วันอังคาร ที่ 25 สิงหาคม 2569

Login
Login

'ไทยช่วยไทยเฟส 2' กระตุ้นกระแสนิยมรัฐบาล?

ดูเหมือนสัญญาณที่สื่อออกมา ไม่ว่าจาก “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย หรือ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง สอดคล้องกัน พร้อมเข็น “ไทยช่วยไทย พลัสเฟส 2” ต่อ แม้ต้องระมัดระวังกระเป๋าตังค์

เรื่องของเรื่อง “โครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2” จะไม่เพียงเป็นความหวังของประชาชน ที่จะได้บรรเทาเบาบางภาวะค่าครองชีพอีกต่อไป

หากแต่ในทางการเมือง รัฐบาลก็ตั้งความหวังเอาไว้สูงด้วย ไม่เชื่อก็ลองติดตามดู

โดยล่าสุด (7 ส.ค.69) “อนุทิน” กล่าวถึงความชัดเจน ในการดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส เฟส2” หลังจาก “เฟส 1” จะสิ้นสุดเดือนกันยายนนี้ ว่า

นโยบายใดก็ตามที่เป็นประโยชน์และก่อให้เศรษฐกิจดี การค้าขายคล่อง คุณภาพชีวิตประชาชนดี รัฐบาลจะพิจารณาทุกเรื่อง ส่วนเงื่อนไขจะมีการปรับเป็น 50:50 แทนปัจจุบันที่ใช้ 60:40 หรือไม่ ยังไม่ลงลึกขนาดนั้น เพราะต้องดูกระเป๋าด้วย

ส่วนจะใช้งบประมาณปกติ หรือจาก พรก.กู้เงิน “อนุทิน” กล่าวว่า ต้องเช็คดูกระเป๋าเพราะการกู้บางคนบอกว่า จะทำให้เกิดภาระต่อประชาชน ซึ่งก็ต้องดูเงื่อนไขการกู้ด้วย

ทั้งยังกล่าวว่า กรณี พรก.กู้เงินฯ ดอกเบี้ยเพียง 1.2% ซึ่งหากกู้มาแล้วทำให้เกิดผลที่คุ้มค่ากว่าต้นทุน 1.2% เราก็ควรทำ และการปล่อยกู้ของสถาบันการเงิน สิ่งสำคัญเขาพิจารณาคือการคืนเงินกู้ เขามองว่า ถ้าสามารถคืนเงินในอัตราดอกเบี้ยที่กำหนด ก็ไม่มีปัญหา เพราะฉะนั้นรัฐบาลต้องดูแลตลอดเวลา

พร้อมย้ำว่า การกู้เงินมาใช้ในระบบเศรษฐกิจและให้เกิดการกระจายในระบบ ไม่ใช่เพื่อคนใดคนหนึ่ง และเห็นได้จากผลสะท้อนดัชนีเชื่อมั่น การลงทุนต่างๆ มูลค่าการค้า การส่งออกที่ได้มากกว่าเดิม และจีดีพี ซึ่งตรงนี้ต่างหากที่ไม่มีใครกล้าพูดถึง

นอกจากนี้ นายกฯยืนยันว่า กระเป๋ารัฐบาลยังแข็งแรง

“ต้องไปดูเงินคงคลัง และไปดูอะไรต่างๆ ซึ่งก็ยังแข็งแรงอยู่”

ขณะก่อนหน้านี้ไม่นาน “เอกนิติ” รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงกรณีมีข้อเสนอให้รัฐบาลต่ออายุโครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 และนายอนุทิน นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ตนพิจารณา ว่า  กระทรวงการคลังพร้อมรับไปพิจารณา

“เอกนิติ” เห็นว่า โครงการ ไทยช่วยไทยพลัส ได้รับเสียงตอบรับจากประชาชนเป็นอย่างดี เนื่องจากสามารถช่วยลดภาระรายจ่ายได้จริง โดยจากการติดตามผลเบื้องต้นพบว่า มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจแล้วประมาณ 1 แสนล้านบาท

ความน่าสนใจของโครงการนี้ คือการกระจายของเม็ดเงินที่ออกสู่ต่างจังหวัดสูงถึง 84-85% และใช้จ่ายในกรุงเทพฯประมาณ 15-16% ซึ่งเป็นลักษณะที่คล้ายคลึงกับโครงการคนละครึ่งพลัสในอดีต

เอกนิติ” เผยด้วยว่า มีเสียงสะท้อนประชาชนบางส่วนถึงเกณฑ์สมทบเงินแบบ 60:40 โดยรัฐออก 60% ประชาชนออก 40% ว่า มีความยุ่งยากในการคำนวณมากกว่าแบบ 50:50 ของโครงการคนละครึ่งเดิม ซึ่งกระทรวงฯ พร้อมรับฟังข้อคิดเห็นดังกล่าวไปพิจารณาสำหรับการดำเนินโครงการในระยะต่อไป

“เราแปลกใจ มีคอมเมนต์หนึ่งบอกว่า 60:40 คิดยาก ต้องบอกว่า จุดประสงค์ของเรา เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ ซึ่งประชาชนคำนวณยาก อยากขอกลับไปใช้คนละครึ่งแทน ซึ่งคอมเมนต์ที่เข้ามาเราก็พร้อมรับฟัง แต่ยืนยันว่า มีงบประมาณรองรับแน่นอน”

นี่คือ สัญญาณไฟเขียวจากระดับกุมบังเหียนนโยบาย ก็ว่าได้ ซึ่งถ้าไม่มีอุบัติเหตุอะไรในทางการเมือง โครงการไทยช่วยไทยพลัสเฟส 2 มีโอกาสสูงที่จะถูกผลักดันออกมา  

เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงน่าสนใจว่า ไทยช่วยไทยพลัสเฟส 1ประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน

ทั้งนี้จากการเปิดเผยของ ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หลังดำเนินโครงการไทยช่วยไทยพลัสครบ 2 เดือน พบว่า มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานรากแล้ว 86,442.6 ล้านบาท

จากข้อมูลพบด้วยว่า มีประชาชนเข้าร่วมโครงการแล้ว 26,040,623 ราย และมีร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบข้อมูลแล้ว 1,192,636 ร้าน แบ่งเป็นร้านค้าที่เคยร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส และยืนยันสิทธิเข้าร่วมโครงการผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” จำนวน 977,059 ร้าน และร้านค้าใหม่ที่ลงทะเบียนผ่านธนาคารกรุงไทย 215,577 ร้าน หรือคิดเป็นประมาณ ร้อยละ 18.1 ของร้านค้าทั้งหมด

สำหรับยอดใช้จ่ายรวม 86,442.6 ล้านบาท คิดเป็นเงินที่ภาครัฐร่วมจ่าย 49,601.6 ล้านบาท และประชาชนร่วมจ่าย 36,841.0 ล้านบาท ขณะที่การใช้จ่ายผ่านร้านค้าปกติยังเป็นช่องทางหลัก คิดเป็นประมาณ ร้อยละ 96.6 ของยอดใช้จ่ายทั้งหมด ส่วนการใช้จ่ายผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) ประมาณ ร้อยละ 3.4

สำหรับโครงการนี้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพและกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ

สำหรับปัญหา เสียงสะท้อน และเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับโครงการนี้ ที่พอสรุปได้คือ

ประการแรก มีเสียงวิจารณ์ว่า ยอดใช้สิทธิ์ไม่ถึงเป้าหมาย 30 ล้านคน (ใช้จริงราว 26 ล้านคน) สะท้อนภาวะกำลังซื้อและสภาพเศรษฐกิจที่ฝืดเคือง

ประการที่สอง ข้อจำกัดเรื่องเวลา กฎที่ต้องใช้เงินให้หมดภายใน 1 เดือน ไม่ทบยอดไปเดือนใหม่ ทำให้ประชาชนบางส่วนรู้สึกเร่งรีบและไม่สะดวกในการบริหารจัดการเงิน

ประการที่สาม เรื่องค่าใช้จ่าย แม้รัฐช่วยออก 60% และประชาชนออก 40% (จำกัดสิทธิ์ไม่เกิน 200 บาท/วัน) แต่ประชาชนที่มีรายได้น้อยยังมองว่า ต้องควักเงินสดของตัวเองเพิ่มในภาวะค่าครองชีพสูง

นอกจากนี้ ยังมีเสียงวิจารณ์จากสังคมและฝ่ายการเมือง เกี่ยวกับข้อกังวลความคุ้มค่าและการทุจริต โดยเฉพาะสส. พรรคประชาชน ให้ความสนใจอย่างมากในการติดตามตรวจสอบความโปร่งใสว่างบประมาณและภาษีประชาชนถูกใช้อย่างคุ้มประสิทธิภาพหรือส่อมีการทุจริตหรือไม่

รวมทั้ง มุมมองของนักวิชาการ โดยเฉพาะนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์บางท่านมองว่า โครงการนี้เป็นเพียงการกระตุ้นการบริโภคระยะสั้น ไม่ได้สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจระยะยาวอย่างแท้จริง

ขณะเดียวกัน ผลสำรวจความคิดเห็นต่อโครงการไทยช่วยไทยพลัส ก็นับว่าน่าสนใจ

โดยเฉพาะ “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ที่เผยผลการสำรวจ (2 ส.ค.69) เรื่อง “เข้าโครงการไทยช่วยไทย พลัส แล้วสนับสนุนรัฐบาลไหม”

โดยเมื่อถามประชาชนถึงการเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส พบว่า ร้อยละ 71.35 ระบุ เป็นบุคคลทั่วไปที่เข้าโครงการ เพื่อใช้จ่าย ซื้อสินค้า รองลงมา ร้อยละ 25.19 ระบุ ไม่เข้าร่วมโครงการ ร้อยละ 1.89 ระบุ ร้านค้าหรือผู้ประกอบการที่เข้าโครงการ และร้อยละ 1.57 ระบุ เป็นทั้งบุคคลทั่วไป ร้านค้าหรือผู้ประกอบการที่เข้าโครงการ โดยผู้ที่ไม่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (จำนวน 466 หน่วยตัวอย่าง) ร้อยละ 47.42 ระบุ ไม่มีสิทธิเข้าร่วมโครงการ รองลงมา ร้อยละ 27.04 ระบุ ไม่สนใจจะเข้าร่วมโครงการ ร้อยละ 24.47 ระบุ ลงทะเบียนไม่ทัน และร้อยละ 1.07 ระบุอื่นๆ ไม่ทราบวิธีการลงทะเบียน และไม่มีโทรศัพท์สมาร์ทโฟนสำหรับใช้ในการลงทะเบียน

ต่อมา ถามผู้เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส เกี่ยวกับโครงการไทยช่วยไทย พลัส ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย หรือเพิ่มรายได้ของประชาชน และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศได้ พบว่า

1. ด้านการช่วยเพิ่มรายได้จากการค้าขาย ร้อยละ 42.12 ระบุ ช่วยได้มาก รองลงมา ร้อยละ 39.52 ระบุ ค่อนข้างช่วยได้ ร้อยละ 7.67 ระบุ ไม่ได้รับผลประโยชน์ในด้านนี้ ร้อยละ 7.51 ระบุ ไม่ค่อยช่วย ร้อยละ 2.02 ระบุว่า ไม่ช่วยเลย และร้อยละ 1.16 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

2. ด้านการช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย พบว่า ร้อยละ 48.92 ระบุ ค่อนข้างช่วยได้ รองลงมา ร้อยละ 40.61 ระบุ ช่วยได้มาก ร้อยละ 9.02 ระบุ ไม่ค่อยช่วย และร้อยละ 1.45 ระบุ ไม่ช่วยเลย

3. ด้านการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ พบว่า ร้อยละ 45.09 ระบุ ค่อนข้างช่วยได้ รองลงมา ร้อยละ 33.74 ระบุ ช่วยได้มาก ร้อยละ 15.83 ระบุ ไม่ค่อยช่วย ร้อยละ 4.62 ระบุ ไม่ช่วยเลย และร้อยละ 0.72 ระบุ ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

ที่สำคัญ ถามผู้ร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (บุคคลทั่วไปและร้านค้าหรือผู้ประกอบการ จำนวน 1,384 หน่วยตัวอย่าง) เกี่ยวกับการตัดสินใจต่อรัฐบาลหลังจากได้รับผลประโยชน์จากการเข้าโครงการไทยช่วยไทย พลัส พบว่า

ร้อยละ 33.24 ระบุ ยังไม่แน่ใจจะตัดสินใจอย่างไร

รองลงมา ร้อยละ 26.81 ระบุ

มีส่วนทำให้สนับสนุนรัฐบาล ร้อยละ 25.43 ระบุว่า ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่สนับสนุนรัฐบาล ร้อยละ 14.23 ระบุ จะมีหรือไม่มีโครงการฯ ก็สนับสนุนรัฐบาลอยู่แล้ว และร้อยละ 0.29 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ประเด็นที่น่าวิเคราะห์ตามมา ก็คือ การเดินหน้าโครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2  มีปัจจัยทางการเมืองเกี่ยวข้องหรือไม่?

คำตอบ อาจอยู่ในผลสำรวจของ “นิด้าโพล” นั่นเอง ซึ่งถ้าโฟกัสให้ดี จะเห็นว่า คำตอบของคำถาม โครงการนี้จะทำให้ผู้เข้าร่วมโครงการสนับสนุนรัฐบาลหรือไม่

ปรากฏว่า รัฐบาลได้การสนับสนุนค่อนข้างต่ำ(ร้อยละ 26)  และน่าจะทำให้รัฐบาลใจหายอยู่พอสมควร ทั้งที่ข้อดีของโครงการได้คะแนนนิยมค่อนข้างอย่างสูง

นั่นแสดงว่า รัฐบาลจะถอยโครงการประชานิยมไม่ได้ ไม่ว่าเหตุผลใด และนี่อาจเป็นเหตุผลสำคัญว่า ทำไมต้องลุยต่อ “โครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2” อย่างน้อย ถ้าไม่ถึงกับเติมเต็มกระแสนิยมอย่างสูง ก็ยังช่วยกระตุ้นกระแสนิยมได้บ้าง

ไม่แน่ เรื่องนี้อาจเป็นเรื่องใหญ่กว่าความสำเร็จที่รัฐบาลประโคมออกมาเสียด้วยซ้ำ หรือไม่จริง?