รักชาติ

หากอยากยกระดับให้เป็นประเทศที่น่าอยู่มากยิ่งขึ้น ใสสะอาดมากขึ้น ยุติธรรมขึ้น เผื่อแผ่แบ่งปันมากขึ้น ช่วยเหลือคนที่ควรจะถูกช่วย ไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง ต้องเกิดขึ้นด้วยระบบ โดยไม่ต้องอาศัยนโยบายของนักการเมือง
KEY
POINTS
- บทความได้รับแรงบันดาลใจจากพระราชดำรัสของสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งภูฏาน ที่ทรงชื่นชมคนไทยว่าแม้จะอ่อนโยนตามหลักพุทธศาสนา แต่ก็มีความเข้มแข็งเหมือน "มวยไทย" พร้อมที่จะต่อสู้และเสียสละเพื่อปกป้องประเทศชาติ
- ผู้เขียนรู้สึกซาบซึ้งในพระราชดำรัสจนเกิดความรักชาติเพิ่มพูนขึ้น และสำนึกในความโชคดีที่ประเทศไทยมีความสงบสุข มีสถาบันกษัตริย์และศาสนาเป็นที่พึ่งทางใจ
- กระตุ้นให้คนไทยหันมาทำหน้าที่ของตนเองให้ดี สร้างสังคมให้เข้มแข็งและยุติธรรม เพื่อให้ประเทศชาติแข็งแกร่งและไม่มีใครสามารถบ่อนทำลายได้
- เรียกร้องให้คนไทยใช้สิทธิของความเป็นพลเมืองอย่างใส่ใจ ใช้ความสามัคคีและความหวังดีต่อชาติ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและมีส่วนร่วมรับผิดชอบในกิจการบ้านเมือง
- ชี้ให้เห็นถึงความเร่งด่วนที่คนไทยทุกคน โดยเฉพาะคนรุ่นเก่าที่มีประสบการณ์ ต้องช่วยกันคนละไม้ละมือเพื่อพัฒนาประเทศให้ดีขึ้น ก่อนที่เวลาจะหมดไปโดยเปล่าประโยชน์
สวัสดีปีใหม่ค่ะ เริ่มปีใหม่ อยากขอเล่าเรื่องดี ๆ ให้ท่านอ่าน
ก่อนสิ้นปี ดิฉันได้มีโอกาสเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท สมเด็จพระราชาธิบดี จิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก แห่งราชอาณาจักรภูฏาน และสมเด็จพระราชินี เจตซุน เพมา วังชุก ในวโรกาสที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการพัฒนาระหว่างประเทศ แด่สมเด็จพระราชาธิบดี จิกมี นัมเกล วังชุก และทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา แด่สมเด็จพระราชินีเจตซุน เพมา วังชุก
ในวันนั้น สมเด็จพระราชาธิบดี จิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก ได้ทรงแสดงปาฐกถาพิเศษ ซึ่งพระองค์ตรัสอย่างดีพระทัยว่า ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ได้มีพระราชวโรกาสได้ตรัสถึงความรู้สึกและความในพระทัยเกี่ยวกับประเทศไทยและคนไทย
หลายท่านอาจได้รับฟังพระราชดำรัสภาษาอังกฤษไปแล้ว เป็นพระราชดำรัสที่ทรงเรียบเรียงอย่างยอดเยี่ยม โดยเริ่มจากทรงเล่าถึงอาหารไทยว่าเป็นสัมผัสแรกของพระองค์ ที่ทำให้คลายความคิดถึงบ้านในยามทรงศึกษาอยู่ในต่างประเทศ ทั้งที่บอสตัน และที่ลอนดอน แม้รสชาติจะไม่เหมือนอาหารภูฏาน แต่ความเผ็ดร้อนและเครื่องเทศ มีส่วนละม้ายคล้ายกัน อาหารไทยจึงช่วยหล่อเลี้ยงในยามที่พระองค์ทรงอยู่ห่างไกลต่อสิ่งที่ทรงคุ้นเคย
พระองค์มีเพื่อนร่วมชั้นชาวไทยเป็นผู้หญิง (ซึ่งพระองค์ตรัสในภายหลังว่าปัจจุบันรับราชการอยู่กระทรวงต่างประเทศ) เมื่อต้องทำรายงานเล่าเรื่องประเทศของตน เพื่อนชาวไทยของพระองค์เล่าเรื่องประเทศไทยให้เพื่อนๆในชั้นฟัง ซึ่งพระองค์ทรงจำได้อย่างแม่นยำมาเป็นเวลาถึงสองทศวรรษ
เธอเล่าว่าประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ ที่ใช้แนวทางพุทธในการดำรงชีวิตประจำวัน ผู้คนจิตใจดี มีเมตตา กุลบุตรบางส่วนออกบวชเพื่อรับใช้พระพุทธศาสนา คำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทำให้คนไทยเป็นคนอ่อนน้อม เอื้อเฟื้อ และพระองค์ทรงคล้อยตามคำพูดนั้น เพราะพระองค์ทรงรู้สึกเช่นนั้นเมื่อประทับอยู่ในประเทศไทย
เธอก็กล่าวต่อไปว่า แต่กีฬาประจำชาติของไทยคือ “มวยไทย” (Kick Boxing) ซึ่งหมายความว่า แม้คนไทยจะเปี่ยมไปด้วยความเมตตา แต่เราก็ไม่อ่อนแอ เราเป็นคนรักสันติ แต่เมื่อใดที่เราถูกคุกคาม เราจะต่อสู้ ยืนหยัดด้วยกันอย่างกล้าหาญ เสียสละและมุ่งมั่นที่จะปกป้องประเทศชาติ และวิถีชีวิตของเรา
ทรงกล่าวถึงการที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 และสมเด็จพระราชินีต้องทรงแบกรับภาระในการสืบต่อบัลลังก์จากพระมหากษัตริย์ซึ่งทรงเป็นที่รักมากที่สุดพระองค์หนึ่งในโลก ทรงกล่าวถึงพระราชินีในฐานะผู้ทรงยืนหยัดเคียงข้างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รับใช้พระองค์ และรับใช้ชาติและประชาชนผ่านพระองค์ เหมือนที่สมเด็จพระราชาธิบดีเองเคยทรงทำหน้าที่รับใช้สมเด็จพระบิดา ในคราวที่สมเด็จพระบิดาทรงครองราชย์อยู่
ทรงตรัสถึงบุคคลที่ยิ่งใหญ่สองพระองค์ที่ที่คอยชี้นำ และเป็นครูของพระองค์ คือสมเด็จพระบิดา และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ซึ่งพระองค์ได้มีพระราชวโรกาสได้เฝ้าสังเกตการทรงงาน และการอุทิศพระองค์ในการทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น ตลอดเวลา 70 ปีที่ทรงครองราชย์ ทั้งยังทรงมีความอ่อนน้อมถ่อมพระองค์
พระองค์ตรัสถึงความอบอุ่นที่ทรงได้รับจากชาวไทยในคราวเสด็จฯมาเยือนไทยในปี 2006 ในฐานะมกุฎราชกุมารแห่งภูฏาน ในการเฉลิมฉลอง 60 ปีแห่งการครองราชย์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และชาวไทยเรียกพระองค์ว่า “เจ้าชายจิกมี” ราวกับว่าพระองค์เป็นคนในครอบครัว (ถึงตอนนี้ผู้เข้าเฝ้าฯในหอประชุมจุฬาฯ ต่างหัวเราะเขินอาย) พระองค์ทรงขอบคุณประเทศไทย ขอบคุณความเมตตาของชาวไทย ซึ่งพระองค์ทรงรับทราบมาโดยตลอด และทรงซาบซึ้งเกินกว่าจะสรรหาคำพูดออกมา พระองค์ทรงเชื่อมั่นในศักยภาพของเรา และพระองค์ทรงปาวารณาพระองค์ว่าหากมีสิ่งใดที่พระองค์จะทรงทำให้ประเทศไทยได้ พระองค์ทรงยินดี
ดิฉันฟังพระราชดำรัสด้วยน้ำตาคลอ แล้วก็กลายเป็นน้ำตาไหลเป็นทาง ความรักชาติพุ่งขึ้นมากกว่าเดิม น่าแปลกมากที่พระราชาธิบดีของประเทศหนึ่งจะทรงทำให้ประชากรของอีกประเทศหนึ่งสำนึกในความโชคดีของตัวเองที่ได้อยู่ในประเทศที่มีความสงบสุข มีสถาบันกษัตริย์ มีศาสนา เป็นที่พึ่งพิงของจิตใจ และยังมีมหามิตรที่ชื่นชม พร้อมสนับสนุน ส่งเสริม เกื้อกูลให้เราเจริญก้าวหน้ายิ่งๆขึ้นไป ในแนวทางของเรา
หันกลับมาดูตัวเอง หากเราพร้อมใจกันอยากให้ประเทศของเรามีความสงบ น่าอยู่ มีความเข้มแข็ง ใครก็ไม่สามารถรุกรานได้ เราต้องทำตัวของเราให้ดี เราต้องทำสังคมของเราให้เข้มแข็ง เราต้องทำในสิ่งที่ถูกต้อง ที่ควรจะเป็น ทำให้เกิดความยุติธรรม ทำให้ประเทศแข็งแกร่ง ใครก็มาบ่อนทำลายไม่ได้
“หลงทางเสียเวลา” ดิฉันเห็นว่าที่ผ่านมา เราเสียเวลาไปเพราะความที่เราไม่ได้ใส่ใจในการใช้สิทธิของการเป็นประชาชน ที่จะคอยดูแลสอดส่อง ใช้ความสามัคคีของเรา ความหวังดีต่อประเทศชาติและเพื่อนร่วมชาติของเรา สร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชนทุกคน ให้มีส่วนรับผิดชอบในกิจการของบ้านเมือง รักและหวงแหนในค่านิยมความเป็นไทยที่รักอิสระ แต่ก็พร้อมที่จะยืนหยัดต่อสู้เพื่อความถูกต้อง และช่วยกันคนละไม้ละมือ ที่จะทำให้บ้านเมืองเจริญก้าวหน้า ปรับตัวได้ทันกับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วยิ่งขึ้นทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ภูมิรัฐศาสตร์ และสถานการณ์ของไทยเองที่มีโครงสร้างของสังคมสูงวัยอย่างเต็มตัวแล้วในวันนี้
สำหรับคนรุ่นดิฉัน ซึ่งเห็นพัฒนาการของประเทศตั้งแต่ยังเป็นประเทศเกษตรกรรม เปลี่ยนผ่านมาเป็นอุตสาหกรรมหนัก และพยายามกลับสู่อุตสาหกรรมเบา อุตสาหกรรมเกษตร อุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และภาคบริการ ซึ่งดูจะถูกจริตกับเรามากกว่า ผ่านความยากลำบากในยุคที่โครงสร้างพื้นฐานไม่พอเพียง มาจนถึงยุคโครงสร้างพื้นฐานที่ถนนและเสาไฟฟ้ามีมากเกินพอ บางอย่างพัฒนาดีขึ้น บางอย่างพัฒนาแย่ลง จึงรู้สึกว่า เวลาที่จะใช้ความรู้ความสามารถมาช่วยทำงาน ช่วยให้คำแนะนำ และช่วยเหลือเพื่อนร่วมชาติเหลือน้อยลงไปลงที หากเรายังทำตัวสบายๆ เมื่อเราจากไปแล้ว ทุกอย่างก็จะยังคงเหมือนเดิม เพราะเราไม่ใส่ใจให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแก้ไข เราก็คงจากไปอย่างไร้ความหมาย และเราก็ทำตัวไม่สมกับที่มหามิตรมองเรา
ดิฉันไปศึกษามาแล้ว หากอยากยกระดับให้เป็นประเทศที่น่าอยู่มากยิ่งขึ้น ใสสะอาดมากขึ้น ยุติธรรมขึ้น เผื่อแผ่แบ่งปันมากขึ้น ช่วยเหลือคนที่ควรจะถูกช่วย ไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง ต้องเกิดขึ้นด้วยระบบ โดยไม่ต้องอาศัยนโยบายของนักการเมือง
ช่วยกันอีกเฮือกหนึ่งนะคะ เพื่อทำประเทศให้ดีขึ้น







