วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

'เออร์ลี่รีไทร์' ข้าราชการ ระวังปัญหาใหญ่กว่าที่คิด

แน่นอน, แทบไม่ต้องสงสัยว่า ระบบราชการไทยใหญ่โตเกินจำเป็นจริง และหลายฝ่ายเห็นด้วยว่าต้องมีการปฏิรูประบบราชการ ส่วนจะมีแนวทางอย่างไร เริ่มต้นจุดไหน นี่สิน่าคิด

เพราะถ้าเริ่มติดกระดุมเม็ดแรกผิด อาจผิดไปทั้งระบบก็เป็นได้? แทนที่จะเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุด อาจยิ่งสร้างปัญหาใหม่และใหญ่กว่าเดิมจนยากแก้ไข

ทั้งยังเป็นการใช้งบประมาณที่สูญเปล่าอีกต่างหาก ด้วยเหตุนี้ก็เป็นได้ ที่ทำให้การปฏิรูประบบราชการ แม้รู้ปัญหา แต่ไม่ใช่เรื่องง่าย

เมื่อเป็นเช่นนี้ แนวทาง “เออร์ลี่รีไทร์ ข้าราชการ” ของ รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ที่เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อยู่ในขณะนี้ จึงนับว่าน่าสนใจ เพราะนอกจากรองรับโลกยุคดิจิทัลแล้ว ยังเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูประบบราชการด้วย

ทั้งนี้มีความคืบหน้า “มาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดของข้าราชการพลเรือนสามัญ” ออกมาแล้ว หลังเปิดรับฟังความคิดเห็นที่มีปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ร่วมกับ ก.พ., ก.พ.ร., สำนักงบประมาณ และกรมบัญชีกลาง เมื่อวันที่ 27 สิงหาคมที่ผ่านมา

ที่น่าสนใจ สำนักงาน ก.พ. นำเสนอผลการรับฟังความคิดเห็นต่อที่ประชุมใน 5 ประเด็น ดังนี้

1.) การกำหนดกลุ่มเป้าหมายผู้เข้าร่วมมาตรการฯ เป็น 2 กลุ่ม

กลุ่มที่ 1 : อายุ 50 ปีขึ้นไป หรืออายุราชการ 25 ปีขึ้นไป (ไม่รวมเวลาราชการทวีคูณ(หมายถึง ช่วงที่กฎหมายอนุญาตให้ข้าราชการและลูกจ้างประจำ นับอายุราชการเพิ่มเป็น 2 เท่า (คูณสอง) ของเวลาปฏิบัติงานจริง กรณีสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงภัยหรือความยากลำบากเป็นพิเศษ)

กลุ่มที่ 2 : อายุ 40–49 ปี และอายุราชการ 10 ปีขึ้นไป (ไม่รวมเวลาราชการทวีคูณ)

2.) การกำหนดจำนวนเท่าสูงสุดของสิทธิประโยชน์ (เงินก้อน) ในอัตราที่เท่ากันทั้ง 2 กลุ่ม

3.) เงื่อนไขการยุบเลิกตำแหน่งเท่ากับจำนวนผู้เข้าร่วมมาตรการฯ

4.) เงื่อนไข การห้ามกลับเข้ารับราชการ หรือเป็นพนักงานประจำในหน่วยงานภาครัฐทุกประเภท

และ 5.) การกำหนดให้ส่วนราชการสามารถจ้างบุคลากรภายนอก เพื่อขับเคลื่อน Digital Transformation

จากนั้นที่ประชุมมีมติ รับทราบผลการรับฟังความคิดเห็นและพิจารณาให้ความเห็นชอบในหลักการ ดังนี้

1.)การกำหนดกลุ่มเป้าหมายผู้เข้าร่วมมาตรการฯ เป็น 2 กลุ่ม การกำหนดเงื่อนไขในการห้ามกลับเข้ารับราชการ และการจ้างบุคลากรภายนอก (Outsource) เพื่อขับเคลื่อน Digital Transformation

2.)การกำหนดจำนวนเท่าสูงสุดของเงินก้อนที่ผู้เข้าร่วมมาตรการฯ จะได้รับในอัตราที่เท่ากันทั้ง 2 กลุ่ม ในอัตราสูงสุดไม่เกิน 12 เท่า

3.)การกำหนดเงื่อนไขการยุบเลิกตำแหน่ง โดยให้ส่วนราชการยุบเลิกตำแหน่งเท่ากับจำนวนผู้เข้าร่วมมาตรการฯ และสามารถบริหารจัดการตำแหน่งที่จะนำมายุบเลิกได้ตามความเหมาะสม โดยไม่จำเป็นต้องยุบเลิกตำแหน่งที่ผู้เข้าร่วมมาตรการฯ ดำรงอยู่โดยตรง

ทั้งหมด มอบหมาย สำนักงานก.พ. หารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดทำรายละเอียดมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดของข้าราชการพลเรือนสามัญ เพื่อนำเสนอคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ(คปร.) และคณะรัฐมนตรี พิจารณาโดยเร็วต่อไป

ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ก่อนหน้านี้ (8 ก.ค.69) ท่ามกลางกระแสข่าวจะมีโครงการ เออลี่ รีไทร์ข้าราชการ นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้ข้อมูลว่า กระทรวงสาธารณสุข มีบุคลากรทั้งหมดทุกรูปแบบการจ้างราว 379,000 คน เฉพาะที่เป็นข้าราชการราว 200,000 คน ส่วนตัวเลขที่ต้องการจริงรวมทั้งหมดตามค่าภาระงานต้องการเพิ่มอีก 90,000 คน แต่ที่จ้างด้วยเงินบำรุงของรพ.โดยยังไม่ได้บรรจุเป็นข้าราชการ ประมาณ 30,000 คน ส่วนมากเป็นบุคลากรวิชาชีพอื่นๆ แต่ไม่ค่อยมีแพทย์

ส่วนเรื่องการเออร์ลี่รีไทร์ข้าราชการนั้น “นพ.สมฤกษ์” กล่าวว่า เบื้องต้นเห็นด้วย แต่ในส่วนของหน่วยบริการต่างๆ ปัจจุบันยังประสบปัญหาขาดแคลนบุคลากรอยู่ บางพื้นที่ยังต้องนำบุคลากรทางการแพทย์ที่เกษียณแล้วเข้ามาทำงาน ตอนนี้มีอยู่ประมาณ 8,000 คน

“กรณีบุคลากรวิชาชีพยังมีความขาดแคลน โดยกระทรวงมีแผนจะให้บุคลากรทำงานต่อ แต่ในรูปแบบที่อาจจะเป็นการการจ้างบางเวลา เพื่อเติมเต็มส่วนที่ขาด ซึ่งบุคลากรในส่วนให้บริการประชาชนของสธ.คงจะสวนทางกับการ “เออร์ลี่รีไทร์” เพราะประชาชนสูงวัยแม้ประชากรน้อยลง แต่การเจ็บป่วยมากขึ้น จะนำข้อมูลเหล่านี้นำเสนอ ก.พ.” นพ.สมฤกษ์ กล่าว

ข้อมูลที่น่าสนใจอีกอย่าง คือ กรณีผลสำรวจความคิดเห็นของข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ ของ “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ที่ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับโครงการเออลี่ รีไทร์ ดังกล่าว

จนน่าวิเคราะห์ว่า เกิดอะไรขึ้น ทำไมอาชีพข้าราชการที่ว่ามั่นคงที่สุด วันนี้มีคนอยากออกจากระบบราชการเพราะเหตุใด?

สำหรับผลสำรวจ “นิด้าโพล” (9 ส.ค.69) ประเด็น “อยู่ราชการต่อ หรือ ลาก่อนดี” สำรวจระหว่างวันที่ 4-6 สิงหาคม 2569 จากกลุ่มตัวอย่างอายุ 18-59 ปี ประกอบอาชีพข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และยังคงทำงานอยู่ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง

ผลสำรวจที่น่าสนใจ กรณีถามความรู้สึกเบื่อการทำงานงานราชการหรือรัฐวิสาหกิจ พบว่า ร้อยละ 50.08 ระบุ ไม่เบื่อ และไม่คิดที่จะลาออก รองลงมา ร้อยละ 19.01 ระบุ เบื่อ แต่จำเป็นต้องอยู่ต่อเพื่อครอบครัว ร้อยละ 13.89 ระบุ เบื่อ แต่ไม่รู้ว่าจะออกไปทำอะไร ร้อยละ 7.02 ระบุ ไม่เบื่อ แต่ก็พร้อมจะลาออก หากมีโอกาสอื่น ๆ ที่ดีกว่า ร้อยละ 6.72 ระบุ เบื่อ และพร้อมจะลาออกหากมีงานใหม่ที่ดีกว่า ร้อยละ 5.95 ระบุ เบื่อ และพร้อมจะเข้าโครงการเกษียณก่อนกำหนด หากมีโอกาส ร้อยละ 5.27 ระบุ เบื่อ และพร้อมจะลาออกหากรวยเพียงพอ ร้อยละ 2.67 ระบุ เบื่อ และพร้อมจะลาออกได้ตลอดเวลา และร้อยละ 2.37 ระบุ เบื่อ แต่จำเป็นต้องอยู่ต่อเพื่อใช้ทุน

ที่สำคัญ ถามความคิดเห็นต่อมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดของข้าราชการพลเรือนสามัญ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 64.05 ระบุ เห็นด้วยกับกลุ่มข้าราชการพลเรือนสามัญที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือมีอายุราชการ 25 ปีขึ้นไป (ไม่รวมเวลาทวีคูณ) และมีเวลาราชการเหลือตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป

รองลงมาร้อยละ 24.66 ระบุ ควรมีมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดกับข้าราชการทุกประเภท ร้อยละ 20.00 ระบุ ไม่เห็นด้วยกับมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดของข้าราชการพลเรือนสามัญ ร้อยละ 19.24 ระบุ เห็นด้วยกับกลุ่มข้าราชการพลเรือนสามัญที่มีอายุ 40-49 ปี และมีอายุราชการ 10 ปีขึ้นไป

ร้อยละ 13.36 ระบุ ควรมีมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดกับพนักงานรัฐวิสาหกิจด้วย ร้อยละ 12.37 ระบุ ควรมีมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดกับเจ้าหน้าที่รัฐด้วย ร้อยละ 11.37 ระบุ ควรมีมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดกับข้าราชการพลเรือนสามัญทุกกลุ่มอายุ และร้อยละ 1.76 ระบุ ไม่เคยรับรู้ หรือไม่ทราบรายละเอียดของมาตรการเลย

สะท้อนให้เห็นว่า ข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐ และพนักงานรัฐวิสาหกิจ ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับโครงการนี้ แม้ว่าจะเน้นไปที่อายุ 50 ปีขึ้นไปก็ตาม นั่นเท่ากับในระบบราชการไม่น่าจะไม่มีปัญหาต่อต้านเรื่องนี้

แต่ถึงกระนั้น ความต้องการเข้าร่วมโครงการฯของข้าราชการ ก็มีประเด็นน่าคิดอยู่เหมือนกัน โดยเฉพาะ อาจสะท้อนสภาพแวดล้อมการทำงาน ภาระงานและระบบที่ล้าสมัย : ความเบื่อหน่ายกับขั้นตอนการทำงานที่ยุ่งยาก ซับซ้อน และความก้าวหน้าในหน้าที่การงานที่อาจไม่เป็นธรรม

ความตึงเครียดจากความเปลี่ยนแปลง : แรงกดดันในการปรับตัวสู่ระบบดิจิทัล (Digital Transformation) ที่ภาครัฐเร่งผลักดัน

ความคุ้มค่าของผลตอบแทน : แรงจูงใจจากข้อเสนอเงินชดเชย เงินก้อน(สูงสุดไม่เกิน12 เท่า) ที่รัฐบาลนำมาใช้เป็นยาแรงในการจูงใจ

มุมมองต่ออนาคตและคุณภาพชีวิตต้องการอิสรภาพเร็วขึ้น : ข้าราชการรุ่นใหม่หรือวัย 40 ปีขึ้นไปมองหาโอกาสไปทำธุรกิจส่วนตัว หรือใช้ชีวิตอิสระก่อนอายุ 60 ปี

ความกังวลต่อสวัสดิการและอนาคต : ความไม่แน่ใจในความมั่นคงระยะยาว หรือสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลและบำนาญในอนาคต

อย่างไรก็ตาม การ “เออร์ลี่รีไทร์” หรือมุ่งลดบุคลากรของข้าราชการอย่างเดียว หลายฝ่ายมองว่า ยังไม่ครอบคลุมเรื่องสำคัญอีกหลายมาก

โดยเฉพาะนักวิชาการกังวลว่า การลดบุคลากรภาครัฐอาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมดที่จะช่วยปฏิรูประบบราชการได้

ทั้งยังเตือนว่า หากข้าราชการที่มีประสบการณ์สูงตัดสินใจเข้าร่วมโครงการจำนวนมาก อาจทำให้หน่วยงานสูญเสียองค์ความรู้และบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

โดยเฉพาะในหน่วยงานที่ต้องอาศัยประสบการณ์ในการทำงาน เช่น ด้านสาธารณสุข การศึกษา วิศวกรรม หรือการกำกับดูแลด้านกฎหมาย

นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลอีกว่า ภาระงานที่อาจตกอยู่กับบุคลากรที่เหลืออยู่ หากการลดจำนวนคนไม่ได้มาพร้อมกับการปรับปรุงกระบวนการทำงานอย่างเป็นระบบ

ตัวอย่าง มีให้เห็นจากหลายประเทศที่เคยใช้มาตรการเกษียณก่อนกำหนดเพื่อลดขนาดภาครัฐ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และบางประเทศในยุโรป

พบว่า ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนคนที่ออกจากระบบอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการปรับโครงสร้างองค์กร การนำเทคโนโลยีมาใช้ และการพัฒนาทักษะบุคลากรที่ยังคงอยู่ในระบบควบคู่กันไป

ดังนั้น หากขาดการวางแผนที่รอบคอบ การลดจำนวนบุคลากรอาจกลายเป็นการสร้างปัญหาประสิทธิภาพการทำงานในระยะยาว

เรื่องใหญ่ที่ต้องไม่ลืม ก็คือ นโยบายเออร์ลี่รีไทร์ ไม่ใช่แค่การเปิดทางให้ข้าราชการเกษียณก่อนกำหนดเท่านั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูประบบราชการไทยครั้งใหญ่ ที่มีเป้าหมายทำให้ภาครัฐมีขนาดเหมาะสม คล่องตัว และตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ได้มากขึ้น

เพราะฉะนั้น สิ่งที่รัฐบาลจะต้องตระหนัก อยู่ที่จะสามารถสร้าง “ระบบราชการที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม” ได้จริงหรือไม่

ไม่ใช่ลดปริมาณ ลดภาระงบประมาณ แต่ไร้ประสิทธิภาพการทำงาน ผลกระทบก็จะตกอยู่ที่ประชาชน ไม่ต่างกับที่ทำงานเช้าชามเย็นชาม จะมีมาตรการอย่างไร? ช่วยหาคำตอบด้วย!?