เมื่อปี 1984 ผมเดินทางไปเยือนชุมชนเล็ก ๆ แห่งหนึ่งทางตอนใต้ของประเทศจีน เป็นการเดินทางที่ลำบากอย่างยิ่งครั้งหนึ่งในชีวิต
นั่งเครื่องบินไปฮ่องกง ต่อรถไฟเข้าจีน แต่รถไฟกลับหยุดกลางทาง ไม่ส่งถึงสถานีเป้าหมาย ต้องหิ้วกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ เดินไปตามรางรถไฟ แล้วนั่งเรือโดยสารไปกับชาวบ้าน กินข้าวกล่องบนเรือ ฯลฯ
กว่าจะไปถึงที่หมาย ที่มีชื่อว่า “เซินเจิ้น”
ตอนนั้นเซินเจิ้นเป็นเพียงชุมชนชาวประมง ที่มีประชากรเพียงหยิบมือ หลายคนพยายามหาทางหลบหนีชีวิตยากจนในระบบคอมมิวนิสต์ เพื่อไปยังเกาะฮ่องกงที่มองเห็นข้างหน้า ความเจริญอยู่ใกล้ๆ แต่ดูช่างห่างไกลเหลือเกิน
ก่อนผมไปถึงเซินเจิ้น เคยมีชายจีนคนหนึ่งมายืนอยู่ที่นั่น เขามองไปยังเกาะฮ่องกงที่สว่างไสว เต็มไปด้วยตึกสูงระยิบระยับ และถามตัวเองว่า
“ทำไมฝั่งโน้นทำได้ แล้วทำไมฝั่งนี้ไม่มีอะไรเลย?”
ชายคนนั้นชื่อว่า เติ้ง เสี่ยวผิง ชายร่างเล็กแต่ตำแหน่งใหญ่ที่สุดของจีนในเวลานั้นเขามีทั้งความกล้าฝัน กล้าฟันธง และกล้าฟันฝ่า เพื่อนำพาประเทศออกจากความล้าหลังและความยากจน
เติ้งประกาศให้เซินเจิ้นเป็น “เขตเศรษฐกิจพิเศษ” (SEZ) เพื่อทดลองแนวคิดที่แหวกทุกตำราในยุคนั้น นั่นคือการทดลองสร้างเมืองทุนนิยม ภายใต้ร่มคอมมิวนิสต์…ที่นี่ นี่แหละ
แม้จะเป็นผู้นำหมายเลขหนึ่ง ก็ไม่พ้นแรงต้านจากส่วนกลางอยู่บ้างแต่เขา กล้าฟันธง ว่า “นี่คือทางรอดของจีน” และ กล้าฟันฝ่าทุกข้อวิจารณ์ เพื่อให้เกิดความเจริญจริงบนผืนดินเล็ก ๆ แห่งนี้
วิธีคิดของเขาเรียบง่ายแต่ทรงพลัง นั่นคือการ“ทดลองก่อน แล้วขยายผลทีหลัง”
ถ้าล้มเหลว ก็แค่เซินเจิ้น แต่ถ้าสำเร็จ ก็ใช้เป็นโมเดลขับเคลื่อนทั้งประเทศ
หลังจากวันนั้น เซินเจิ้นได้เปลี่ยนไปตลอดกาล และกลายเป็นต้นแบบการพัฒนา ให้เมืองอื่น ๆ ของจีนเจริญรอยตาม จีนจึงก้าวเดินอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง เพราะมีผู้นำรุ่นเติ้ง บุกเบิก และผู้นำรุ่นหลังๆ ที่เชื่อในฝันเดียวกัน และมุ่งมั่นไปในทิศทางเดียวกัน
ผมได้กลับไปเยือนเซินเจิ้นอีกหลายครั้งแล้ว ล่าสุดเพิ่งกลับมาเมื่อต้นเดือนนี้เอง ทุกครั้งที่ไป ก็ยังประทับใจว่าเมืองที่เคยว่างเปล่า วันนี้เต็มไปด้วยตึกสูงทันสมัย ถนนใหญ่กว้างขวาง ระบบขนส่งล้ำหน้า และพื้นที่สีเขียวร่มรื่นทั่วทั้งเมือง
ที่สำคัญ เซินเจิ้นวันนี้ ได้รับฉายาเป็น “Silicon Valley of the East” บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Huawei, Tencent, DJI, ZTE, BYD ล้วนเติบโตจากที่นี่
เติ้ง เสี่ยวผิง เปิดประตูเส้นทางใหม่ให้จีน และผู้นำรุ่นหลังของเขาก็สานต่อแบบไม่สะดุด ไม่ใช่คิดปีต่อปี แต่คิดต่อและสืบทอดกันเป็นทศวรรษ
ผมพาผู้บริหารไทยกว่า 30 คนไปดูงานที่เซินเจิ้น ทุกคนพูดคล้ายกันว่า“จีนใช้เวลา 40 ปีสร้างเมืองได้อย่างนี้ แล้ว 40 ปีของไทย…เราทำอะไรกันอยู่?”
เขาไม่ได้ถามเพราะชังชาติ แต่ถามเพราะรักชาติ และเพราะเสียดายว่าเราควรไปได้ไกลกว่านี้ บนเครื่องบินขากลับกรุงเทพ ผมได้พบเพื่อนคนหนึ่งเป็นอดีต ส.ว. เขาตอบผมแบบติดตลกว่า
“40 ปีที่ผ่านมา เราก็แก้ไขรัฐธรรมนูญกันไงครับ อาจารย์”
ความจริง ประเทศไทยก็ไม่ได้ไร้ความพยายาม เรามี EEC มีเขตเศรษฐกิจพิเศษ มีนโยบายดึงอุตสาหกรรมใหม่ และให้สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ
แต่ทั้งหมดนี้…มัน ไม่แรงพอ ไม่ชัดพอ และไม่ต่อเนื่องพอเพราะผู้นำของเราหลายคน ต้องเจอวิกฤตทางการเมืองจน “ยืนระยะไม่ได้” โครงการใหญ่ถูกเปลี่ยนทิศทางก่อนโต หรือบางครั้งก็ต้องหยุดเดินต่อ เพราะผลประโยชน์ทับซ้อน
เมืองหรือประเทศที่พัฒนาแบบก้าวกระโดด จึงไม่ได้เกิดจากนโยบายที่ดีอย่างเดียวแต่ต้องมาจากผู้นำที่กล้าฝัน กล้าฟันธง และกล้าฟันฝ่า จนกว่าฝันนั้นจะเริ่มเป็นจริง
จีนมี เติ้ง เสี่ยวผิง
สิงคโปร์มี ลี กวนยู
มาเลเซียมี มหาเธร์ โมฮัมหมัด
ทั้งสามประเทศไม่ได้สมบูรณ์แบบ และผู้นำทั้งสามคนก็มีทั้งคนชอบและไม่ชอบ แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือพวกเขาตั้งใจจริงและยืนระยะนานพอ ที่จะทำให้ฝันระดับประเทศกลายเป็นความจริงได้
ส่วนไทยเรา…มีคนเก่งมาก คนดีมาก และคนมีฝันก็เยอะ แต่เรายังไม่มี “ผู้นำสูงสุด” ที่ลุกขึ้นมายืนฝันจริงจัง และเป็นเจ้าภาพความฝันร่วมกันกับประชาชน และยืนหยัดได้ยาวพอที่จะทำให้สำเร็จ
เรามีไอเดียมากมาย โครงการหลากหลาย แต่พอเปลี่ยนรัฐบาล ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป เหมือนเรากำลังดูหนังอยู่ดี ๆ แล้วถูกเปลี่ยนช่องทุก 30 นาที คนดูก็ค้างคาอยู่นั่นแหละ
อีก 5 เดือนจะมีการเลือกตั้ง ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่ผมหวังว่าเราจะได้ผู้นำที่กล้าฝัน กล้าฟันธง และกล้าฟันฝ่า เพื่อให้ประเทศไทยเคลื่อนที่อีกครั้ง
เพราะความจริงคือ เราหยุดพักมานานเกินไปแล้ว
ถ้าเราได้ผู้นำแบบนี้จริง ไทยอาจไม่ต้องรอ 40 ปีแบบเซินเจิ้น เพราะแค่ครึ่งเดียว…เราก็คงจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่คนไทยคู่ควรมานานแล้ว
คุณว่าผมกำลังฝัน หรือเพ้อฝันครับ





