แน่นอน, แทบไม่ต้องสงสัยว่า ระบบราชการไทยใหญ่โตเกินจำเป็นจริง และหลายฝ่ายเห็นด้วยว่าต้องมีการปฏิรูประบบราชการ ส่วนจะมีแนวทางอย่างไร เริ่มต้นจุดไหน นี่สิน่าคิด
เพราะถ้าเริ่มติดกระดุมเม็ดแรกผิด อาจผิดไปทั้งระบบก็เป็นได้? แทนที่จะเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุด อาจยิ่งสร้างปัญหาใหม่และใหญ่กว่าเดิมจนยากแก้ไข
ทั้งยังเป็นการใช้งบประมาณที่สูญเปล่าอีกต่างหาก ด้วยเหตุนี้ก็เป็นได้ ที่ทำให้การปฏิรูประบบราชการ แม้รู้ปัญหา แต่ไม่ใช่เรื่องง่าย
เมื่อเป็นเช่นนี้ แนวทาง “เออร์ลี่รีไทร์ ข้าราชการ” ของ รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ที่เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อยู่ในขณะนี้ จึงนับว่าน่าสนใจ เพราะนอกจากรองรับโลกยุคดิจิทัลแล้ว ยังเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูประบบราชการด้วย
ทั้งนี้มีความคืบหน้า “มาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดของข้าราชการพลเรือนสามัญ” ออกมาแล้ว หลังเปิดรับฟังความคิดเห็นที่มีปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ร่วมกับ ก.พ., ก.พ.ร., สำนักงบประมาณ และกรมบัญชีกลาง เมื่อวันที่ 27 สิงหาคมที่ผ่านมา
ที่น่าสนใจ สำนักงาน ก.พ. นำเสนอผลการรับฟังความคิดเห็นต่อที่ประชุมใน 5 ประเด็น ดังนี้
1.) การกำหนดกลุ่มเป้าหมายผู้เข้าร่วมมาตรการฯ เป็น 2 กลุ่ม
กลุ่มที่ 1 : อายุ 50 ปีขึ้นไป หรืออายุราชการ 25 ปีขึ้นไป (ไม่รวมเวลาราชการทวีคูณ(หมายถึง ช่วงที่กฎหมายอนุญาตให้ข้าราชการและลูกจ้างประจำ นับอายุราชการเพิ่มเป็น 2 เท่า (คูณสอง) ของเวลาปฏิบัติงานจริง กรณีสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงภัยหรือความยากลำบากเป็นพิเศษ)
กลุ่มที่ 2 : อายุ 40–49 ปี และอายุราชการ 10 ปีขึ้นไป (ไม่รวมเวลาราชการทวีคูณ)
2.) การกำหนดจำนวนเท่าสูงสุดของสิทธิประโยชน์ (เงินก้อน) ในอัตราที่เท่ากันทั้ง 2 กลุ่ม
3.) เงื่อนไขการยุบเลิกตำแหน่งเท่ากับจำนวนผู้เข้าร่วมมาตรการฯ
4.) เงื่อนไข การห้ามกลับเข้ารับราชการ หรือเป็นพนักงานประจำในหน่วยงานภาครัฐทุกประเภท
และ 5.) การกำหนดให้ส่วนราชการสามารถจ้างบุคลากรภายนอก เพื่อขับเคลื่อน Digital Transformation
จากนั้นที่ประชุมมีมติ รับทราบผลการรับฟังความคิดเห็นและพิจารณาให้ความเห็นชอบในหลักการ ดังนี้
1.)การกำหนดกลุ่มเป้าหมายผู้เข้าร่วมมาตรการฯ เป็น 2 กลุ่ม การกำหนดเงื่อนไขในการห้ามกลับเข้ารับราชการ และการจ้างบุคลากรภายนอก (Outsource) เพื่อขับเคลื่อน Digital Transformation
2.)การกำหนดจำนวนเท่าสูงสุดของเงินก้อนที่ผู้เข้าร่วมมาตรการฯ จะได้รับในอัตราที่เท่ากันทั้ง 2 กลุ่ม ในอัตราสูงสุดไม่เกิน 12 เท่า
3.)การกำหนดเงื่อนไขการยุบเลิกตำแหน่ง โดยให้ส่วนราชการยุบเลิกตำแหน่งเท่ากับจำนวนผู้เข้าร่วมมาตรการฯ และสามารถบริหารจัดการตำแหน่งที่จะนำมายุบเลิกได้ตามความเหมาะสม โดยไม่จำเป็นต้องยุบเลิกตำแหน่งที่ผู้เข้าร่วมมาตรการฯ ดำรงอยู่โดยตรง
ทั้งหมด มอบหมาย สำนักงานก.พ. หารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดทำรายละเอียดมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดของข้าราชการพลเรือนสามัญ เพื่อนำเสนอคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ(คปร.) และคณะรัฐมนตรี พิจารณาโดยเร็วต่อไป
ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ก่อนหน้านี้ (8 ก.ค.69) ท่ามกลางกระแสข่าวจะมีโครงการ เออลี่ รีไทร์ข้าราชการ นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้ข้อมูลว่า กระทรวงสาธารณสุข มีบุคลากรทั้งหมดทุกรูปแบบการจ้างราว 379,000 คน เฉพาะที่เป็นข้าราชการราว 200,000 คน ส่วนตัวเลขที่ต้องการจริงรวมทั้งหมดตามค่าภาระงานต้องการเพิ่มอีก 90,000 คน แต่ที่จ้างด้วยเงินบำรุงของรพ.โดยยังไม่ได้บรรจุเป็นข้าราชการ ประมาณ 30,000 คน ส่วนมากเป็นบุคลากรวิชาชีพอื่นๆ แต่ไม่ค่อยมีแพทย์
ส่วนเรื่องการเออร์ลี่รีไทร์ข้าราชการนั้น “นพ.สมฤกษ์” กล่าวว่า เบื้องต้นเห็นด้วย แต่ในส่วนของหน่วยบริการต่างๆ ปัจจุบันยังประสบปัญหาขาดแคลนบุคลากรอยู่ บางพื้นที่ยังต้องนำบุคลากรทางการแพทย์ที่เกษียณแล้วเข้ามาทำงาน ตอนนี้มีอยู่ประมาณ 8,000 คน
“กรณีบุคลากรวิชาชีพยังมีความขาดแคลน โดยกระทรวงมีแผนจะให้บุคลากรทำงานต่อ แต่ในรูปแบบที่อาจจะเป็นการการจ้างบางเวลา เพื่อเติมเต็มส่วนที่ขาด ซึ่งบุคลากรในส่วนให้บริการประชาชนของสธ.คงจะสวนทางกับการ “เออร์ลี่รีไทร์” เพราะประชาชนสูงวัยแม้ประชากรน้อยลง แต่การเจ็บป่วยมากขึ้น จะนำข้อมูลเหล่านี้นำเสนอ ก.พ.” นพ.สมฤกษ์ กล่าว
ข้อมูลที่น่าสนใจอีกอย่าง คือ กรณีผลสำรวจความคิดเห็นของข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ ของ “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ที่ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับโครงการเออลี่ รีไทร์ ดังกล่าว
จนน่าวิเคราะห์ว่า เกิดอะไรขึ้น ทำไมอาชีพข้าราชการที่ว่ามั่นคงที่สุด วันนี้มีคนอยากออกจากระบบราชการเพราะเหตุใด?
สำหรับผลสำรวจ “นิด้าโพล” (9 ส.ค.69) ประเด็น “อยู่ราชการต่อ หรือ ลาก่อนดี” สำรวจระหว่างวันที่ 4-6 สิงหาคม 2569 จากกลุ่มตัวอย่างอายุ 18-59 ปี ประกอบอาชีพข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และยังคงทำงานอยู่ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง
ผลสำรวจที่น่าสนใจ กรณีถามความรู้สึกเบื่อการทำงานงานราชการหรือรัฐวิสาหกิจ พบว่า ร้อยละ 50.08 ระบุ ไม่เบื่อ และไม่คิดที่จะลาออก รองลงมา ร้อยละ 19.01 ระบุ เบื่อ แต่จำเป็นต้องอยู่ต่อเพื่อครอบครัว ร้อยละ 13.89 ระบุ เบื่อ แต่ไม่รู้ว่าจะออกไปทำอะไร ร้อยละ 7.02 ระบุ ไม่เบื่อ แต่ก็พร้อมจะลาออก หากมีโอกาสอื่น ๆ ที่ดีกว่า ร้อยละ 6.72 ระบุ เบื่อ และพร้อมจะลาออกหากมีงานใหม่ที่ดีกว่า ร้อยละ 5.95 ระบุ เบื่อ และพร้อมจะเข้าโครงการเกษียณก่อนกำหนด หากมีโอกาส ร้อยละ 5.27 ระบุ เบื่อ และพร้อมจะลาออกหากรวยเพียงพอ ร้อยละ 2.67 ระบุ เบื่อ และพร้อมจะลาออกได้ตลอดเวลา และร้อยละ 2.37 ระบุ เบื่อ แต่จำเป็นต้องอยู่ต่อเพื่อใช้ทุน
ที่สำคัญ ถามความคิดเห็นต่อมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดของข้าราชการพลเรือนสามัญ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 64.05 ระบุ เห็นด้วยกับกลุ่มข้าราชการพลเรือนสามัญที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือมีอายุราชการ 25 ปีขึ้นไป (ไม่รวมเวลาทวีคูณ) และมีเวลาราชการเหลือตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป
รองลงมาร้อยละ 24.66 ระบุ ควรมีมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดกับข้าราชการทุกประเภท ร้อยละ 20.00 ระบุ ไม่เห็นด้วยกับมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดของข้าราชการพลเรือนสามัญ ร้อยละ 19.24 ระบุ เห็นด้วยกับกลุ่มข้าราชการพลเรือนสามัญที่มีอายุ 40-49 ปี และมีอายุราชการ 10 ปีขึ้นไป
ร้อยละ 13.36 ระบุ ควรมีมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดกับพนักงานรัฐวิสาหกิจด้วย ร้อยละ 12.37 ระบุ ควรมีมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดกับเจ้าหน้าที่รัฐด้วย ร้อยละ 11.37 ระบุ ควรมีมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดกับข้าราชการพลเรือนสามัญทุกกลุ่มอายุ และร้อยละ 1.76 ระบุ ไม่เคยรับรู้ หรือไม่ทราบรายละเอียดของมาตรการเลย
สะท้อนให้เห็นว่า ข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐ และพนักงานรัฐวิสาหกิจ ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับโครงการนี้ แม้ว่าจะเน้นไปที่อายุ 50 ปีขึ้นไปก็ตาม นั่นเท่ากับในระบบราชการไม่น่าจะไม่มีปัญหาต่อต้านเรื่องนี้
แต่ถึงกระนั้น ความต้องการเข้าร่วมโครงการฯของข้าราชการ ก็มีประเด็นน่าคิดอยู่เหมือนกัน โดยเฉพาะ อาจสะท้อนสภาพแวดล้อมการทำงาน ภาระงานและระบบที่ล้าสมัย : ความเบื่อหน่ายกับขั้นตอนการทำงานที่ยุ่งยาก ซับซ้อน และความก้าวหน้าในหน้าที่การงานที่อาจไม่เป็นธรรม
ความตึงเครียดจากความเปลี่ยนแปลง : แรงกดดันในการปรับตัวสู่ระบบดิจิทัล (Digital Transformation) ที่ภาครัฐเร่งผลักดัน
ความคุ้มค่าของผลตอบแทน : แรงจูงใจจากข้อเสนอเงินชดเชย เงินก้อน(สูงสุดไม่เกิน12 เท่า) ที่รัฐบาลนำมาใช้เป็นยาแรงในการจูงใจ
มุมมองต่ออนาคตและคุณภาพชีวิตต้องการอิสรภาพเร็วขึ้น : ข้าราชการรุ่นใหม่หรือวัย 40 ปีขึ้นไปมองหาโอกาสไปทำธุรกิจส่วนตัว หรือใช้ชีวิตอิสระก่อนอายุ 60 ปี
ความกังวลต่อสวัสดิการและอนาคต : ความไม่แน่ใจในความมั่นคงระยะยาว หรือสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลและบำนาญในอนาคต
อย่างไรก็ตาม การ “เออร์ลี่รีไทร์” หรือมุ่งลดบุคลากรของข้าราชการอย่างเดียว หลายฝ่ายมองว่า ยังไม่ครอบคลุมเรื่องสำคัญอีกหลายมาก
โดยเฉพาะนักวิชาการกังวลว่า การลดบุคลากรภาครัฐอาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมดที่จะช่วยปฏิรูประบบราชการได้
ทั้งยังเตือนว่า หากข้าราชการที่มีประสบการณ์สูงตัดสินใจเข้าร่วมโครงการจำนวนมาก อาจทำให้หน่วยงานสูญเสียองค์ความรู้และบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
โดยเฉพาะในหน่วยงานที่ต้องอาศัยประสบการณ์ในการทำงาน เช่น ด้านสาธารณสุข การศึกษา วิศวกรรม หรือการกำกับดูแลด้านกฎหมาย
นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลอีกว่า ภาระงานที่อาจตกอยู่กับบุคลากรที่เหลืออยู่ หากการลดจำนวนคนไม่ได้มาพร้อมกับการปรับปรุงกระบวนการทำงานอย่างเป็นระบบ
ตัวอย่าง มีให้เห็นจากหลายประเทศที่เคยใช้มาตรการเกษียณก่อนกำหนดเพื่อลดขนาดภาครัฐ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และบางประเทศในยุโรป
พบว่า ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนคนที่ออกจากระบบอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการปรับโครงสร้างองค์กร การนำเทคโนโลยีมาใช้ และการพัฒนาทักษะบุคลากรที่ยังคงอยู่ในระบบควบคู่กันไป
ดังนั้น หากขาดการวางแผนที่รอบคอบ การลดจำนวนบุคลากรอาจกลายเป็นการสร้างปัญหาประสิทธิภาพการทำงานในระยะยาว
เรื่องใหญ่ที่ต้องไม่ลืม ก็คือ นโยบายเออร์ลี่รีไทร์ ไม่ใช่แค่การเปิดทางให้ข้าราชการเกษียณก่อนกำหนดเท่านั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูประบบราชการไทยครั้งใหญ่ ที่มีเป้าหมายทำให้ภาครัฐมีขนาดเหมาะสม คล่องตัว และตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ได้มากขึ้น
เพราะฉะนั้น สิ่งที่รัฐบาลจะต้องตระหนัก อยู่ที่จะสามารถสร้าง “ระบบราชการที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม” ได้จริงหรือไม่
ไม่ใช่ลดปริมาณ ลดภาระงบประมาณ แต่ไร้ประสิทธิภาพการทำงาน ผลกระทบก็จะตกอยู่ที่ประชาชน ไม่ต่างกับที่ทำงานเช้าชามเย็นชาม จะมีมาตรการอย่างไร? ช่วยหาคำตอบด้วย!?





