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นเหตุให้เกิดความเสียหาย โดยให้ศาลสั่งให้บัตรเลือกตั้ง ส.ส. ทั้งแบบบัญชีรายชื่อและแบ่งเขต ในการเลือกตั้งวันที่ 1 กุมภาพันธ์และ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นบัตรเสีย และไม่ให้นับเป็นคะแนน รวมทั้งให้ กกต.เผาหรือทำลายบัตรเลือกตั้งดังกล่าวโดยเปิดเผยต่อสาธารณะ

ส่วนตัวแทน “เครือข่ายนักศึกษา 9 สถาบัน” ประกอบด้วย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ม.ธรรมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ม.ขอนแก่น สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ม.เชียงใหม่ ม.แม่ฟ้าหลวง ม.รามคำแหง และม.ศรีนครินทรวิโรฒ นำโดย ธีรภัทร ศุภพิทักษ์ไพบูลย์ ผู้ประสานงานกลุ่มธรรมศาสตร์และการชุมนุม พร้อมด้วย นรเศรษฐ์ นาหนองตูม ทนายความ

ยื่นฟ้อง กกต. และ เลขาธิการ กกต. ต่อศาลปกครองกลาง โดยขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้การจัดการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย พร้อมให้ กกต.จัดการเลือกตั้งใหม่ และห้ามไม่ให้ระบบรหัสคิวอาร์โค้ด หรือเทคโนโลยีอื่นใดที่มีลักษณะในการระบุหรือเชื่อมโยงถึงตัวตนผู้มีสิทธิเลือกตั้งมาใช้จัดทำบัตรเลือกตั้ง หรือใช้ในกระบวนการลงคะแนนเลือกตั้งในครั้งต่อ ๆ ไป

ด้าน กลุ่ม We Watch และเครือข่ายองค์กรภาคประชาชน เรียกร้องต่อ กกต.เปิดเผยข้อมูลอย่างครบถ้วน ประชาชนตรวจสอบได้ และดำเนินการทันที โดยเปิดเผยผลคะแนนอย่างเป็นทางการ 100% ผ่านระบบ ECT Report โดยเร็วที่สุด

ประการที่สอง ชี้แจงข้อสงสัยอย่างเป็นระบบ โปร่งใส และมีหลักฐานรองรับ อธิบายกรณีคะแนนลดลง หรือข้อมูลไม่ตรงกัน กรณีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด

ประการที่สาม นับคะแนนใหม่เฉพาะหน่วยที่มีข้อสงสัย และเปิดเผยต่อสาธารณะ ใช้อำนาจตามกฎหมายสั่งนับคะแนนใหม่ในหน่วยหรือเขตที่มีข้อสงสัย เพื่อแก้ความคลางแคลงใจตรงจุด

ไม่เพียงเท่านั้น คณาจารย์ นักกฎหมาย นักวิชาการ ผู้ห่วงใยต่อการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรมจำนวน 209 คน ร่วมลงชื่อในแถลงการณ์ เรื่องความรับผิดของ กกต.ในการจัดการเลือกตั้ง โดยเรียกร้องให้ กกต. ชี้แจง 4 ประเด็น ประกอบด้วย

1.ให้ชี้แจงการทำเครื่องหมายบาร์โค้ดไว้ในบัตรลงคะแนนเลือก ส.ส. อาจทำให้สืบค้นกลับไปสู่บุคคลที่ทำการลงคะแนนได้ หากเครื่องหมายดังกล่าวเป็นความจริง ก็ย่อมทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยลับแต่อย่างใด

2.การนับบัตรระหว่างไฟดับ, การขีดคะแนนบนกระดาษที่ซ้อนทับกัน ฯลฯ การประกาศคะแนนแต่ละหน่วยเลือกตั้ง กระทั่งการรวมคะแนนที่แสดงให้เห็นความคลาดเคลื่อนเป็นอย่างมาก

3.การนับคะแนนภาพรวมในระดับชาติที่ดำเนินไปอย่างล่าช้าและคลาดเคลื่อนอย่างสำคัญ

4.การรวบรวมและการจัดเก็บกล่องลงคะแนนที่อาจมิได้กระทำการอย่างถูกต้องและมีเงื่อนงำ

ทั้งหมดงานเข้า กกต.เต็มๆ จนมีคำกล่าวจากนักวิเคราะห์การเมือง ทำนองว่า เป็นประวัติศาสตร์การเลือกตั้งที่มีข้อร้องเรียนมากที่สุดก็ว่าได้ ทั้งยังน่าสนใจว่า กกต.จะแก้ข้อกล่าวหาได้ทั้งหมดหรือไม่

ขณะที่อีกด้านหนึ่ง คือ การเคลื่อนไหว เพื่อรวบรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลของ พรรคภูมิใจไทย ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน 

หลังจากชั่วโมงนี้ ถือว่า ผ่านฉลุย ได้เสียงข้างมากถึง 291 เสียง เกินครึ่งของสภาผู้แทนราษฎร ที่มีทั้งหมด 500 เสียง ทำให้การโหวตลงมติเห็นชอบนายกรัฐมนตรี ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด

ทั้งนี้ พรรคที่จะร่วมจัดตั้งรัฐบาล ประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย 193 เสียง พรรคเพื่อไทย 74 เสียง พรรคประชาชาติ 5 เสียง พรรคพลังประชารัฐ 5 เสียง พรรคเศรษฐกิจ 3 เสียง พรรคเพื่อชาติไทย 2 เสียง พรรคไทยสร้างไทย 2 เสียง พรรคใหม่ 1 เสียง พรรครวมใจไทย 1 เสียง พรรคไทยทรัพย์ทวี 1 เสียง พรรครวมพลังประชาชน 1 เสียง พรรคมิติใหม่ 1 เสียง พรรคประชาธิปไตยใหม่ 1 เสียง และพรรคทางเลือกใหม่ 1 เสียง

นั่นเท่ากับว่า ถ้ารัฐบาลหยุดที่จะรวบรวมเสียง หรือ พอใจกับเสียงที่มีอยู่ของรัฐบาลขณะนี้ จะทำให้พรรคประชาชน พรรคกล้าธรรม พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเล็กที่เหลือ เป็นฝ่ายค้าน

แต่หลายฝ่ายเชื่อว่า การรวบรวมเสียงในการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคภูมิใจไทย จะไม่หยุดอยู่แค่นี้ โดยเฉพาะการดึงพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมอีกพรรคหนึ่ง

แม้ว่า “กล้าธรรม” ซึ่งมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่เคยมีประวัติด่างพร้อย เป็นประธานพรรค จะถูกมองจากบางพรรค อย่าง ประชาชน และประชาธิปัตย์ว่า เป็นพรรคสีเทา จึงตั้งเงื่อนไขที่จะไม่ร่วมรัฐบาลด้วย  

แต่ที่ต้องไม่ลืมก็คือ “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย เคยมีบุญคุณต้องทดแทนมาก่อน กรณีร.อ.ธรรมนัสนำส.ส.จำนวนหนึ่งมาสนับสนุนให้ “อนุทิน” เป็นนายกฯสมัยที่แล้ว

เพียงแต่ในสถานการณ์ที่ประชาชนมีความคาดหวังสูงต่อการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคภูมิใจไทย ว่าจะไม่มีรัฐมนตรีสีเทา ปะปนเข้ามาด้วย การเจรจากับ พรรคกล้าธรรม จึงใช้เวลากว่าพรรคอื่น และมีความเป็นไปได้สูง ที่ ร.อ.ธรรมนัส จะไม่รับตำแหน่ง?

ประการสำคัญอีกอย่าง มีนักร้องที่จ้องร้องเอาผิด “อนุทิน” เหมือน กรณีเศรษฐา ทวีสิน แต่งตั้ง วิชิต ชื่นบาน อยู่แล้ว หากมีการตั้ง ร.อ.ธรรมนัส เป็นรัฐมนตรี นั่นหมายถึงชะตา “อนุทิน” ก็อาจเหมือน “เศรษฐา” เข้าสักวัน คือหลุดจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เรื่องนี้อาจทำให้พรรคภูมิใจไทยต้องระมัดระวังอย่างสูงก็เป็นได้ 

ขณะเดียวกัน ประเด็นว่า มีกล้าธรรม หรือ ไม่มีกล้าธรรม จะมีผลกระทบหรือไม่ อย่างไร ศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์เอาไว้อย่างน่าสนใจ

โดย ศ.ดร.สิริพรรณ ชี้ว่า กรณีมีกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาล อาจทำให้การส่งมอบนโยบายทำได้ยากขึ้น เพราะการบริหารกระทรวงจะถูกซอยแบ่ง จนกลายเป็นการจัดสรรตำแหน่งมากกว่าการบริหารงาน และกระทรวงกลายเป็นการดูแลฐานผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม เช่น กลุ่มเกษตรกรในกรณีพรรคกล้าธรรมได้ดูแลกระทรวงเกษตรฯที่หมายไว้ แต่หากไม่ได้คุมกระทรวงเป้าหมาย เพราะภูมิใจไทยจะดึงกระทรวงเกษตรฯคืน ก็ต้องชดเชยกระทรวงที่พอใจให้กล้าธรรม

ส่วนการไม่มีพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมอยู่ในรัฐบาล จะทำให้รัฐบาลต้องพึ่งพาพรรคเพื่อไทยเป็นหลัก ถ้าเกิดเพื่อไทยถอนตัวรัฐบาลล่มทันที เช่นเดียวกัน ถ้ามีกล้าธรรมโดยไม่มีเพื่อไทย จะทำให้กล้าธรรม ผูกขาดเสถียรภาพของรัฐบาล รัฐบาลผสมของ 3 พรรคใหญ่ ถึงแม้ตัวเลขจะเกินความจำเป็นไปมาก แต่จะเป็นไปเพื่อลดอำนาจต่อรองของแต่ละพรรค เมื่อมีมากกว่าหนึ่งพรรคที่จำเป็นไม่มีใครสามารถขู่ถอนตัวได้ง่าย

ศ.ดร.สิริพรรณ สรุปให้เห็นว่า การมีทั้งเพื่อไทยและกล้าธรรมในรัฐบาลไม่ได้หมายถึงความใกล้ชิดเชิงอุดมการณ์ แต่คือการจัดวางสมดุลอำนาจภายในรัฐบาล ซึ่งเข้าลักษณะ Oversized Coalition คือมีเสียงเกินกว่าที่จำเป็นเพื่อกันความเสี่ยงการถอนตัว เพิ่มเสถียรภาพเชิงกลยุทธ์ โดยเฉพาะในช่วงโหวตกฎหมายสำคัญ หรืองบประมาณ รัฐบาลไม่ต้องต่อรองหนักทุกครั้งที่มีร่างกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะมีกล้าธรรมหรือไม่ แต่ที่ขาดไม่ได้ น่าจะเป็นไปตามที่ “อนุทิน” ประกาศเอาไว้ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง คือ “โมเดลรัฐมนตรีคนนอก” ระดับมืออาชีพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจ อย่าง สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ที่จะนั่งรองนายกรัฐมนตรี ควบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นบนเวทีโลก

ขณะเรื่องเศรษฐกิจจะได้ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ มานั่งรองนายกฯ ควบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และที่เซอร์ไพรส์ไปกว่านั้น หากเป็นไปตามที่ “อนุทิน” กล่าวว่า การเจรจากับต่างประเทศ หากมีตำแหน่งรองนายกฯด้วย ก็จะทำให้น่าเชื่อถือมากขึ้น โดยหันไปทาง ศุภจี สุธรรมพันธุ์ นักบริหารหญิงแกร่ง ว่าจะนั่งรองนายกฯ ควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ด้วย

แล้วถ้าไม่มีอะไรผิดคาด ตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงหลักนอกจากนั้น จะตกเป็นของรัฐมนตรีจาก “บ้านใหญ่” และตัวแทนจากพรรคการเมืองที่เข้าร่วมรัฐบาลนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ที่ไม่อาจมองข้ามก็คือ ความพยายามที่จะเอาผิด กกต. และเรียกร้องให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ จะกระทบการรับรองผลเลือกตั้งส.ส.ของ กกต.หรือไม่ ถ้ากระทบ หรือถึงขั้นรับรองผลการเลือกตั้งไม่ได้ การจัดตั้งรัฐบาล “อนุทิน 2” ก็จะมีผลกระทบตามไปด้วย และขึ้นอยู่กับความรุนแรงของผลที่เกิดขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย

ที่น่าคิดไปกว่านั้น นักวิชาการบางคนชี้ว่า นาทีนี้ “สีน้ำเงิน” เป็นใหญ่ทุกท่วงทำนอง การที่จะทำให้เลือกตั้งเป็นโมฆะ ยากเสียยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด จริงหรือไม่ ก็นับว่าน่าติดตาม