วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม 2569

Login
Login

MOU 43, 44 คืออะไร? ควรเก็บไว้หรือยกเลิก?

MOU 43, 44 คืออะไร? ควรเก็บไว้หรือยกเลิก?

MOU ย่อมาจาก Memorandum of Understanding หรือแปลว่า บันทึกความเข้าใจ

โดย MOU 43 (ปีพ.ศ. 2543) คือบันทึกความเข้าใจระหว่างไทยกับกัมพูชา สมัยรัฐบาลชวน หลีกภัย ว่าด้วยการจัดทำหลักเขตแดนบนพื้นที่ที่อ้างสิทธิทับซ้อนกันทางบก

และตั้งคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) กำหนดให้ยึดเอกสารสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส 1904–1907 ใช้สันปันน้ำตามธรรมชาติและหลักเขตเดิม 73 ตำแหน่งเป็นฐาน

พร้อมทั้งห้ามทั้งสองฝ่ายทำอะไรที่เปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ชายแดน เว้นแต่ภารกิจสำรวจร่วม (กลไกคลี่คลายความตึงเครียด)

โดยใช้แผนที่อัตราส่วน1:200,000 (ซึ่งไม่แม่นยำและไม่น่าเชื่อถือ เมื่อเทียบกับแผนที่อัตราส่วนหนึ่งต่อ 1:50,000 ที่มีเทคโนโลยีทันสมัยกว่า https://www.ilaw.or.th/wp-content/uploads/2025/09/MOU43.pdf (ต้นฉบับ 237 หน้า) และ

MOU 44 (ปีพ.ศ. 2544) คือ บันทึกความเข้าใจระหว่างไทยกับกัมพูชา สมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ว่าด้วยความร่วมมือในพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเล (Overlapping Claims Area: OCA) ในอ่าวไทยประมาณ 26,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเชื่อว่ามีน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมากมายมหาศาล

มีลักษณะเป็น “provisional arrangements / agreement to agree” เพื่อหาทางออกทั้งการแบ่งเขตกับการพัฒนาร่วม-ไม่ใช่เอกสารที่ยกอธิปไตยหรือปักเขตเด็ดขาดทันที และสอดคล้องหลักกฎหมายทะเลที่ให้คู่กรณีทำข้อตกลงชั่วคราวระหว่างเจรจา

https://www.ilaw.or.th/wp-content/uploads/2025/09/MOU44.pdf (ต้นฉบับ 241 หน้า)

โดยทั่วไปแล้วการทำ MOU เช่นนี้ เข้าใจกันว่า

๐ เอกสารทั้งสองฉบับนี้ ไม่ใช่กฎหมาย

๐ไม่ได้มีผลผูกพันหรือสภาพบังคับ

๐หากใครฝ่าฝืนก็ไม่มีกลไกที่จะเอาผิดลงโทษกันได้

๐ไม่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

๐ไม่ใช่เอกสารที่ประชาชนทั่วไปใช้จริงในชีวิตประจำวันจึงไม่ค่อยมีใครรู้จักรายละเอียดมากนัก หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงคือกระทรวงการต่างประเทศ

ควรเก็บไว้หรือยกเลิก?

สืบเนื่องจากความขัดแย้งบริเวณชายแดนอย่างรุนแรงในปีค.ศ. 2025

จึงนำมาสู่ ประเด็นว่า MOU สองฉบับนี้ควรจะมีอนาคตอย่างไร

รัฐบาลอนุทิน 1.0 กำลังมีนโยบายที่จะทำประชามติเพื่อถามประชาชนว่าจะให้ยกเลิก หรือไม่

โดยนายกรัฐมนตรีอนุทินชี้นำแล้วว่า ‘หากไม่เป็นประโยชน์ต่อไทยก็พร้อมยกเลิก บอกว่าส่วนตัว ถ้าเป็นตนเอง ยกเลิกไปนานแล้ว ทำมาตั้ง 20 ปียังตกลงกันไม่ได้ จะเก็บไว้ทำไม?’

ซึ่งสอดคล้องกับกระแสรักชาติของชาวไทยเป็นจำนวนมากที่อยากยกเลิกทั้งสองฉบับนี้เช่นกัน และหากมีการทำประชามติพร้อมกับการเลือกตั้งในปีหน้า ก็คาดว่าเสียงส่วนใหญ่จะเห็นด้วยกับการยกเลิกค่อนข้างแน่นอน

ในทางตรงกันข้าม มีหลายฝ่ายท้วงติงให้ระมัดระวังว่า การยกเลิกโดยไทยตัดสินใจทำฝ่ายเดียวขณะที่กัมพูชาคัดค้าน อาจนำมาสู่ความเสียหายมากกว่าประโยชน์ที่จะได้รับ และคิดว่าเอกสารสองฉบับนี้ยังเป็นเครื่องมือที่ยังมีประโยชน์อยู่และยังดีกว่าที่ยังไม่มีอะไรเลย

อย่างไรก็ตามเงื่อนไขปัจจัยของภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนแปลงไปมากอย่างเฉียบพลัน เรื่องนี้เป็นสิ่งอ่อนไหวทางการเมืองภายในไทยมาก จึงไม่ควรมองข้ามความรู้สึกของประชาชนและคำนึงถึงหลักการและแนวปฏิบัติสากลเหมือนเช่นเคยทำในอดีต

หากเปรียบเทียบแล้วรัฐธรรมนูญของไทยซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศถูกเปลี่ยนบ่อยครั้ง ขณะที่ MOU กับกัมพูชา ซึ่งเป็นเพียงบันทึกความเข้าใจและไม่ใช่กฎหมายกลับไม่เปลี่ยนเลย คำถามคือเป็นเพราะเหตุใด ?

เหตุผลที่ควรยกเลิก MOU 43

ประมาณ 25 ปีที่ผ่านมา กัมพูชาละเมิดข้อตกลงแล้วกว่า 450 ครั้ง โดยฝ่ายไทยได้โต้แย้งและประท้วงมาโดยตลอด แต่กัมพูชากลับแก้ไขให้ไม่เกิน 100 ครั้ง นับว่าเป็นการจงใจละเมิดมากกว่าการพลั้งเผลอผิดพลาด จึงทำให้ไทยใช้เป็นข้ออ้างเพื่อยกเลิกด้วยความชอบธรรม ซึ่งประชาคมโลกไม่ควรกล่าวหาว่าไทยผิดสัญญา เนื่องจากได้แสดงสิทธิตามกฏหมายระหว่างประเทศทุกอย่าง

และสามารถอ้างบทบัญญัติของแห่งอนุสัญญากรุงเวียนนา ปีค.ศ. 1969 ข้อ 60 ได้

เมื่อไม่มี MOU 43 แล้วจะทำอย่างไร?

ปัญหาเรื่องการกำหนดเขตแดนทางบกระหว่างสองประเทศต่อไปอย่างไรนั้น ไทยควรใช้ความเข้มแข็งและจุดยืนที่มั่นคงกดดันให้กัมพูชาเปลี่ยนมาใช้แผนที่อัตราส่วน 1:50,000

และหากกัมพูชาไม่ยอม ไทยเป็นประเทศที่เข้มแข็งกว่าจึงสามารถปกป้องอธิปไตยได้

เหตุผลที่ควรยกเลิก MOU 44

รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะในปี 2552 เคยพยายามยกเลิกมาแล้ว

โดยผ่านคณะรัฐมนตรี แต่ยังไม่ผ่านรัฐสภา ครั้งนั้นทำไม่สำเร็จ เนื่องจากตีความว่าเป็นสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่อาจยกเลิกฝ่ายเดียวไม่ได้

และในปัจจุบันกระแสการเมืองภายในไทยต้องการเรียกร้องให้ยกเลิก โดยมีเรื่องความระแวงของผลประโยชน์ส่วนตัวของผู้นำทางการเมืองทั้งฝ่ายกัมพูชาและฝ่ายไทยมาทำให้ซับซ้อนด้วย ประกอบกับการเห็นต่างเรื่องเส้นแนวอ้างสิทธิไหล่ทวีปในแผนที่แนบท้าย MOU ที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้

ยกเลิกได้ แต่อาจมีผลเสีย

ผลเสียคือประชาคมโลกอาจมองว่า ‘ไทยยกเลิกเพราะอารมณ์และกระแสทางการเมือง’ การยกเลิก MOU เสี่ยงต่อการเสียความชอบธรรมในเวทีโลก เพราะกติกาสากลมองว่า “รัฐต้องเคารพข้อตกลงที่ลงนาม” (pacta sunt servanda) ถ้าไทยยกเลิกทันทีโดยไม่มี “ทางเลือกใหม่” จะถูกมองว่า “ฉีกข้อตกลง” รวมทั้งอาจมีการฟ้องร้องจากบริษัทเอกชนซึ่งสูญเสียประโยชน์และหากรัฐบาลไทยแพ้คดีในอนาคต ก็จะนำมาสู่ภาระของภาษีอากรซึ่งต้องนำมาชดใช้ค่าเสียหายตามคำสั่งของศาลฯ

ถ้าไม่ยกเลิกแล้ว จะมีวิธีทางเลือกอื่นใดที่มีประโยชน์สูงสุดต่อไทยหรือไม่ จะประนีประนอมได้ไหม?

หากจำเป็นต้องมี MOU ทั้งสองนี้ต่อไปก็มีทางออกได้คือ ‘ตราบใดที่ทางกัมพูชาเคารพตามกติกาที่ไทยยอมรับได้’ แม้ในทางปฏิบัติแล้วจะมีความสุ่มเสี่ยงและความขัดแย้งเรื้อรัง เนื่องจาก ณ เวลานี้ชาวไทยส่วนใหญ่ไม่เชื่อถือศรัทธารัฐบาลกัมพูชาเช่นที่เคย

เรื่องหลักเขต 73 ตำแหน่ง - ใช้เทคโนโลยีล่าสุดทำงานกับกลุ่มของกัมพูชาที่มีความรู้ความสามารถและมีทัศนคติที่อยากอยู่ร่วมอย่างสันติ และซื้อเวลาว่า ‘รัฐบาลกัมพูชาอาจมีการเปลี่ยนแปลงในระดับผู้นำ’

JBC ยังเป็นกลุ่มที่ทำงานร่วมกันได้

ส่วนเรื่องกฎหมายและเทคโนโลยีทางทะเล ก็แบ่งแยกเป็นสัดส่วนพื้นที่ย่อย ในระดับพื้นที่ทดลอง (pilot block)เพื่อหาความเข้าใจเบื้องต้นและควบคุมความเสี่ยงให้ต่ำที่สุดไว้ก่อน

เพื่อพิสูจน์กระบวนการแบ่งรายได้และการกำกับดูแล และหาวิธีพัฒนาร่วมแบ่งรายได้ ควบคุมสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย หากระดับพื้นที่ทดลองขนาดเล็กทำได้ดี และการเมืองและความสัมพันธ์ของสองประเทศเพิ่มเป็นทางบวก

ก็สามารถจะขยับขยายสู่พื้นที่หลักในพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเล (Overlapping Claims Area: OCA)