เอาอย่างไรดี โครงการไร่ละ 1,000 บาท ที่บางกระแสจะเพิ่มให้ไร่ละ 2,000 แต่สุดท้ายจนวันนี้ก็ยังสร้างความมึนงงสับสนว่าจะมีหรือไม่มีกันแน่?
ท่ามกลางเกษตรกรตัวเล็กตัวน้อยรายย่อยที่เคยได้รับเงินสนับสนุนการผลิตจากรัฐบาล กำลังนั่งดูข้าวใบเหลือง รอปุ๋ยรับรวง ด้วยใจห่อเหี่ยวสิ้นหวัง กับกระแสข่าวที่ออกมาว่า จะไม่ได้อีกแล้ว
ล่าสุด สัญญาณที่ออกมาก็ยังไม่มีอะไรแน่นอน มีเพียงคำอ้างซื้อใจทางการเมืองของรัฐบาล ว่าจะดีกว่าเดิมแน่นอน แต่ไม่รู้ว่า จะเป็น “เงิน” หรือ “ความยั่งยืน” ที่สุดนามธรรม
อย่างกรณี สรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวบางช่วงบางตอนที่พูดถึงโครงการ ไร่ละ 1,000 ว่า
คาดว่า จะประชุมคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง ภายในเดือนนี้อย่างแน่นอน และเชื่อว่าจะมีมาตรการในการสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่น่าจะเป็นที่พอใจของเกษตรกรอีกด้วย
ที่ต้องจับตาใกล้ชิด คือ การเคาะ มาตรการรับมือฤดูกาลผลิต 2569/70 ที่กำลังเริ่มเก็บเกี่ยว ซึ่งจำเป็นต้องสมดุลระหว่าง “การอุดหนุนระยะสั้น” พยุงราคาข้าว กับ “การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตระยะยาว” เพื่อให้ชาวนาไทยสามารถพึ่งตนเองได้อย่างยั่งยืน ในสภาวะที่ตลาดมีความผันผวน
ฟังดูซื้อใจ ซื้อเวลา ให้ชาวนามีความหวัง ทั้งที่ยังไม่มีความชัดเจนอะไรเลย
อย่างไรก็ตาม ที่พอมีความคืบหน้าอยู่บ้าง ก็คือ กระทรวงเกษตรฯ เตรียมเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 22 กันยายน 2569 เพื่ออนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมกว่า 1,846 ล้านบาท จ่ายเงินช่วยเหลือชาวนาตกค้างโครงการ ไร่ละ 1,000 บาท ปีการผลิต 2568/69
เมื่อเป็นเช่นนี้ นับว่าน่าสนใจ อะไรเป็นปัญหาแท้จริงกันแน่ หรือเพราะ รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล มีวิสัยทัศน์ใหม่เกี่ยวกับเงินช่วยเหลือก้อนนี้ อย่างที่มีสัญญาณออกมา ซึ่งพอจะไล่เรียงได้ดังนี้
1.) ปัญหางบประมาณชนเพดาน และเงินค้างจ่าย (กลุ่มตกค้าง) ที่ดูเหมือนจะเป็นปัญหาหลักอยู่ในเวลานี้
กรณีงบประมาณไม่พอ สาเหตุสำคัญเกิดจากจำนวนเกษตรกรและพื้นที่เพาะปลูกที่ผ่านการตรวจสอบสิทธิ์มีจำนวนมากกว่าที่รัฐบาลประมาณการไว้ตอนแรก ส่งผลให้เงินงบประมาณเดิมที่ตั้งไว้ไม่เพียงพอ
กรณีชาวนา 2.3 แสนรายยังไม่ได้เงิน จากปีการผลิตที่ผ่านมา มีเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่ยังตกค้างและไม่ได้รับเงินช่วยเหลือถึง 233,729 ครัวเรือน จนมีกระแสเรียกร้องและชาวนาเดือดร้อนอย่างหนัก เพราะไม่มีเงินหมุนเวียนเป็นค่าใช้จ่าย
ความคืบหน้าล่าสุด สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เร่งรัดและเตรียมชงขยายกรอบวงเงินเพิ่มเติมอีก 1,846.96 ล้านบาท เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในสัปดาห์หน้า เพื่อจ่ายเก็บตกให้ชาวนากลุ่มนี้
2.) แรงกดดันทางกฎหมายคลัง (พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง มาตรา 28) ภาครัฐและหน่วยงานเศรษฐกิจ เช่น รมต.คลัง และหน่วยงานตรวจสอบนโยบาย เน้นย้ำถึงข้อจำกัดทางกฎหมายตาม มาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง ซึ่งควบคุมการใช้เงินนอกงบประมาณผ่านสถาบันการเงินของรัฐ (ธ.ก.ส.) มีแนวคิดที่จะส่งเสริมให้ลดการ “แจกเงินเปล่าแบบเดิม” แล้วเปลี่ยนไปเน้นการลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและศักยภาพการผลิตระยะยาวให้แก่เกษตรกรแทน เพื่อลดภาระทางการคลัง
3.) ข้อถกเถียงเรื่องการเปลี่ยนหลักเกณฑ์เป็น “ตันละพัน”มีความพยายามเสนอจากภาคส่วนอื่น (เช่น สมาคมโรงสีบางแห่ง) ให้ปรับรูปแบบจากการจ่ายตามพื้นที่แปลงนา (ไร่ละ 1,000 บาท) เป็นจ่ายตามปริมาณผลผลิตข้าวที่ทำได้จริง (ตันละ 1,000 บาท)
ขณะเสียงจากชาวนา โดยสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทยได้คัดค้านแนวคิดนี้อย่างรุนแรง เนื่องจากมองว่าต้นทุนการไถ หว่าน ปุ๋ย เกิดขึ้นเท่าเดิมตั้งแต่เริ่มปลูก หากปีใดเกิดภัยแล้งหรือน้ำท่วมจนผลผลิตเสียหาย (ได้จำนวนตันน้อย) ชาวนาจะยิ่งเดือดร้อนซ้ำเติมจากเงินช่วยเหลือที่ลดลงตามไปด้วย การจ่ายไร่ละ จึงสะท้อนการช่วยลดต้นทุนที่แท้จริงได้ดีกว่า
4.) ความล่าช้าในฤดูกาลผลิตใหม่ 2569/70 ขณะนี้เริ่มเข้าสู่ฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าวนาปีรอบใหม่(ปีการผลิต 2569/70)แล้ว แต่มาตรการช่วยเหลือและอุดหนุนรอบใหม่ ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดว่าจะออกมาในรูปแบบใด อัตราเท่าใด
นอกจากนี้ ที่น่าย้อนให้เห็นก็คือ ความเป็นมา และความยาวนานของโครงการ จนเป็นสาเหตุให้ชาวนาคาดหวังสูงว่า โครงการนี้เป็นที่พึ่งพวกเขาอย่างแท้จริงในการทำนา
เริ่มจากชื่อทางการ “โครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว” ถือเป็นมาตรการช่วยเหลือแบบให้เงินอุดหนุนตรงแก่ชาวนาตามพื้นที่การเพาะปลูกจริง
โครงการนี้เกิดขึ้นเมื่อปี 2557 ยุคของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และได้รับการสืบทอดเรื่อยมาผ่านหลายรัฐบาลจนถึงปัจจุบัน เพื่อเป็นเครื่องมือระยะสั้นในการลดต้นทุนการผลิตและพยุงคุณภาพชีวิตเกษตรกร
จุดเริ่มต้นโครงการ ปี2557/58 : คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติโครงการจ่ายเงินช่วยเหลือชาวนาไร่ละ 1,000 บาท เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2557 เพื่อเยียวยาชาวนาที่ได้รับผลกระทบจากราคาข้าวตกต่ำ โดยจำกัดพื้นที่ช่วยเหลือไม่เกินครอบครัวละ 15 ไร่ (สูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท) โอนเงินผ่าน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)
ปีการผลิต 2562/63 มีการปรับสูตรจ่ายเป็น “โครงการสนับสนุนต้นทุนการผลิตไร่ละ 500 บาท” ควบคู่กับ “ค่าเก็บเกี่ยวไร่ละ 500 บาท” รวมแล้วเท่ากับ 1,000 บาทต่อไร่ ทั้งขยายเพดานเพิ่มขึ้นเป็นไม่เกินครัวเรือนละ 20 ไร่
ปีการผลิต 2563/64 - 2566/67 รัฐบาลเปลี่ยนมาใช้ชื่อ “โครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว” โดยคงเกณฑ์การจ่ายที่อัตราไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 20 ไร่ต่อครัวเรือน (สูงสุด 20,000 บาท) ซึ่งกลายเป็นมาตรการหลักที่ชาวนาเฝ้ารอในทุกปีการผลิต
การปรับเกณฑ์ในยุคปัจจุบัน (ปีการผลิต 2567 - 2569) ในยุคต่อมา รัฐบาลมีการปรับลดสัดส่วนเพดานสิทธิ์ลงเพื่อความเหมาะสมด้านงบประมาณ / ปีการผลิต 2567/68 - 2568/69 : รัฐบาลจ่ายเงินช่วยเหลือที่อัตรา ไร่ละ 1,000 บาท แต่ปรับลดเพดานสูงสุดลงมาอยู่ที่ ไม่เกินครัวเรือนละ 10 ไร่ (สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท) เพื่อกระจายงบประมาณให้ครอบคลุม และเน้นเกษตรกรรายย่อยเป็นหลัก โดยครอบคลุมกลุ่มเกษตรกรกว่า 4.5 - 4.6 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ
ความคืบหน้าล่าสุด สำหรับเงินช่วยเหลือ ไร่ละพัน ของปีการผลิตที่ผ่านมา(2568/69) กระทรวงเกษตรฯ เร่งเสนอ ครม. อนุมัติงบเพิ่มเติมประมาณ 1,846 ล้านบาท เพื่อเก็บตกจ่ายเงินให้กับชาวนากลุ่มตกค้างอีกประมาณ 2.3 แสนครัวเรือน
ส่วนฤดูกาลผลิตใหม่ (2569/70) หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) อยู่ระหว่างการพิจารณากรอบงบประมาณและรูปแบบมาตรการที่จะนำมาใช้อีกครั้ง
สิ่งที่กำลังเป็นคำถามอยู่ในเวลานี้ รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล กล้าหาญชาญชัยพอที่จะยุติ หรือทิ้ง “โครงการไร่ละ 1,000” ซึ่งประชานิยมสูง ฐานเสียงใหญ่ อย่างนั้นหรือ?
เรื่องนี้มีหลายประเด็นน่าพิจารณา ผลสะท้อนและสะเทือนทางการเมือง
ต้องไม่ลืมว่า โครงการไร่ละ 1,000 มีแรงขับเคลื่อนและผลกระทบทางการเมืองสูงมากในประเทศไทย เนื่องจากเป็นมาตรการที่ส่งผลกระทบต่อคะแนนเสียงของฐานเสียงกลุ่มใหญ่ที่สุดกลุ่มหนึ่งของประเทศ(ชาวนากว่า 4.5 ล้านครัวเรือน)
โดยอาจสรุปให้เห็นผลกระทบทางการเมืองที่สำคัญได้ดังนี้
1.) เครื่องมือการช่วงชิงและรักษาฐานเสียง การตักตวงคะแนนนิยมของนักการเมือง มาตรการนี้มักถูกฝ่ายการเมืองใช้เป็นเครื่องมือหลักในการสร้างคะแนนนิยม รัฐบาลมักเร่งผลักดันโครงการช่วงเวลาสำคัญ เช่น ก่อนฤดูกาลเก็บเกี่ยว หรือช่วงกระแสความไม่พอใจจากปัญหาราคาสินค้าตกต่ำ เพื่อมัดใจฐานเสียงกลุ่มเกษตรกรในต่างจังหวัด
การกดดันจากฝ่ายค้านและ สส.พื้นที่ สส. ทั้งจากฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลเองในพื้นที่ฐานเกษตรกรรม มักใช้ประเด็นนี้กดดันรัฐบาลกลางอย่างต่อเนื่อง เช่น การทวงถามความคืบหน้ากลางสภาฯ หรือจี้ให้รัฐบาลเร่งอนุมัติเงินในส่วนที่ตกค้าง เพื่อแสดงให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเห็นว่าตนเองทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของชาวนา
2.) ความขัดแย้งและมุมมองที่ต่างกันในรัฐบาล โครงการนี้สะท้อนให้เห็นรอยร้าวหรือความเห็นที่ไม่ตรงกันระหว่างรัฐมนตรีสายปฏิบัติการที่คุมกระทรวงเกษตรฯกับรัฐมนตรีหรือที่ปรึกษาสายเศรษฐกิจ/คลัง
มุมมองความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ฝั่งผู้ดูแลด้านนโยบายการคลังและเศรษฐกิจบางส่วน มักแสดงความกังวลว่าการแจกเงินตรงลักษณะนี้อาจไม่เกิดประโยชน์ในระยะยาวต่อโครงสร้างการผลิตข้าวไทย และมองว่า เป็นการสร้างภาระทางการคลัง
การตอบโต้ทางการเมือง เมื่อมีการวิพากษ์วิจารณ์โครงการ สส. หรือรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับฐานเสียงชาวนา มักรีบออกมาตอบโต้ทันทีเพื่อปกป้องความรู้สึกของเกษตรกร โดยระบุว่า เงินดังกล่าวคือภาษีประชาชนที่ต้องนำกลับไปดูแลประชาชน ไม่ควรถูกมองว่า เป็นภาระ ทำให้กลายเป็นประเด็นความขัดแย้งเชิงวาทกรรมภายในและภายนอกพรรคร่วมรัฐบาล
3.) แรงกดดันจากม็อบชาวนาและความมีเสถียรภาพของรัฐบาล
เงื่อนไขเวลาค้ำคอรัฐบาล หากการจ่ายเงินเกิดความล่าช้า หรือเกิดปัญหา “เงินตกค้าง” เป็นเวลานาน (เช่น กลุ่มตกหล่นฤดูกาลผลิตที่ผ่านมา) เกษตรกรและสมาคมชาวนาจะเริ่มรวมตัวเคลื่อนไหว ยื่นคำขาด หรือขู่ว่าจะ “บุกกรุง” เพื่อประท้วง แรงกดดันนี้ ทำให้รัฐบาลต้องรีบจัดทำงบประมาณเพิ่มเติมหรือเร่งนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อควบคุมสถานการณ์ ไม่ให้บานปลายจนกระทบความมั่นคงของรัฐบาล
4.) ข้อจำกัดทางกฎหมายวินัยการเงินการคลัง การกู้เงินตามมาตรา 28 ชนเพดาน ในทางการเมือง โครงการนี้มักเผชิญข้อจำกัดทางกฎหมาย โดยเฉพาะการใช้เงินกู้ผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (ธ.ก.ส.) ตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง ซึ่งหลายฝ่ายกังวลว่า กรอบวงเงินใกล้ถึงเพดานสูงสุดที่กฎหมายกำหนดแล้ว ประเด็นนี้ทำให้เกิดการโจมตีทางการเมืองว่ารัฐบาลกำลังทิ้งภาระหนี้และดอกเบี้ยไว้ในอนาคต และหากวงเงินเต็มจนทำโครงการต่อไม่ได้ในอนาคต อาจกลายเป็น "ระเบิดเวลาทางการเมือง" ที่ส่งผลเสียต่อความนิยมของรัฐบาลอย่างรุนแรง มาตรการ “ไร่ละพัน” จึงไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของการช่วยเหลือเยียวยาภัยแล้งหรือต้นทุนการผลิตของชาวนาเท่านั้น
แต่เป็นพื้นที่ปะทะทางนโยบาย การต่อรองผลประโยชน์ และการรักษาเสถียรภาพในอำนาจของผู้บริหารประเทศอย่างปฏิเสธไม่ได้
เชื่อว่า รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล รู้ดี “ไร่ละ 1,000” สำคัญอย่างไร แต่จะให้ความสำคัญหรือไม่เท่านั้น เทียบกับกลุ่มทุน ที่อนุมัติโครงการใหญ่เป็นว่าเล่น เรื่องอย่างนี้ อย่าคิดว่าเกษตรกรชาวนาจะรู้ไม่เท่าทัน หรือไม่จริง?





