เราต่างก็เคยชินกับโลกธุรกิจที่มีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด ความอยากเอาชนะอาจทำให้หลายองค์กรหน้ามืดตาลายจนเกิดการแข่งขันที่ต้องการได้เปรียบคู่แข่ง ต้องการแย่งลูกค้า ต้องการแย่งส่วนแบ่งตลาด ต้องการการเติบโตของกำไร ต้องการให้ราคาหุ้นพุ่งขึ้นไปสูงๆ และอาจจะใช้ศาสตร์มืดเข้ามาเกี่ยวข้อง ฯลฯ
การแข่งขันแบบนี้ ถือเป็นด้านลบและหากมองเข้าไปในสาระที่แท้จริง จะพบว่าไม่ได้ช่วยให้ใคร หรือให้ส่วนรวมดีขึ้นเลย
ในทางตรงกันข้าม ดิฉันขอยกตัวอย่างธุรกิจหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นมาแล้ว 50 ปี พร้อมกับตลาดหลักทรัพย์ (ปี พ.ศ. 2518) โดยแต่เดิมมีบริษัทที่ประกอบธุรกิจเพียงบริษัทเดียว เนื่องจากตลาดยังเล็กมาก ทางการจึงให้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจใบเดียวก่อน (ถือเป็นยุคแรก) เมื่อตลาดพร้อมมากขึ้น ในปี พ.ศ. 2535 จึงเปิดให้มีการขอใบอนุญาตอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งกระทรวงการคลังได้พิจารณามอบให้รวม 7 ราย (ยุคที่สอง) ต่อมาก็เติบโตอย่างมากในช่วงสองทศวรรษที่แล้ว (ยุคปัจจุบัน)
ธุรกิจนั้นคือ “บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน” หรือที่เรียกย่อๆว่า “บลจ.” และดิฉันดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการบุกเบิก และการสร้างโครงสร้างพื้นฐานในยุคที่สอง สำหรับการรองรับการเติบโตในทุกวันนี้
ในยุคแรกของการดำเนินธุรกิจ มีเฉพาะธุรกิจจัดการกองทุนรวม ซึ่งเป็นการรวบรวมเงินลงทุนก้อนเล็กๆของประชาชน หรือธุรกิจทั่วไป เป็นเงินก้อนใหญ่ มีอำนาจต่อรองมากขึ้น นำไปลงทุนให้ออกดอกออกผล ได้ผลตอบแทนจากเงินที่ลงทุน สินทรัพย์ที่กองทุนได้ในยุคแรก มีเพียงหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เท่านั้น ผู้ลงทุนไทย จึงเรียนรู้ที่จะลงทุนแบบมีความเสี่ยงสูงผ่านกองทุนรวม ก่อนที่จะมีโอกาสลงทุน ในหลักทรัพย์และตราสารที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า
ผู้ประกอบการ 8 แห่ง ในยุคนั้น รวมตัวเป็นสมาคม ตั้งชื่อว่า “สมาคมบริษัทจัดการลงทุน” และทำหน้าที่ช่วยกันสร้างมาตรฐานของธุรกิจจัดการลงทุน ช่วยให้ความเห็น และเสนอข้อเสนอแนะต่างๆกับ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงาน กลต.) จนประเทศไทยมีประเภทของกองทุนเพิ่มขึ้น เช่น กองทุนรวมที่ลงทุนในตราสารหนี้ อสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ และช่วยผลักดันและเสนอแนะ ให้สำนักงาน กลต. และธนาคารแห่งประเทศไทย ขยายขอบเขตการลงทุนให้สามารถไปลงทุนและให้โควต้าเงินที่จะนำไปลงทุนในต่างประเทศได้ เพื่อกระจายความเสี่ยงในการลงทุน เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสในการลงทุนในหลักทรัพย์และสินทรัพย์ประเภทต่างๆทั่วโลก รวมถึงผลักดันให้เกิดกองทุนรวมตลาดรองหรือ อีทีเอฟ (ETF) กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน ฯลฯ ในโอกาสถัดมา
ในการทำงานร่วมกันนั้น ทุกคน ทุกบริษัท ยึดถือหลักการทำเพื่อส่วนรวม แม้จะมีการแข่งขันกันในหมู่ผู้ประกอบการ แต่ก็เป็นการแข่งขันแบบสร้างสรรค์ เราจะช่วยกันสร้างมาตรฐาน เช่น การคำนวณมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ หรือในการผลักดันให้เกิดกองทุนรูปแบบใหม่ๆ เราจะมีการประสานงานไปดูงานกับภาครัฐเพื่อไปเรียนรู้จากผู้ประกอบการและหน่วยงานกำกับของประเทศอื่น ยังจำได้ว่ามีผู้เตือนว่าเราไม่จำเป็นต้องไปเริ่มและฝ่าฟันแบบที่สหรัฐอเมริกาต้องฝ่าฟันมา 30 ปีก่อน เราสามารถเริ่มนับสามสิบจากวันนี้ได้เลย ในกลุ่มผู้ประกอบการเอง ก็มีการแบ่งปันประสบการณ์และมีการเตือนสติกัน กรณีที่เรามีการริเริ่มใหม่ๆ ทำให้มีมุมมองรอบคอบมากขึ้น ถือเป็นการพัฒนาธุรกิจ ไปพร้อมๆกันทั้งอุตสาหกรรม อย่างนี้คือ การแข่งขันอย่างสร้างสรรค์ค่ะ และสิ่งที่เกิดขึ้นคือ ทุกบริษัท เจริญเติบโต มีความถนัดและเชี่ยวชาญในแต่ละด้านที่มีทั้งเหมือนกันและต่างกัน สร้างสีสันและทางเลือกให้กับผู้ลงทุนตลอดมา
ในแวดวงอุดมศึกษา เราเริ่มมีการร่วมมือกันแล้ว เช่น การประกาศจับมือกัน ระหว่าง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยไทยจับมือกันแล้วไปแข่งขันกับชาติอื่น ย่อมมีพลังเอาชนะได้มากขึ้น เรียกว่าร่วมมือกันแล้วเก่งขึ้นทุกองค์กร ไม่ว่าจะเป็นการเรียนการสอน การต่อยอดงานวิจัย หรือการพัฒนานิสิตนักศึกษา
ดิฉันเห็นว่าแวดวงที่ต้องการการแข่งขันแบบสร้างสรรค์อย่างยิ่งในขณะนี้ คือ แวดวงการเมือง หากพรรคการเมืองต่างๆ เห็นพ้องต้องกันว่า ประเทศไทยเสียเวลามามากแล้ว หากเสียเวลาต่อไป อนาคตของลูกหลานเราลำบากแน่ๆ และประชาชนส่วนหนึ่งก็เห็นถึงภัยที่จะมาถึง หากเรานิ่งนอนใจ เราอาจไม่มีโอกาสกลับมายืนผงาดในเวทีโลกในอนาคต
ดังนั้น พรรคการเมืองควรจะร่วมแรงร่วมใจกันคิดว่าสิ่งใดจะดีสำหรับประเทศชาติจริงๆ เรียกว่ามีเป้าประสงค์ร่วมกัน สร้างพิมพ์เขียวของประเทศไทยในบริบทประเทศน่าอยู่ ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดี ได้รับความยุติธรรม ผู้สมควรได้รับความช่วยเหลือ ต้องได้รับการช่วยเหลือ และนักการเมืองกับนักวิชาการ ควรช่วยกันผลักดันสิ่งที่ควรจะเป็น ควรจะมี ให้เกิดขึ้น เช่น เสถียรภาพทางการเงินการคลัง สิ่งใดอาจดีในระยะสั้น แต่เป็นปัญหาในระยะยาว เราควรจำกัดขอบเขตไว้ตั้งแต่ต้น ทรัพยากรมีจำกัด ต้องสงวนไว้ใช้ให้เกิดประโยชน์จริงๆ การเก็บภาษีปัจจุบัน เป็นธรรมและเหมาะสมหรือไม่ ทั้งในการดูภาพรวม ภาพใหญ่ทั้งหมด และในการแยกดูรายกลุ่ม ระบบสวัสดิการในปัจจุบันเหมาะสมแล้วหรือยัง ยุติธรรมแล้วหรือยัง ควรแก้ไขจุดใด ระบบการศึกษาเอื้ออำนวยให้กับผู้ด้อยโอกาสและสนับสนุน ให้แต้มต่อกับเขาหรือไม่
มีการหารือ ระดมสมองกันจริงๆว่าส่วนไหนของระบบใด ควรปรับปรุงเปลี่ยนแปลง เพิ่มประสิทธิภาพ และสนับสนุนให้เกิด ไม่ใช่ว่าหากเป็นฝ่ายค้าน ก็ค้านเสียทุกอย่าง ทั้งๆที่สิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ดี ต้องเปลี่ยนความคิดและรับว่า หากทำในสิ่งที่ดี ทุกคนก็จะดีด้วย เป็นต้น
การแข่งขันอย่างสร้างสรรค์ควรเริ่มต้นจากเลือกตั้งครั้งนี้ค่ะ





