“ตรวจสุขภาพ: ช่วงเวลาที่ต้องลุ้น”

“ตรวจสุขภาพ: ช่วงเวลาที่ต้องลุ้น”

ทุกครั้งที่ไปตรวจสุขภาพประจำปี หลายคนคงอดลุ้นไม่ได้ว่า ปีนี้จะมีส่วนใดของร่างกายเสื่อมถอยลง หรือจะพบโรคใหม่ที่ทำให้ต้องกังวลใจหรือไม่

เป็นเรื่องปกติครับ ทุกวันที่ผ่านไปอวัยวะของเราก็ต้องเสื่อมถอยลง ไม่เว้นแม้คนหนุ่มสาว แต่สำหรับคนในวัยหลังเกษียณ ความเสื่อมก็รวดเร็วยิ่งขึ้น

การตรวจสุขภาพประจำปีแต่ละครั้ง จึงกลายเป็น “บททดสอบ” ที่สำคัญว่าร่างกายของเราในปีต่อไป จะมีอะไรน่าห่วงใยหรือไม่

สำหรับผมบททดสอบนี้เริ่มขึ้นเมื่อสัปดาห์สุดท้ายของปี 2568 ซึ่งพอไปถึงน้องพยาบาลก็พาไปเจาะเลือดแล้วถามว่า “ปีนี้จะเดินสายพาน (Stress Test) ไหมคะ?”

น้องเขาคงเหลือบสายตาไปดูอายุผมแล้วนะ จึงถามแบบนี้

คนที่เคยเดินสายพาน ย่อมรู้ดีว่าต้องใช้เวลาประมาณ 7-9 นาที เพื่อเดินเร็วๆให้หัวใจทำงานถึง 85% ของอัตราการเต้นสูงสุดของหัวใจ ซึ่งทุกปีที่ผ่านมาผมก็ทำได้ แต่กว่าจะถึงค่าเป้าหมายก็เหนื่อยเอาการ

สมัยที่อายุขึ้นเลขสี่ เลขห้า ไม่ใช่ปัญหาเท่าใดนัก แต่ในวัยนี้ก็ต้องถามใจตัวเองว่า จะตอบน้องพยาบาลว่าเยส หรือ โน ถึงแม้เมื่อปี 2567 จะทำได้ถึงเป้าแต่ปลายปี 2568 จะยังไหวไหมหนอ

สุดท้ายผมรวบรวมกำลังใจ ประเมินตัวเองและหายใจลึกๆ ก่อนตอบน้องพยาบาลอย่างหนักแน่นว่า “เดินครับ!”

กระบวนการตรวจสุขภาพนั้น พอตรวจเลือดเสร็จก็ต้องเอกซเรย์ปอด ต่อด้วยการดื่มน้ำเยอะๆ เพื่อไปทำอัลตราซาวด์ นอนพลิกตัวไปมาแล้ว “หายใจได้…หยุดหายใจ…” ทำตามที่คุณหมอสั่ง ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง

คุณหมอจะได้เห็นว่าตับไตไส้พุงของเรามีสัญญาณอะไรที่น่าห่วงใยบ้างหรือไม่

เสร็จจากอัลตราซาวน์ก็ถึงเวลาทดสอบหัวใจ ด้วยการไปเดินสายพาน แม้จะต้องอดอาหารมาตั้งแต่สองทุ่มเมื่อคืน และอาหารเช้าก็ยังไม่ตกถึงท้องสักคำ กาแฟก็ดื่มไม่ได้ แต่จะต้องไปออกแรงเดินกันแล้วจะไหวไหม?

แต่เมื่อตอบไปแล้วว่า “เดินครับ!” ก็ต้อง “สู้สิครับ!”

น้องพยาบาลให้ผมยืนบนเครื่อง ติดอุปกรณ์วัดการทำงานของหัวใจเต็มหน้าอก บอกให้ดูจอมอนิเตอร์ว่า “ตอนนี้หัวใจเต้นอยู่ที่ 70 ครั้งต่อนาที ค่าเป้าหมายคือต้องเดินไปจนกว่าจะเต้น 123 ครั้งต่อนาที นะคะ”

3 นาทีแรก เป็นการเดินเบาๆ ไม่มีปัญหาครับ แค่วอร์มอัพ แต่ตัวเลขก็เพิ่มขึ้นไปถึง 80 เท่านั้นเอง…ยังอีกไกล!

3 นาทีต่อมา ความเร็วและความชันก็ถูกปรับเพิ่มขึ้น เริ่มรู้สึกถึงแรงต้าน หายใจถี่ขึ้น และตัวเลขเพิ่มขึ้นต่อไปพอครบ 6 นาที ทุกอย่างก็ถูกปรับให้แรงขึ้นไปอีก

สู้สิครับ ทุกนาทีที่ผ่านไป สายตาผมจับอยู่ที่ตัวเลขเป้าหมาย เพิ่มไปถึง 100 แล้ว และยังพอไหวครับ แค่เริ่มเหนื่อย

แต่เมื่อเลย 100 ไปแล้ว เท้าต้องก้าวเร็วมาก และตัวเลขมันก็ขึ้นช้าจัง เดินต่อไปจนถึง 115 เริ่มเห็นความหวังอยู่รำไร แม้หัวใจจะบอกว่าเหนื่อยแล้วก็ตาม

ไปจนถึง 120 121 และ 122 อีกเพียงนิดเดียวเท่านั้นเองก็จะถึงเป้าหมาย ผมรอวินาทีนั้นแต่เจ้าเครื่องเกิดหงุดหงิดอะไรไม่รู้ อยู่ดีๆตัวเลขร่วงผลอยลงไปที่ 118 เฉยเลย!

แม้ไม่รู้สาเหตุ แต่ก็ต้องเดินต่อไป มาถึงขนาดนี้แล้วนี่ ผมเร่งเดินจนในที่สุดก็กลับมาที่120 121 122 อีกครั้ง แล้ว…ก็ทะลุ 123 จนได้ เครื่องส่งสัญญาณวูบวาบ บอกว่าถึงเป้าหมายแล้ว

น้องพยาบาลถามว่า“จะวิ่งต่อเลยไหมคะ ตอนนี้ทะลุเป้าและครบ 9 นาทีแล้วค่ะ”

จริงๆ ตอนนั้นความรู้สึกก็คือยังไหวอยู่เลย ยังวิ่งได้ แต่เพื่อความไม่ประมาท ผมตอบไปว่า “พอดีกว่า”

เพราะไม่อยากทำอะไรที่เสี่ยงเกินไปครับ การที่เป็นกรรมการบริหารความเสี่ยงในหลายองค์กร ผมจึงคุ้นเคยกับการประเมินความเสี่ยง และก็ยังนึกถึงคำสอนของท่านติช นัท ฮัน ด้วย ที่ท่านกล่าวไว้ว่า ……..

“A day when nothing happens is a good day.

Walking on the earth is a miracle.

To breathe, to walk, to be alive-these are miracles.”

ซึ่งผมแปลรวมๆกันได้ว่าถ้าวันนี้ เราลุกขึ้นมาจากเตียงนอนได้ รู้สึกสดชื่น และมีชีวิตอยู่ต่อได้อีกหนึ่งวัน แขนขาขยับได้เหมือนวันก่อน เดินออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ได้ พาครอบครัวไปทานข้าวได้ คุยกับเพื่อนฝูงได้ ฯลฯแค่นั้นก็คือพรที่ประเสริฐยิ่งแล้ว

ดังนั้นการทดสอบหัวใจ ที่ผมทำได้ถึงค่าเป้าหมายครั้งนี้ เหมือนปีที่แล้ว ก็ถือว่าประเสริฐยิ่งแล้วร่างกายที่ผ่านไปอีกหนึ่งปี จะให้ทุกอย่างเหมือนเดิมคงเป็นไปไม่ได้ แค่เสื่อมลงน้อยที่สุด และเรายังใช้ชีวิตในวันนี้ได้เหมือนเมื่อวานนี้ ก็เป็นบุญแล้วครับ

คุณหมอสรุปผลการตรวจว่า ยังไม่มีอะไรต้องกังวลใจ ซึ่งผมฟังแล้วก็สบายใจ แต่เสียดายที่ลืมถามคุณหมอไปว่า เมื่อ 2-3 เดือนก่อน ผมไปบรรยายหลักสูตรวิทยาลัยตลาดทุน (วตท.) รุ่น 36 ต้อง ยืน เดิน และพูดต่อเนื่องนานถึง 3 ชั่วโมง ผมก็ไหว… แล้วปีนี้ คุณหมอว่าผมจะยังไหวไหมครับ?

เมื่อลืมถามก็เลยไม่ได้รับคำตอบ

แต่การที่คุณหมอพูดว่า “อายุขนาดนี้ เดินสายพานได้ขนาดนั้น ดีมากเลยครับ” ก็คงแปลได้ว่า ผมน่าจะยังพอมีสติปัญญาและเรี่ยวแรง ที่จะเขียนเรื่องราวแบบ“วรภัทร คัดมาคุย” ให้คุณได้อ่านต่อไปอีก ในปี 2569 นี้

ร่างกายที่พร้อมวิ่ง สมองที่พร้อมคิด นิ้วที่พร้อมเขียน และปากที่พร้อมสอน ถือว่าเป็นพรสูงสุดที่ผมได้รับ และไม่ต้องการอย่างอื่นอีกแล้วครับ

เมื่อเช้านี้ ถ้าคุณตื่นขึ้นมาแล้วดำเนินชีวิต ไปได้ตามปกติเหมือนเมื่อวาน อย่าลืมยินดีกับตัวเอง เพราะนั่นคือ “พร” ล้ำค่า ที่คุณได้รับแล้ว

แฮปปี้นิวเยียร์ 2569 ครับคุณผู้อ่านทุกคน

“ตรวจสุขภาพ: ช่วงเวลาที่ต้องลุ้น”