วันอังคาร ที่ 8 กันยายน 2569

Login
Login

'ครม.อนุทิน' รุกปมฉาว แก้เกมกลางกระแสร้อน

ดูเหมือนรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังติดหล่มปมปัญหาการเมือง ที่ยากแก้เกม นโยบายประชานิยมที่โปรยหว่านหวังผลก็ทำได้ไม่เข้าตาประชาชน ติดปัญหาโน่นนี่แทนที่จะดีกลับกลายเป็นเสีย

สถานการณ์เช่นนี้เอง ในทางการเมืองจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีกลยุทธ์เชิงรุก แก้เกมให้ได้ ไม่เช่นนั้น โอกาสที่จะเพลี่ยงพล้ำไม่ช้าก็เร็วมีความเป็นไปได้สูง

ด้วยเหตุนี้หรือไม่ รายการ ‘คุยกับ ครม.อนุทิน’ เปิดมุมคิด-เจาะนโยบาย ฟังคำตอบจากรัฐมนตรีโดยตรง เริ่มวันที่ 5 กันยายนนี้เป็นต้นไป จึงถูกผลักดันออกมา

ทั้งนี้ รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาเปิดเผยเรื่องนี้ ทั้งระบุด้วยว่า รัฐบาลต้องการเชิญชวนประชาชนติดตาม เพราะจะทำให้รู้แง่มุมความคิด เบื้องลึกของนโยบาย เบื้องหลังการทำงาน และทิศทางการบริหารประเทศ ผ่านการพูดคุยกับรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบโดยตรง ยิ่งกว่านั้นจะได้รับรู้และเข้าใจว่ารัฐบาลกำลังทำอะไร มีเป้าหมาย และจะเกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างไร

สำหรับเนื้อหารายการ ‘คุยกับ ครม.อนุทิน’ จะมีการชวนรัฐมนตรีมาพูดคุยแบบตรงไปตรงมาในประเด็นสำคัญที่อยู่ในความสนใจประชาชน ทั้งแนวคิดเบื้องหลังกำหนดนโยบาย การขับเคลื่อนงานแต่ละด้าน ตลอดจนคำถามและข้อสงสัยที่ประชาชนต้องการคำตอบ

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงด้วยว่า รัฐบาลต้องการเพิ่มช่องทางสื่อสารให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลจากผู้กำหนดและรับผิดชอบนโยบายโดยตรง เพราะนอกจากการรับรู้ว่านโยบายคืออะไรแล้ว สิ่งสำคัญคือประชาชนควรได้ทราบถึงเหตุผล เป้าหมาย และผลที่จะเกิดขึ้นจากการดำเนินงานของรัฐบาล

 โดยรายการนี้สามารถติดตามได้ทุกวันเสาร์ เวลา 09.05 น. ทางสถานีโทรทัศน์ NBT, MCOT HD และ ททบ.5 และช่องทางออนไลน์ กรมประชาสัมพันธ์, NBT Connext และไทยคู่ฟ้า

ที่น่าคิดอย่างมาก นอกเหนือจากเหตุผลสำคัญที่รัฐบาลชี้แจงไปแล้ว คือ การชิงพื้นที่แก้ข่าวปมร้อนทั้งหลายที่รุมเร้ารัฐบาล ที่สำคัญ คือ การเตรียมความพร้อมรับมือ “ศึกซักฟอก” ของฝ่ายค้าน การใช้เวทีตัวเองอย่างเต็มที่ ดีกว่า การใช้เวทีรัฐสภา ซึ่งมีกติกาข้อบังคับ มีข้อจำกัดเรื่องเวลา และสถานการณ์กดดันในการอธิบาย

 อย่างไรก็ตาม ในมุมมองฝ่ายค้านก็แทบฟันธงทันควันเช่นกันว่า เป็นเกมหวังผล กอบกู้คะแนนนิยมที่ลดลง

 ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงรายการดังกล่าว ว่า อาจจะเป็นตัวช่วยในยามที่คะแนนนิยมตกต่ำ เราจะเห็นหลายรัฐบาลที่ใช้กลยุทธ์แบบนี้ ในการหาช่องทางสื่อสารกับประชาชน ซึ่งในยามปกติก็มีหลายช่องทางที่สามารถพูดคุยสื่อสารกับประชาชนได้ ทั้งการแถลงข่าว การประชุม ครม. การให้ข่าวต่างๆ ที่จะมีประโยชน์กับการเพิ่มคะแนนนิยมของตัวเอง นอกเหนือจากการที่จะเป็นการโต้ตอบกันไปวันๆ หรือจะเข้ามาใช้พื้นที่สภาในการตอบคำถาม ตอบกระทู้ของบรรดา สส.

“คิดว่า ไม่น่าจะได้ผลเท่าไหร่ ในแง่ของการเพิ่มคะแนนความนิยมมากขึ้น”

กรณีถามถึงนายกฯให้สัมภาษณ์ว่า ไม่อยากให้สื่อถามแบบปิงปองกันไปมา อยากให้ใช้กลไกสภาตั้งกระทู้ถามมากกว่า “ศิริกัญญา” กล่าวว่า แน่นอน เห็นด้วยเลย เรื่องนี้จะไม่ต้องปิงปองกันไปมา หากเมื่อวันที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีอยู่ที่สภา ตามที่สมาชิกร้องขอให้การพิจารณาญัตติให้มีนายกรัฐมนตรีร่วมในการชี้แจงข้อซักถามด้วย ก็จะไม่ต้องมีการปิงปองกันไปมา

“ถ้านายกรัฐมนตรีมาปรากฏตัวที่สภา อย่างน้อยเวลาตั้งกระทู้สดถึงนายกฯก็ช่วยมาบ้าง มาตอบคำถามบ้าง ตอนนี้คะแนนยังเป็น 0 ต่ำกว่านายกฯทุกคนที่ผ่านมา ต้องช่วยเร่งผลงานทางด้านนี้ด้วย เช่น เรื่องดาต้าเซ็นเตอร์ จริงๆ แล้วเกี่ยวข้องหลายกระทรวงมาก ต้องเป็นนายกรัฐมนตรีเท่านั้นที่จะตอบทุกอย่างได้ แต่ก็เลือกที่จะมอบหมายให้รัฐมนตรีมาตอบแทน สักครั้งค่ะ ในชีวิตนะคะ มาตอบกระทู้ของพวกเรา” ศิริกัญญา กล่าวย้ำ

 ที่น่าสนใจ ยังมีมรสุมถล่มรัฐบาลอนุทินอีกหลายด้าน จนพาดหัวข่าวสื่อมวลชนใช้คำว่า “กันยาเดือด” เลยทีเดียว ทั้งเกมในสภา การกดดันจากนอกสภา และคดีความทางกฎหมายที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพและภาพลักษณ์อย่างรุนแรง ที่น่าหยิบยกให้เห็นดังนี้

 1.ข้อครหาเรื่อง “ปกป้อง กกต.” โดยการแย่งชิงญัตติในสภา : ฝ่ายค้านและกระแสสังคมออกมาถล่มรัฐบาลอย่างหนัก หลังฝั่งรัฐบาลเสนอญัตติด่วนเรื่องสถานการณ์ไฟใต้ขึ้นมาพิจารณาก่อน ทำให้ถูกมองว่าเป็นการ “เตะถ่วง” หรือเบี่ยงเบนความสนใจ ปิดทางและยื้อเวลาไม่ให้สภาอภิปรายรายงานของ กกต.(คณะกรรมการการเลือกตั้ง)

 ปมร้อนคดี “ฮั้ว สว.” : ฝ่ายค้านและกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองต่างจับตา และโจมตีว่า รัฐบาลพยายามปกป้อง กกต. จากการตรวจสอบเรื่องการทุจริตเลือก สว. ซึ่งมีข่าวลือและข้อครหาว่า มีความเชื่อมโยงกับนักการเมืองและรัฐมนตรีในซีกรัฐบาลปัจจุบัน

 2. มรสุมคดีความและปัจจัยกดดันทางกฎหมายสองคดีฉาว บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง และ คดีฮั้ว สว. : สองคดีนี้ถือเป็นชนวนสำคัญที่อาจนำไปสู่จุดเปลี่ยนทางการเมือง โดยเฉพาะในช่วงปลายเดือนกันยายนที่ศาลรัฐธรรมนูญและ กกต. มีกำหนดนัดลงมติและวินิจฉัย หากผลตัดสินออกมาเป็นลบ จะส่งผลสะเทือนต่อความมั่นคงของพรรคร่วมรัฐบาลโดยตรง

 การเตรียมศึกซักฟอกของฝ่ายค้าน : มีข่าวว่า พรรคฝ่ายค้านนำโดยพรรคประชาชน เริ่มตั้งทีมตรวจสอบรัฐมนตรีรายบุคคล เพื่อเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ควบคู่การโจมตีเรื่องการบริหารงบประมาณและการขาดวุฒิภาวะในการตอบกระทู้ในสภา

 3. ประเด็นร้องเรียนเชิงนโยบายและโครงสร้างพื้นฐานข้อพิพาทเรื่อง Data Center กลางกรุง : รัฐบาลถูกตั้งคำถามและโจมตีอย่างหนักจากฝ่ายค้านและชุมชน กรณีความคุ้มค่าและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงตรวจพบคลังเก็บน้ำมันดีเซลสำรองกว่า 2 แสนลิตรโดยไม่มีใบอนุญาตในโครงการ Data Center ย่านพระราม 9 จนทำให้รัฐบาลต้องรีบตั้งบอร์ดใหญ่ขึ้นมากำกับดูแลเพื่ออุดช่องโหว่ทางกฎหมาย

สำหรับ ข้อพิพาทเรื่อง Data Center (ศูนย์ข้อมูล) คือ ความขัดแย้งและความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากการขยายตัวของอาคารศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ในเขตชุมชนเมืองและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมหาศาล ซึ่ง Data Center คืออะไร? ทำไมรัฐถึงดัน แต่ กทม. ขอเบรก คำตอบคือ เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI แต่กลับเกิดปัญหาข้อถกเถียงหลายด้าน ดังนี้

 ประเด็นหลักข้อพิพาท ช่องโหว่ทางกฎหมาย : กฎหมายไทยยังไม่มีนิยามคำว่า “Data Center” ที่ชัดเจน เป็นที่มาทำให้ผู้ประกอบการใช้ช่องโหว่นี้ ขออนุญาตก่อสร้างในรูปแบบ "คลังสินค้า" หรือ "อาคารสำนักงาน" เพื่อเลี่ยงการทำรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และสามารถตั้งอยู่ในพื้นที่ชุมชนหนาแน่นได้

 การใช้ทรัพยากรสูง : Data Center ขนาดใหญ่ต้องใช้กระแสไฟฟ้าและน้ำปริมาณมหาศาลเพื่อหล่อเย็นระบบคอมพิวเตอร์และเซิร์ฟเวอร์ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งสร้างความกังวลเรื่องภาระต่อโครงสร้างพื้นฐานพลังงานและน้ำประปา

ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม : ความกังวลเรื่องการระบายความร้อนและน้ำทิ้งจากระบบหล่อเย็น (ที่อาจมีสารเคมีเช่นคลอรีนผสม) ลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะหรือชุมชนรอบข้าง รวมถึงการจัดเก็บน้ำมันดีเซลสำหรับเครื่องปั่นไฟสำรอง

ความคุ้มค่าต่อท้องถิ่น : ทุนและเทคโนโลยีส่วนใหญ่เป็นของบริษัทต่างชาติขนาดใหญ่ แต่ประโยชน์หรือการจ้างงานที่คืนสู่ชุมชนท้องถิ่นค่อนข้างน้อย เมื่อเทียบกับต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมที่ต้องแบกรับ

4.ปมการทุจริตสอบท้องถิ่น : มีการเปิดโปงขบวนการโกงสอบแข่งขันบุคคลเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีการกล่าวหาว่า มีเม็ดเงินสะพัดจำนวนมากและอาจเอี่ยวกับนักการเมืองระดับสูง ซึ่งฝ่ายค้านและพรรคประชาธิปัตย์ได้นำหลักฐานยื่นต่อ ป.ป.ช. ให้เร่งเอาผิดตัวการใหญ่

5. กระแสกดดันนอกสภา และการนัดรวมพล “ลงถนน” ม็อบเตรียมจุดติด : นอกจากการต่อสู้ในระบอบสภาแล้ว แกนนำภาคประชาชน อย่าง นายสนธิ ลิ้มทองกุล และกลุ่มเคลื่อนไหวอื่นๆ ได้ประกาศนัดหมายเตรียมชุมนุมใหญ่ “ลงถนน” เพื่อกดดันองค์กรอิสระและรัฐบาลในประเด็นความไม่โปร่งใสต่างๆ ถือเป็นแรงบีบจากภายนอกที่ซ้ำเติมให้สถานการณ์ของรัฐบาลในเดือนนี้มีความเปราะบางสูง

ที่สำคัญ สนธิ ลิ้มทองกุล นัดแถลงข่าววันที่ 7 กันยายน 2569 เพื่อประกาศแนวทางการเคลื่อนไหวพามวลชนลงถนน "ทวงคืนประเทศไทย" ขจัดกลุ่มทุนสีเทา

 เรื่องนี้นับว่าน่าจับตามอง เพราะ “สนธิ” มีประสบการณ์การชุมนุมสูง จากม็อบขับไล่รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร แม้อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะเย้ยว่า ประเทศไทยเป็นของคนไทยทุกคนและไม่ต้องมีใครมาทวงคืนก็ตาม

ทั้งหมด จะเห็นแล้วว่า รัฐบาลต้องการ “แก้เกม” ที่ส่อไปในทางได้รับผลกระทบสูงจากกระแสร้อนปมฉาว จนผลสำรวจกระแสนิยมตกต่ำลงอย่างเหลือเชื่อ

 ขณะเดียวกัน นโยบายประชาชานิยมที่หวังว่า จะเป็นตัวชูโรงให้กระแสนิยมฟื้นกลับคืน ก็กลับจมดินเงียบหาย ไม่เปรี้ยงปร้างเท่าที่ควร ตรงข้ามกับปมฉาวเรื่องทุจริตต่างๆ และปมร้อนทางการเมือง กลับถล่มรัฐบาลเข้าเป้ายิ่งกว่า

 ดังนั้น ไม่แปลกที่ได้เวลารายการ ‘คุยกับ ครม.อนุทิน’ ต้องมา ที่สำคัญ มาช้ายังดีกว่าไม่มา ส่วนจะทันเวลาแก้ปัญหาให้รัฐบาลได้มากน้อยแค่ไหน เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

 เหนืออื่นใด อยู่ที่รัฐมนตรีแต่ละท่านที่มาออกรายการจะโชว์ความโดดเด่นน่าเชื่อถือในการตอบคำถาม ข้อข้องใจประชาชนได้ดีแค่ไหน โดยเฉพาะความจริงใจ มีเหตุมีผล เห็นแก่ประโยชน์สุขประชาชน ประเทศชาติ เป็นสำคัญ

 หาไม่ก็แทบไม่มีประโยชน์อะไร หรือไม่จริง!?