วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม 2569

Login
Login

“สำคัญที่ใจ…ไม่ว่าคุกเข่าหรือยืน”

“สำคัญที่ใจ…ไม่ว่าคุกเข่าหรือยืน”

ปลายปี นอกจากฝุ่น PM 2.5 จะมาเยือนตามปกติแล้ว ที่มักจะตามมาด้วยอีกอย่างหนึ่งก็คือ การ์ดแต่งงานครับ

การ์ดบางใบ มีภาพเจ้าบ่าวคุกเข่าต่อหน้าเจ้าสาว ขอแต่งงานท่ามกลางทิวทัศน์ริมน้ำตก ยอดเขา สวนสาธารณะระดับโลก หรือบางคู่ก็เลือก บิ๊กเบน หอไอเฟล โอเปร่าเฮ้าส์ แล้วแต่รสนิยม

เจ้าสาวหลายคนคงตื้นตันใจ จนอาจกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เมื่อชายคนรักคุกเข่าลงตรงหน้า เหมือนประกาศว่า

“ผมยอมสยบให้กับความรักที่มีต่อคุณ และจะมอบความภักดีให้คุณตลอดไป”

การคุกเข่าต่อหน้าหญิงสาวนั้น ผมก็สงสัยว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร รู้เพียงว่าเป็นธรรมเนียมตะวันตก เพราะคนไทยไม่เคยมีแบบนี้มาก่อน

ธรรมเนียมนี้ย้อนเวลากลับไปถึง“ยุคกลางของยุโรป” เมื่อราวหนึ่งพันปีก่อนเลยครับ ในช่วงที่เรียกว่า “ยุคอัศวิน”

สมัยนั้น เมื่ออัศวินคุกเข่าลงต่อหน้าเจ้านาย ขุนนาง หรือกษัตริย์ เขาถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของ“การยอมสยบ” “การเคารพสูงสุด” และ “การถวายความภักดี”คือมอบให้ทั้งเกียรติยศและชีวิต

ส่วนในพิธีกรรมทางศาสนา การคุกเข่าก็หมายถึง “ความอ่อนน้อมถ่อมตน” ที่มีต่อพระเจ้า

ต่อมาผู้ชายจึงยืมท่าคุกเข่า ที่เคยใช้ต่อผู้มีอำนาจสูงสุด มาแสดงต่อหญิงที่ตนรักเพราะการคุกเข่า เป็น “พันธสัญญา” ที่ศักดิ์สิทธิ์และหนักแน่นที่สุด

แต่ในยุคปัจจุบัน เราทราบดีว่า การคุกเข่าขอแต่งงาน ไม่อาจเป็นประกันได้ว่าความสัมพันธ์จะยั่งยืนตลอดไป

ในชีวิตจริง ความขัดแย้งเล็กน้อยมักเกิดขึ้นได้ และบางคู่อาจค่อย ๆ เซาะกร่อนความรัก จนบางครั้งปัญหาขยายใหญ่ขึ้น และความห่างเหินคืบคลานเข้ามา

ทำให้คำมั่นในวันที่คุกเข่านั้น กลายเป็นเพียงความทรงจำที่เจ็บปวด 

สถิติการหย่าร้างที่สูง คงเป็นตัวเลขที่สะท้อนว่า การคุกเข่าแม้จะดูหนักแน่นและงดงาม แต่ก็ไม่อาจยืนยันได้ว่า เป็นการสยบต่อความรักอย่างยั่งยืนเพราะความรักที่ยั่งยืนนั้น ต้องอาศัยอะไรที่มากกว่าการคุกเข่า

ผมเองไม่เคยคุกเข่ามาก่อน แต่ชีวิตคู่ก็ยืนยาวมาได้ 40 ปีแล้วอาจเป็นเพราะเราไม่ได้ “คุกเข่าให้กันในวันเดียว” แต่เรา “ยืนเคียงข้างกันทุกวัน” ก็ว่าได้

ปลายปีนี้ นอกจากการ์ดแต่งงานจะพีกแล้ว ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่เริ่มคึกคักเช่นกัน นั่นคือ “การเมือง”

เพราะต้นปีหน้า จะมีการยุบสภาและเริ่มหาเสียงเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่ง เวลานี้เราจึงเห็นความเคลื่อนไหวของนักการเมือง ที่กำลังจะย้ายไปอยู่พรรคโน้นพรรคนี้

บางพรรคเสื่อมความนิยมลง ส.ส. หลายคนเริ่มมองหาพรรคใหม่ ที่คิดว่าจะให้โอกาสและตำแหน่งที่ดีกว่าเดิม

ถ้า การคุกเข่าของชายหนุ่ม เป็นสัญลักษณ์ของการสยบให้กับความรักต่อหญิงสาว การหาพรรคใหม่ของนักการเมือง ก็คงหมายถึงการสยบเพื่อร่วมหัวจมท้ายกับพรรคนั้น

อีกไม่นาน เราคงได้เห็นการประกาศย้ายพรรค การแถลงข่าวต้อนรับ และพิธีมอบ “เสื้อพรรค” ซึ่งเป็นพิธีกรรมของ “การสยบ” ให้แก่พรรคที่เลือกแล้ว

ภาพแบบนี้เราเห็นกันชินตา จนผมอดคิดไม่ได้ว่านักการเมืองบางคนที่อยู่ในวงการมานาน ที่บ้านของท่านน่าจะมีเสื้อพรรค จากหลายพรรค หลายสี และหลายตัว เต็มตู้ไปหมดไหม?

ปีนี้ บางคนก็คงจะได้เพิ่มอีกตัว เอาไปสะสมไว้ที่บ้าน

เพราะการย้ายพรรค ดูจะไม่ใช่เรื่องของอุดมการณ์ แต่คือย้ายไปอยู่ที่ไหนก็ได้ที่อุดมสมบูรณ์กว่า และดีต่อสถานภาพของตนเองมากกว่า

“พันธสัญญาในวันย้ายพรรค” จึงไม่ต่างอะไรกับ “การคุกเข่าขอแต่งงาน” ที่งดงามเพียงชั่วขณะ แต่หลังจากนั้น พันธะผูกพันก็มักจะค่อย ๆ เลือนหายไป

ภาพยนตร์เรื่อง “การย้ายพรรค” กำลังจะเข้าฉายที่ประเทศไทยอีกครั้งในเร็ว ๆ นี้ ติดตามชมกันให้สนุกนะครับ

หลังจากได้พรรค ได้สี และได้เสื้อกันเรียบร้อยแล้ว ช่วงต่อไปก็คือ “การหาเสียง”ซึ่งเราจะได้เห็น“การสยบ เพื่อขอคะแนนจากประชาชน” ตามมา

เป็นฉากการยกมือไหว้อย่างอ่อนน้อม เทียบได้กับ “การคุกเข่าขออำนาจ” และตามด้วยคำพูดหวานหูว่าจะไม่ทอดทิ้ง จะดูแลเหมือนญาติ แต่ก็มักเป็นถ้อยคำที่ไม่ค่อยมีความจริงจังอะไรมากนัก

“พ่อแม่พี่น้องที่เคารพรัก……” จากนั้นจะพูดอะไรก็พูดไป เพราะเป็น “การสยบ” ชั่วคราว เพื่อให้ได้คะแนนหย่อนลงในตู้บัตร

เมื่อได้รับเลือกแล้ว สถานภาพอาจเปลี่ยนไปในทางตรงกันข้าม คือประชาชนผู้ที่เป็นเจ้าของอำนาจ กลับต้องมาอ่อนน้อมถ่อมตนต่อท่านเหล่านั้น ที่เขาได้มอบอำนาจให้ไป

การเมืองกับความรัก บางทีจึงไม่ต่างกันนัก เริ่มต้นด้วยรอยยิ้มและความหวัง แต่พอได้สิ่งที่ต้องการแล้ว ความสัมพันธ์ก็อาจค่อย ๆ เปลี่ยนไป

ในความรัก เราเรียกว่า “หมดใจ”

ในทางการเมือง… เราเรียกว่า “หมดสัญญา”…. จนกว่าจะเลือกตั้งใหม่

สุดท้ายแล้ว “การคุกเข่า” ไม่ว่าจะต่อหน้าหญิงสาว หรือต่อประชาชนจึงอาจเป็นเพียงท่วงท่าชั่วคราว เพื่อให้ได้ในสิ่งที่อยากได้ในวันนั้น

สิ่งที่ยากกว่าการคุกเข่าขอความรัก หรือขออำนาจก็คือ “การยืนหยัดในคำมั่นเดิม”

ดังนั้น เมื่อนักการเมืองคนใด จะขออำนาจจากประชาชนอีกครั้งหนึ่งในเร็ว ๆนี้เราคงไม่อยากเห็นเพียงท่าทางที่อ่อนน้อมแต่ที่เราอยากเห็นก็คือ

“หัวใจ” ที่ยังอยู่ในระดับเดียวกันกับประชาชน…. ไม่ว่าจะคุกเข่าหรือลุกยืน

เมื่อประชาชนมอบตำแหน่งให้ท่าน และท่านลุกขึ้นยืนได้แล้ว หัวใจของท่านจะต้องไม่สูงไปกว่าหัวใจของประชาชนนะครับ