วันจันทร์ ที่ 24 สิงหาคม 2569

Login
Login

ฟื้นนิคมอุตฯ 'จะนะ' ท้าทายเครือข่าย 'รักษ์ถิ่น'

นับเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง กรณีพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เตรียมฟื้นโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ

โครงการที่มีความขัดแย้งรุนแรง ระหว่างรัฐบาล กลุ่มทุนเอกชนที่สนับสนุนโครงการ กับ ประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวชุมนุมต่อต้านของเครือข่ายประชาชนรักษ์ถิ่น จนต้องมีการชะลอโครงการในที่สุด เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ทั้งนี้ “พิพัฒน์” ให้สัมภาษณ์ถึงการจัดประชุม ครม.สัญจร ที่สงขลา ระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม-1 กันยายนว่า ตนในฐานะรองนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลพื้นที่ภาคใต้ ได้ประชุมร่วมกับ วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และ สรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม หารือผู้ว่าราชการจังหวัด และคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) เพื่อนำเสนอโครงการต่างๆ ของพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ ที่จังหวัดอยากได้ รวบรวมให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาเสนอผ่านกระทรวงมหาดไทยไปสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งจะมีการประชุมในวันที่ 31 สิงหาคมอีกครั้งหนึ่ง

ข้อเสนอส่วนใหญ่จะเป็นโครงการป้องกันน้ำท่วม ซึ่งปีที่แล้ว จ.สงขลา เจออุทกภัยหนัก และ 4 จังหวัดที่เหลือได้รับผลกระทบไม่มากก็น้อย

“ส่วนโครงการอื่นจะเป็นเรื่องผังเมืองจังหวัด ว่าจะมีการปรับสีใหม่หรือไม่ จะมีการพัฒนาเศรษฐกิจโดยเฉพาะในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่าจะฟื้นเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างไร เพราะรายได้ต่อคนต่อปีค่อนข้างต่ำ จึงต้องหารือกับผู้ว่าฯแต่ละจังหวัด ส่วนสงขลา จะมีโครงการพัฒนาที่จะนะ ซึ่งเป็นกึ่งนิคมอุตสาหกรรม ลงทุนโดยภาคเอกชน”

เมื่อถามว่า จะเป็นการรื้อฟื้นโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ ที่ถูกยกเลิกในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ใช่หรือไม่

“พิพัฒน์” ตอบว่า ไม่ได้ล้มโครงการ แต่เป็นการนำมาให้สภาพัฒน์ได้ศึกษาใหม่ โดยนำมาต่อยอดใหม่ที่สภาพัฒน์ลงไปสำรวจเรื่อง SEA (การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์) ซึ่งเหลือประเด็นนี้ที่ยังเห็นไม่ตรงกัน คือการสร้างท่าเรือน้ำลึก

“เรามีท่าเรือน้ำลึกสงขลาอยู่แล้ว แต่วันนี้เกิดปัญหาความแออัด ที่ผู้ประกอบการส่งออกในพื้นที่กังวล ท่าเรือไม่พอรองรับกับเรือขนส่งสินค้า ท่าเรือสงขลาไม่สามารถขยายได้ เพราะความลึกที่จะลอกเกินกว่า 9 เมตร ติดกับรากหิน ตรงนั้นเขาเรียกหัวเขาแดง เป็นที่ตั้งของโบราณสถาน จึงไม่สามารถลากหินลงไปในแนวทะเลให้ลึกกว่า 9 เมตรได้ ดังนั้นมีปัญหาเรือขนาดใหญ่กว่าปัจจุบันไม่สามารถเทียบท่าได้ ตรงนี้จะศึกษาเพิ่มเติม จากที่นายสรรเพชญไปหาข้อมูลร่วมกับกรมเจ้าท่า จะนำไปให้สภาสภาพัฒน์ศึกษาต่อไป”

ไม่เพียงเท่านั้น “พิพัฒน์” ยังชี้แจงถึงแนวคิดการฟื้นโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ จ.สงขลา ว่า ไม่ใช่โครงการใหม่ แต่อนุมัติผ่านคณะรัฐมนตรีตั้งแต่สมัยรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งตนคิดว่า ควรนำกลับมารื้อฟื้นใหม่

ขณะที่โครงการท่าเรือน้ำลึกสงขลาแห่งที่ 2 อยากถามว่า ผู้ที่ประท้วงเข้าใจเหตุผลที่เราจะย้ายไปที่ อ.จะนะ หรือไม่ เหตุผลคือเนื่องจากพื้นที่หัวเขาแดง (ท่าเรือที่สงขลา) ในส่วนพื้นที่หลังท่า “เต็มความจุ” ขยายหรือรองรับไม่ได้มากกว่านี้ ประกอบกับไม่สามารถขุดก้นทะเลให้มีความลึก 9 เมตร ทำให้เรือใหญ่ไม่สามารถเข้าเทียบท่าได้

“สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการสะท้อนให้เรารับทราบว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่จะสร้างท่าเรือแห่งที่ 2 ซึ่งเป็นการทำนิคมอุตสาหกรรมที่จะนะ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ 3 จังหวัดภาคใต้ และ อ.จะนะ จ.สงขลา เพื่อให้ลูกหลานในพื้นที่ไม่ต้องออกมาทำงานนอกพื้นที่ และได้ทำงานใกล้บ้าน”

นอกจากนี้ “พิพัฒน์” ยังกล่าวถึงม็อบที่ในโซเชียลมีเดีย มีการปลุกขึ้นมาต้านรัฐบาล ว่า ต้องไปถามคนที่มาประท้วง แต่ถ้าจะมาก็ไม่เป็นไร เราก็ต้อนรับ แต่ต้องถามว่ามาด้วยเหตุผลอะไร เพราะวันนี้แลนด์บริดจ์ยกเลิกแล้ว ส่วนโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ หรือ SEC ก็ระงับแล้ว

“พวกคุณจะมานั่งเพื่อต้องการรับแดดที่กรุงเทพฯ ก็ไม่เป็นไร เชิญตามสบาย ผมอาจจะใช้คำพูดที่แรง แต่จำเป็น แรงมาก็ต้องแรงไป เพราะฉะนั้นก็เป็นแบบนี้ หยิน-หยาง”

อย่างไรก็ตาม พลัน “พิพัฒน์” ส่งสัญญาณออกมาว่า จะมีการฟื้นโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ นักพัฒนาอาวุโส จาก “เอ็นจีโอ” ภาคใต้ “บรรจง นะแส” ที่ปรึกษาสมาคมรักษ์ทะเลไทย ก็ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก (21 ส.ค. 69) ถึง พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม เพื่อชี้ให้เห็นปมขัดแย้ง

“บรรจง” ระบุว่า ก่อนที่ท่านพิพัฒน์รองนายกรัฐมนตรีจะนำเรื่องปลุกผีนิคมอุตสาหกรรมจะนะเข้าสู่ที่ประชุมครม.สัญจรที่หาดใหญ่ปลายเดือนนี้ ผมมีเรื่องที่จะเสนอท่าน 4เรื่องนะครับ

1.ช่วยไปอ่านเอกสารสรุปผลการศึกษา SEA ที่ทางมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ในฐานะผู้รับทำตามTORที่ทางสภาพัฒน์กำหนด ใช้เวลาไป 2 ปีกว่า และใช้งบประมาณไป 28 ล้านบาท ช่วยอ่านให้ละเอียด/ให้รู้เป้าหมายว่า ข้อสรุปสำหรับการพัฒนาพื้นที่จะนะ ไม่ได้สอดคล้องกับนิคมอุตสาหกรรม ไปอ่านซะจะได้ไม่หน้าแตก

2.ก่อนประชุมครม. กรุณาจัดทริปให้คณะรัฐมนตรีลงดูพื้นที่จริงในพื้นที่ๆท่านอยากจะให้สร้างนิคม/ท่าเรือว่า อยู่ตรงไหน??/ชายหาดตรงนั้นทรุดโทรมหรือสวยงามคณะรัฐมนตรีจะได้เห็นกับตา

“บรรจง” ระบุต่อว่า 3.ให้กรมที่ดินนำข้อมูลของที่ดินที่ท่านอยากให้มีการสร้างนิคมอุตสาหกรรมจะนะว่า ไอ้ 2หมื่นไร่น่ะมันเป็นของใคร??/ซื้อมาเมื่อไหร่?/แปลงไหนที่ไปออกโฉนดทับที่ของชาวบ้าน และยังเป็นคดีความอยู่ที่ศาลนาทวี

4.ให้มีการรายงานนิคมอุตสาหกรรมที่ฉลุงที่มีอยู่แล้วว่าสถานการณ์ในเขตนิคมฯเป็นยังไง?? แน่นเอี๊ยดหรือยังเป็นที่รกร้างว่างเปล่าสามารถสร้างโรงงานอุตสาหกรรมได้อีกเป็นร้อยๆโรง คณะรัฐมนตรีจะต้องรับรู้เรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา

“หากทำตามข้อเสนอ 4 ข้อที่เสนอมาแล้ว ท่าน(คณะรัฐมนตรี)จะตัดสินใจยังไงก็แล้วแต่ แต่ท่านจะต้องอธิบายเหตุผลมาให้ได้นะครับ..” บรรจง ระบุทิ้งท้าย

เมื่อเริ่มมีสัญญาณต่อต้านขึ้นเช่นนี้ สิ่งที่น่าสนใจ คือ ลำดับเหตุการณ์เกี่ยวกับการคัดค้านต่อต้าน โครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ ที่ผ่านมา

สำหรับ โครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ จ.สงขลา เริ่มต้นจากรัฐบาลขณะนั้น ต้องการผลักดันพื้นที่ 16,753 ไร่ ให้เป็นเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต

โดยมติ ครม. 4 ตุลาคม 2559 เห็นชอบในหลักการโครงการเมืองต้นแบบสามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน

21 กรกฎาคม 2562 ครม. อนุมัติให้ อ.จะนะ จ.สงขลา เป็นพื้นที่แห่งที่ 4 ขยายผลเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต ครอบคลุม ต.นาทับ ต.สะกอม และ ต.ตลิ่งชัน โดยให้ ศอ.บต. เป็นหน่วยงานผลักดัน

การเคลื่อนไหวและปักหลักชุมนุมครั้งที่ 1 (ปี 2563)17 กรกฎาคม 2563 : เครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่นประกาศจุดยืนคัดค้าน ยื่นจดหมายเปิดผนึกให้นายกรัฐมนตรียกเลิกมติ ครม.

10-15 ธันวาคม 2563 : ชาวบ้านเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ปักหลักชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาล กดดันให้รัฐบาลยุติการเปลี่ยนผังเมืองและหยุดกระบวนการ EIA/EHIA ของเอกชน

14 ธันวาคม 2563 : รัฐบาลส่งตัวแทนทำบันทึกข้อตกลง (MOU) กับชาวบ้าน สัญญาว่าจะระงับโครงการชั่วคราวและจัดให้มีการศึกษาประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์(SEA) ก่อนผิดข้อตกลงและสลายการชุมนุม (ปี 2564)

ปี 2564 : ชาวบ้านพบว่า หน่วยงานรัฐและบริษัทเอกชนยังคงเดินหน้าจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและขับเคลื่อนโครงการในพื้นที่สวนทางข้อตกลง

6 ธันวาคม 2564 : เครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่นกลับมารวมตัวชุมนุมที่หน้าทำเนียบรัฐบาลอีกครั้ง เพื่อทวงสัญญา

6 ธันวาคม 2564 (เวลา 21.20 น.) : เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าสลายการชุมนุมและจับกุมตัวแทนชาวบ้านรวมเกือบ 40 คน เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และติดแฮชแท็ก #save จะนะ ในวงกว้าง

14 ธันวาคม 2564 : ครม. มีมติรับทราบตั้งคณะกรรมการตรวจสอบและให้มีการศึกษา SEA ใหม่ตามข้อเรียกร้อง ทำให้สถานการณ์คลี่คลายลงในระดับหนึ่ง แต่ข้อกังวลเรื่องโครงการยังคงมีต่อเนื่อง

และ มติครม.เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2564 สั่งหน่วยงานรัฐ ชะลอโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ จังหวัดสงขลา ไว้ก่อน เพื่อรอผลการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) ให้เป็นที่ยุติ

ประเด็น การรื้อฟื้นโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ ต่อที่ประชุม ครม.สัญจร จ.สงขลา ที่น่าจับตามอง คือ “ผลการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์” ได้บทสรุปที่ชัดเจนแล้ว ว่าสามารถดำเนินโครงการต่อได้ หรือไม่?

เพราะนี่คือ การปลดล็อกโครงการที่ถูกชะลอไว้นั่นเอง   

ประเด็นต่อมา มีการปรับรูปโครงการเพื่อความยืดหยุ่น และสร้างผลกระทบในพื้นที่น้อยลง จนพอที่จะคุยกับคนในพื้นที่รู้เรื่อง หรือไม่

ประเด็นที่สาม มีการนำข้อเรียกร้องของประชาชนในพื้นที่ มาพิจารณาแก้ไขลดรูปโครงการหรือไม่

ประการที่สี่ การสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง และตรงไปตรงมา ของประชาชนในพื้นที่จะมีหรือไม่

หรือมีก็แต่คำพูดท้าทาย ไม่สนใจไยดี ทำนองว่า

“การประท้วงและยับยั้งสิ่งต่างๆที่รัฐบาลนำเสนอ บางส่วนเป็นพรรคฝ่ายค้าน บางส่วนเป็นเอ็นจีโอ ซึ่งเราเห็นอยู่ว่าประเทศไทยจะทำอะไรสักสิ่งจะติดกับดักคำว่า ‘เอ็นจีโอ’ แม้กระทั่งโครงการแลนด์บริดจ์ที่ยกเลิกไปแล้วก็ยังมาทวงถาม”

“ขอฝากพวกเราคนไทยด้วยกัน อะไรคิดว่าเป็นประโยชน์กับประเทศควรช่วยกันพิจารณา ไม่ใช่นึกอยากจะค้านก็ค้านทุกเรื่อง อยากประท้วงก็ประท้วงทุกเรื่อง ผมเป็นคนแบบนี้ พูดตรงไปตรงมา ให้พูดแบบอ้อมไปอ้อมมาไม่ใช่นิสัยของผม สวนมาสวนกลับก็ตรงๆ แบบนี้” พิพัฒน์ ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล (18 ส.ค.69)

เพราะถ้าทำตามที่รัฐบาลเห็นชอบฝ่ายเดียว สถานการณ์ความขัดแย้งรุนแรง เหมือนสมัยรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ก็ไม่อาจหลีกพ้นเช่นกัน ไม่เชื่อก็ลองดู!?