วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม 2569

Login
Login

TH-AI กับประโยชน์สูงสุด เสียงสะท้อนมีจุดอ่อนเพียบ

หลายคนรู้และเข้าใจดีว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ “AI” กำลังมีบทบาทสูงในการเปลี่ยนแปลงโลก การทำงานและชีวิตประจำวัน อย่างรวดเร็ว

ดังนั้นการผลักดัน โครงการ TH-AI Passport ที่อาจเรียกสั้นๆว่า “TH-AI” ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ถือว่าสอดคล้องกับกระแสโลก และเล็งเห็นการณ์ไกล ในการคิดโครงการขึ้นมารองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

แต่ประเด็นไม่ได้อยู่ที่เป็นโครงการที่ดีหรือไม่ หากแต่อยู่ที่รายละเอียดในดำเนินโครงการเป็นไปอย่างโปร่งใสมากน้อยแค่ไหน มีคุณภาพตามวัตถุประสงค์หรือไม่ มีจุดอ่อนหรือช่องโหว่หรือไม่ และที่สำคัญคือ คุ้มค่าที่จะลงทุนด้วยเงินจำนวนกว่า 1,600 ล้านบาทหรือไม่

นี่ต่างหาก คือ ประเด็นที่ นักวิชาการ และ สส. ฝ่ายค้าน มีข้อกังวล คัดค้านให้มีการทบทวนโครงการ และแม้กระทั่งให้ยุติโครงการ

ขณะล่าสุด (31 ก.ค.69) ที่ทำเนียบรัฐบาล ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวถึงกรณีนางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เรียกร้องให้ยุติโครงการ TH-AI Passport ซึ่งถ้าหากไม่ดำเนินการ จะใช้กลไกรัฐสภา ตรวจสอบขั้นสูงสุดว่า

ไม่มีปัญหา เรื่องนี้มีการประสานมาล่วงหน้าว่าอยากจะมายื่นข้อเสนอที่จะพัฒนาให้ดีขึ้น แต่ไม่ได้ออกมา เหมือนที่ชี้แจงมา แต่ไม่เป็นไร เพราะเราให้การสนับสนุนเรื่องของการตรวจสอบเต็มที่ ที่ผ่านมา มีการพูดคุยหลายรอบ ซึ่งตนก็มั่นใจในส่วนที่กำกับดูแลรับผิดชอบว่า จะมีการทำโครงการนี้ ให้คุ้มราคา มีคุณภาพ และทำให้ประชาชนเข้าถึงเอไอ ที่มีคุณภาพหลากหลายโมเดลฟรีระยะเวลา 1 ปีได้ เพราะฉะนั้นเราเดินหน้าเต็มที่

มาถึงตรงนี้ สิ่งที่น่าย้อนให้เห็นก็คือ การดำเนินโครงการนี้ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง

จากการเปิดเผย โครงการ TH-AI Passport คือ โครงการจัดหาแพลตฟอร์มกลางที่รวบรวมเครื่องมือ Generative AI ชั้นนำของโลกในเวอร์ชันเสียเงิน (Pro หรือ Premium) มาแจกจ่ายให้คนไทยที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป ได้ใช้งานฟรีเป็นระยะเวลา 1 ปี โดยตั้งเป้าหมายไว้ที่ 5,000,000 สิทธิ์

โครงการนี้ขับเคลื่อนด้วยงบประมาณกว่า 1,621 ล้านบาท จากกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยีระดับสูง และกระตุ้นให้เกิดการนำ AI ไปใช้ในภาคการศึกษาและการทำงานจริง

ส่วนประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ มีดังนี้

1.) เข้าถึงเครื่องมือ AI ระดับโลกฟรี 1 ปี ผู้ได้รับสิทธิ์จะได้ใช้งาน Generative AI ตัวท็อปของโลก (เช่น โครงสร้างระบบที่รวมโมเดลชั้นนำอย่าง ChatGPT Plus, Gemini Advanced หรือ Claude Pro ตามข้อกำหนดของ TOR ที่ต้องมีโมเดลระดับพรีเมียมไม่น้อยกว่า 8 ผลิตภัณฑ์) ช่วยประหยัดค่าบริการรายเดือนที่ปกติอาจต้องจ่ายหลักร้อยถึงพันบาท

2.) คอร์สเรียน AI ฟรี ผ่านระบบ “Learn to Earn” โครงการไม่ได้แจกเพียงสิทธิ์ใช้งาน แต่มาพร้อมแพลตฟอร์มการเรียนรู้เพื่ออัปสกิล (Upskill) สอนตั้งแต่พื้นฐาน การเขียนคำสั่ง (Prompt Engineering) ไปจนถึงการประยุกต์ใช้เพื่อสร้างรายได้และต่อยอดอาชีพ

3.) รับใบเซอร์ฯ (Certification) รับรองผล เมื่อเรียนจบหลักสูตรที่กำหนด ผู้เข้าร่วมจะได้รับใบประกาศนียบัตรที่พัฒนาร่วมกับบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ สามารถนำไปใช้พัฒนาโปรไฟล์ในการสมัครงานได้

ทั้งนี้ เงื่อนไขและวิธีลงทะเบียน TH-AI Passport กระทรวงดีอีระบุว่า โครงการนี้กำหนดเกณฑ์และแนวทางการใช้งานเบื้องต้นไว้ดังนี้

1.)คุณสมบัติผู้มีสิทธิ์ ประชาชนชาวไทยที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป

2.)การยืนยันตัวตน ผู้ใช้งานต้องลงทะเบียนและยืนยันตัวตนผ่านระบบของรัฐ เช่น แอปพลิเคชัน ThaiD เพื่อยืนยันสิทธิ์และป้องกันการสวมสิทธิ์หรือซื้อขายบัญชี

3.)รูปแบบการใช้งาน ใช้งานผ่านแพลตฟอร์มกลางของโครงการแทนการล็อกอินผ่านแอปพลิเคชันส่วนตัวของผู้ให้บริการแต่ละราย โดยจะมีการบริหารจัดการปริมาณการใช้งาน (Token) อย่างเหมาะสมในแต่ละกลุ่มผู้ใช้

นี่คือ ภาพในอนาคตของโครงการที่พอจะทำให้มองออก

แต่ทว่าก่อนหน้านี้ไม่นาน มีเสียงสะท้อนให้เห็นถึงความไม่ชอบมาพากลบางอย่าง และหลายอย่างอาจไม่เป็นไปตามที่ตั้งวัตถุประสงค์เอาไว้ ที่สำคัญงบประมาณจำนวนมากอาจถูกใช้ไปโดยไม่คุ้มค่า และอาจถึงขั้น “เสียค่าโง่” หรือไม่

กรณี ดร.การดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ได้เปิดเวทีเสวนาและพบปะสื่อมวลชนในรูปแบบ Q&A เจาะลึกโครงการ “TH-AI Passport” ที่รัฐสภา เพื่อวิเคราะห์คุณสมบัติและการทำงานของระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในโครงการดังกล่าว ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการในแวดวงดิจิทัลอย่างเข้มข้น โดยมี วรพจน์ ธาราศิริสกุล ผอ.สถาบันออกแบบอนาคตประเทศไทย ทำหน้าที่ดำเนินรายการ

“ดร.การดี” แสดงจุดยืนการคัดค้าน พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนและสั่งยกเลิก โครงการ TH-AI Passport ซึ่งใช้เงินงบประมาณจากกองทุนสูงถึง 1,600 ล้านบาท

เนื่องจากพบว่า โครงการมีช่องโหว่จำนวนมาก และอาจไม่คุ้มค่ากับเงินภาษีของประชาชนอย่างรุนแรง โดยระบุว่า แม้ล่าสุดโครงการนี้ยังอยู่ระหว่างกระบวนการแก้ไขรายละเอียดแนบท้ายสัญญา เพื่อปรับเปลี่ยนรูปแบบการจ่ายเงินตามจำนวนผู้ใช้งานจริง หรือ Pay per active user ที่ดูเหมือนจะดีขึ้นกว่าการจ่ายแบบเหมาเข่งครั้งแรก

แต่เมื่อวิเคราะห์รายละเอียดกลับพบความเสี่ยงและช่องโหว่ขนาดใหญ่ เพราะนิยามคำว่า Active User สามารถถูกบิดเบือนได้ง่ายดาย เพียงแค่ประชาชนล็อกอิน 1 ครั้งต่อเดือน หรือระบบส่งการแจ้งเตือน(Notification) เพื่อกระตุ้นให้กดเข้ามา ก็ถูกนับว่าใช้งานแล้ว ซึ่งถือเป็นการนับเชิงปริมาณที่ไร้ตัวชี้วัด (KPI) ในการวัดคุณภาพและความคุ้มค่าต่อการพัฒนาทักษะ (Up-skill / Re-skill) ของประชาชนอย่างแท้จริง

ที่น่าสนใจ “ดร.การดี” ยกเอาข้อกังวลหลัก 3 ประเด็นมาชี้ให้เห็น ประกอบด้วย

1.) ข้อพิรุธในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง พบแนวโน้มและข้อสงสัยการล็อกสเปก ซึ่งเป็นประเด็นที่ฝ่ายค้านกำลังจับตาอย่างใกล้ชิด แม้รัฐจะอ้างว่าทำถูกหลักเกณฑ์ทุกอย่าง แต่ปฏิเสธไม่ได้ยังมีข้อกังวลเรื่องความไม่โปร่งใสอยู่

2.) ความไม่คุ้มค่าของเม็ดเงิน 1,600 ล้านบาท จากการตรวจสอบรายการค่าใช้จ่าย ทั้งระบบลงทะเบียนและระบบวัดความพึงพอใจ หลายรายการมีราคาแพงผิดปกติ จนผู้เชี่ยวชาญวงการเทคโนโลยีต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า Overpriced หรือ แพงเกินจริง จนเข้าข่ายการปล้นรัฐ และไม่ได้ใช้เงินกองทุนดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ขณะที่ปัจจุบันประเทศไทยมีแพลตฟอร์มฟรีอื่น ๆ ที่ดีกว่า หรือแม้กระทั่งโครงการภาครัฐเดิม อย่าง OKMD ที่ใช้เงินลงทุนเพียง 2 ล้านกว่าบาท ก็มีอยู่แล้ว เหตุใดรัฐจึงต้องนำงบประมาณพันล้านไปจ่ายให้ระบบที่ด้อยคุณภาพกว่า แทนที่จะใช้ความร่วมมือและต่อยอดสิ่งที่มีอยู่

3.) ความมั่นคงและอธิปไตยของข้อมูล (Data Sovereignty) ในเงื่อนไขขอบเขตของงาน (TOR) ยังไม่ชัดเจนว่า ข้อมูลทั้งหมดจะถูกประมวลผล (Process) ภายในประเทศไทยหรือไม่ ซึ่งถือได้ว่า เป็นความเสี่ยงสูงสุดต่อความมั่นคงระดับชาติและอธิปไตยทางเทคโนโลยี (AI Sovereignty) ที่รัฐบาลยังไม่มีแผนรองรับที่รัดกุม

“ดิฉันไม่เข้าใจ ผู้บริหารประเทศจะปล่อยผ่านโครงการนี้ไปได้อย่างไร เงินงบประมาณประเทศมีไม่พอ แต่กลับเอาไปลงกับสิ่งที่เรียกว่า Signature Project ทั้งที่ไม่จำเป็น ดิฉันไม่อยากให้เงิน 1,600 ล้านบาทนี้ กลายเป็นบทเรียนราคาแพง หรือกลายเป็น ค่าโง่ ชิ้นใหม่ของประเทศไทย ที่จ่ายเงินไปแล้วใช้งานได้แค่ปีเดียวแล้วหายไป โดยที่ประเทศและประชาชนไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย ซึ่งหากผู้บริหารประเทศเข้าใจความเสี่ยงนี้มากเพียงพอ จะต้องยุติโครงการและทบทวนใหม่เพื่อประโยชน์ระยะยาว” การดี ชี้ประเด็น

พร้อมยืนยันว่า ตนเองจะเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนอย่างเป็นทางการถึง นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อจี้ให้ใช้อำนาจที่มีสั่งยุติโครงการและปกป้องผลประโยชน์ของประเทศต่อไป

ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์ ผู้อำนวยการสถาบัน IMC ในฐานะนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัล สะท้อนมุมมองทางวิชาการว่า ปัจจุบันเทคโนโลยี AI ได้พัฒนาไปไกลมาก เปลี่ยนผ่านจาก Chat Bot มาเป็น Co-pilot หรือผู้ช่วย และบางกรณียังสามารถสรุปเอกสารหรือสร้างวิดีโอทำงานแทนมนุษย์ได้ จนทำให้มนุษย์ต้องเร่ง Up-skill และ Re-skill ซึ่งการเลือกใช้โมเดลฟรีทั่วไปก็สามารถทำได้ดี ขอเพียงเลือกให้ถูกกับลักษณะงาน

นอกจากนี้ รศ.ดร.ธนชาติ ได้วิพากษ์คุณสมบัติของ "AI-Pass" ซึ่งเป็นตัวทดลองในโครงการ TH-AI Passport อย่างตรงไปตรงมาว่า คุณสมบัติอย่างน้อยที่สุดควรจะเทียบเท่ากับเวอร์ชันฟรีที่มีในท้องตลาด แต่จากการทดสอบกลับพบปัญหาว่า AI-Pass ไม่สามารถอัปโหลดไฟล์ขนาดใหญ่ได้ ในขณะที่เวอร์ชันฟรีปกติ อย่าง ChatGPT สามารถทำได้ดีเยี่ยม ยกตัวอย่างเช่น หากสั่งให้ทำพาวเวอร์พอยท์เพื่อการนำเสนอ AI-Pass สามารถอัปโหลดไฟล์จำกัดได้เพียง 3 ไฟล์ แต่ ChatGPT สามารถอัปโหลดได้มากกว่า 10 ไฟล์ ซึ่งหาก AI-Pass ทำได้เพียงฟังก์ชันพื้นฐานแบบไลฟ์สไตล์เช่นนี้ จะไม่สามารถนำมาใช้ Up-skill หรือ Re-skill ประชาชนได้จริง

รศ.ดร.ธนชาติ เสนอว่า โมเดล AI ในโครงการอย่างน้อยที่สุดต้องมีคุณสมบัติและฟังก์ชันเท่าเทียมโมเดลฟรี เช่น อัปโหลดไฟล์เอกสารขนาดใหญ่เพื่อทำสไลด์นำเสนอได้ ดาวน์โหลดเอกสารได้หลากหลายรูปแบบ และสามารถวิเคราะห์ข้อมูลเสียงหรือวิดีโอได้

รวมถึง ดร.พิชชาเพ็ญ ประทีปะวณิช ผู้ก่อตั้ง Bangkok AI Builder Hub กล่าวถึงสถานการณ์ AI ในประเทศไทย ระบุว่า ประเทศไทยมีศักยภาพด้าน AI สูงมาก แต่น่าเสียดายที่งบประมาณ 1,600 ล้านบาทที่กระทรวงดิจิทัลฯ นำมาใช้ในโครงการ TH-AI Passport นี้ กลับละลายไปกับการเอื้อให้ประชาชนได้ใช้ AI ฟรีและการตั้งเป้าหมาย KPI ที่ไม่ชัดเจน แทนที่จะนำเงินมาใช้ในการพัฒนาศักยภาพและระบบนิเวศ AI ของประเทศไทย

รวมถึงการส่งเสริมกลุ่ม Start Up ในประเทศอย่างจริงจัง แม้ใน TOR จะมีการระบุถึงการพัฒนาศักยภาพประชาชน แต่รัฐก็ควรแปรเปลี่ยนงบประมาณก้อนนี้ให้กลายเป็นการพัฒนาที่เป็นชิ้นเป็นอัน มีความเป็นรูปธรรม และใช้ทรัพยากรให้ถูกต้องคุ้มค่ามากกว่าที่เป็นอยู่...

เมื่อเป็นเช่นนี้ หากการเดินหน้าโครงการโดยปรับเปลี่ยนเพียงเล็กน้อย โดยที่ไม่มีการนำเอาเสียงสะท้อนถึงปัญหาใหญ่จากหลายฝ่ายไปพิจารณาแก้ไขอย่างจริงจัง โอกาสที่จะมีความผิดพลาดตามที่หลายฝ่ายติงเตือนก็เป็นไปได้สูง

การทบทวนโครงการ แม้จะทำให้ล่าช้าเสียเวลาบ้าง แต่ก็คุ้มค่า หากทำให้ผลประโยชน์สูงสุดตกถึงประชาชน และประเทศชาติ

การรับฟังเสียงสะท้อน และข้อเสนอแนะของหลายฝ่าย ก็เช่นเดียวกัน ไม่ใช่เรื่องเสียหน้า เสียเครดิตทางการเมือง หากแต่เป็นความรอบคอบรัดกุม และนำไปสู่การตัดสินใจที่มีหลังพิงอย่างแข็งแกร่ง

ผิดกับ การเอาแต่ชนะคะคานทางการเมือง และความคิดของฝ่ายตน จนอาจถูกมองมีผลประโยชน์แอบแฝง

อย่าลืมในภาวการณ์ที่งบประมาณประเทศมีอยู่อย่างจำกัด งบประมาณทุกบาทจากเงินภาษีของประชาชน ไม่ควรถูกใช้แบบตำน้ำพริกละลายแม่น้ำอีกแล้ว