เอาอีกแล้ว! บีบหัวใจชาวนายากจนไม่แล้ว ไม่เลิก ทำไมต้องการลดงบประมาณช่วยเหลือ แก้ปัญหาสวมสิทธิ์ แต่ผลักความรับผิดชอบ ความไม่เป็นธรรมให้คนจน ชาวนารายย่อย มันใช่หรือไม่?
เรื่องนี้น่านำไปสู่การถกเถียง และแก้ปัญหาก่อนที่จะสายเกินแก้ และบาปตกถึงชาวนายากจน ที่ไม่มีปากมีเสียง
หลังชัดเจนว่า ในวันที่ 3 สิงหาคมที่จะถึง จะมีการประชุมคณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติด้านการผลิต เพื่อหารือแนวทางสนับสนุนเกษตรกร มาตรการช่วยเหลือ ในรูปแบบต่างๆ ผ่านข้อเสนอของภาครัฐ และเอกชน
ทั้งนี้ สรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประธานคณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติด้านการผลิต เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่าวันที่ 3 สิงหาคม 2569 จะมีการประชุมคณะอนุกรรมการฯ เพื่อรวบรวมข้อมูล สถิติจากทุกภาคส่วน ก่อนพิจารณาว่า ชาวนาควรได้รับการสนับสนุนด้านใดและในรูปแบบใด จึงจะเหมาะสมที่สุด
สำหรับข้อเสนอการช่วยเหลือชาวนา อัตรา ไร่ละ 1,000-2,000 บาท ยังต้องประเมินสถานการณ์และรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายรอบด้าน ก่อนสรุปมาตรการเสนอที่ประชุม นบข. (คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว) พิจารณา รวมถึงการผลักดันแนวทางส่งเสริมการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยในตลาดโลก
นอกจากนี้ ประเด็นที่น่าสนใจ วิชัย ศรีนวกุล นายกสมาคมโรงสีข้าวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กรรมการในคณะอนุกรรมการด้านการผลิตและอนุกรรมการตลาดข้าว และกรรมการ นบข. เปิดเผยว่า สมาคมเตรียมเสนอให้ปรับรูปแบบการช่วยเหลือชาวนา จากไร่ละ 1,000 บาท เป็นตันละ 1,000 บาท โดยใช้ระบบดิจิทัลลักษณะเดียวกับแอปพลิเคชันคนละครึ่ง หรือ “ไทยช่วยไทยพลัส” เพื่อให้การจ่ายเงินมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และอิงผลผลิตจริง
“วิชัย” แสดงความเห็นว่า หากยังใช้หลักเกณฑ์จ่าย ไร่ละ 1,000 บาท รัฐจะต้องใช้งบประมาณ 58,000 ล้านบาท แต่หากเปลี่ยนเป็น ตันละ 1,000 บาท บนฐานผลผลิตข้าวเปลือกไทยราว 35 ล้านตัน จะใช้งบเพียง 35,000 ล้านบาท ช่วยประหยัดงบประมาณได้กว่า 23,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ ระบบดังกล่าวมีข้อดีหลายด้าน ได้แก่ ป้องกันการสวมสิทธิ์ด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลพื้นที่เพาะปลูกกับผลผลิตจริง ตรวจสอบย้อนหลังได้ว่า พื้นที่ใดมีผลผลิตสูงหรือต่ำ เงินช่วยเหลือโอนเข้าบัญชีชาวนาโดยตรงผ่านระบบ ลดผ่านคนกลาง ช่วยแก้ปัญหาการแตกครัวเรือนเพื่อรับสิทธิ์เหมือนที่ผ่านมา เพราะได้รับสิทธิ์ตามปริมาณข้าวที่ขายจริง
มองผิวเผิน ข้อเสนอนี้ ยั่วยวนใจรัฐบาลอยู่ไม่น้อย เพราะช่วยแก้ปัญหาด้านงบประมาณ โครงการไร่ละ 1,000 บาท
แต่อีกด้านหนึ่ง นับเป็นเสียงสะท้อนที่น่ารับฟังอย่างยิ่งเช่นกัน โดยเฉพาะกับผู้มีประสบการณ์ใกล้ชิดกับชาวนา
กรณี ปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย ในฐานะกรรมการคณะอนุกรรมการพิจารณาด้านการผลิตข้าว และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า สมาคมฯ ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของสมาคมโรงสีข้าวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่เตรียมเสนอให้ปรับรูปแบบการช่วยเหลือชาวนา จากเดิม “ไร่ละ 1,000 บาท” เป็น “ตันละ 1,000 บาท”
เนื่องจากมองว่า ขัดวัตถุประสงค์ของมาตรการ ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อช่วยบรรเทาต้นทุนการผลิตของเกษตรกร ไม่ใช่เพื่ออุดหนุนตามปริมาณผลผลิต
“การทำนาในพื้นที่ 1 ไร่ แม้จะให้ผลผลิตมากหรือน้อย แต่ต้นทุนพื้นฐานในการเพาะปลูกแทบไม่แตกต่างกัน ทั้งค่าพันธุ์ข้าว ปุ๋ย ยา ค่าแรง และค่าบริหารจัดการ ดังนั้นจึงไม่ควรนำปริมาณผลผลิตมาเป็นเกณฑ์กำหนดวงเงินช่วยเหลือ เพราะเกษตรกรที่ได้ผลผลิตน้อยไม่ได้หมายความว่า จะมีต้นทุนต่ำกว่าผู้ที่ได้ผลผลิตสูง”
“ปราโมทย์” กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ผลผลิตข้าวของชาวนาแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกัน โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 500-800 กิโลกรัมต่อไร่ (ข้าวเกี่ยวสด) ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่และปัจจัยธรรมชาติ หากใช้ผลผลิตตันละเป็นตัวชี้วัด จะทำให้การช่วยเหลือกระจายไม่ทั่วถึง และอาจสร้างความเหลื่อมล้ำให้กับเกษตรกรในแต่ละภูมิภาค
สำหรับประเด็นการแตกครัวเรือนเพื่อรับสิทธิ์ช่วยเหลือ นายปราโมทย์ ยืนยันว่า เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เพราะการแยกครัวเรือนส่วนใหญ่เกิดจากลูกหลานเติบโตและแยกไปประกอบอาชีพหรือทำกินเอง ขณะที่ชาวนาส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อย มีพื้นที่ถือครองไม่มาก อีกทั้งภาครัฐกำหนดเพดานการช่วยเหลือไว้ชัดเจน เช่น ไม่เกิน 10 หรือ 20 ไร่ต่อครัวเรือน ทำให้วงเงินช่วยเหลือโดยรวมไม่ได้เพิ่มขึ้นจากการแยกครัวเรือน
“ยกตัวอย่าง หากครอบครัวหนึ่งมีพื้นที่ 10 ไร่ จะได้รับเงินช่วยเหลือ 10,000 บาท แต่หากแยกเป็น 5 ครัวเรือน แต่ละรายก็จะได้รับเพียง 2,000 บาท รวมแล้วก็ยังเป็นเงินช่วยเหลือ 10,000 บาทเท่าเดิม ดังนั้นปัญหาไม่ได้อยู่ที่การแตกครัวเรือน แต่หากจะตรวจสอบ ควรมุ่งไปที่กรณีเจ้าของที่ดินนำสิทธิ์ของชาวนาผู้เช่านาไปใช้ ซึ่งอาจมีอยู่บ้าง แต่ถือเป็นส่วนน้อยมาก” ปราโมทย์ กล่าวย้ำ
ที่สำคัญ “ปราโมทย์” เปรียบเทียบให้เห็นว่า ระบบการขึ้นทะเบียนเกษตรกรและการให้ความช่วยเหลือโดยอ้างอิงจากพื้นที่เพาะปลูก มีความแม่นยำและตรวจสอบได้ง่ายกว่าการใช้ปริมาณผลผลิตเป็นเกณฑ์ เนื่องจากหากต้องสำรวจผลผลิตของชาวนากว่า 4.68 ล้านครัวเรือน ว่าแต่ละครัวเรือนได้ผลผลิตกี่ตัน จะเป็นภาระต่อภาครัฐอย่างมาก อีกทั้งยังมีความเสี่ยงที่ข้อมูลจะคลาดเคลื่อน หรืออาจเกิดการแจ้งตัวเลขผลผลิตเกินจริง จนต้องเสียเวลาและงบประมาณในการตรวจสอบย้อนหลัง
“ปราโมทย์” แสดงความเห็นทิ้งท้ายด้วยว่า การเลือกปลูกข้าวแต่ละสายพันธุ์ของชาวนา แต่ละคนจะพิจารณาจากความเหมาะสมของพื้นที่ ต้นทุน ผลตอบแทนที่คุ้มค่าต่อการลงทุน ทั้งตั้งข้อสังเกตว่า หากภาครัฐกำหนดเงื่อนไขใหม่ที่ซับซ้อน ใช้แอปพลิเคชัน หรือระบบที่ไม่สอดคล้องกับวิถีปฏิบัติเดิมของเกษตรกร จะยิ่งเพิ่มภาระโดยไม่จำเป็น
“สุดท้ายเหมือนเป็นการกล่าวหาว่า ชาวนาสวมสิทธิ์ หรือทุจริต ทั้งที่ชาวนาเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากต้นทุนการผลิต ความเสี่ยงในการเพาะปลูกมาตลอด การกล่าวหาเช่นนี้ไม่เป็นธรรม ผู้ที่เสนอแนวคิดดังกล่าว ควรย้อนกลับไปทบทวนข้อเท็จจริงให้รอบด้านมากกว่าจะตั้งข้อสงสัยกับชาวนา”
ส่วนถ้าวิเคราะห์ภาพรวมของปัญหา ตามข้อเสนอเปลี่ยนเกณฑ์ช่วยเหลือชาวนาจาก “ไร่ละ 1,000 บาท” เป็น “ตันละ 1,000 บาท”
สิ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างมากก็คือ ผลกระทบต่อเกษตรกรรายย่อยอย่างสูง ความยุ่งยากในการตรวจสอบผลผลิต และความเหลื่อมล้ำในการกระจายรายได้
เริ่มจาก ผลกระทบต่อเกษตรกรและโครงสร้างเกษตรกร
1.) รายย่อยเสียเปรียบ : ชาวนาที่มีพื้นที่น้อย (เช่น 3-5 ไร่) จะได้เงินช่วยเหลือน้อยมาก จนไม่คุ้มทุนไม่ตอบโจทย์
2.) ต้นทุนการผลิต : การคิดตามปริมาณข้าวไม่ได้ช่วยลดภาระค่าปุ๋ย ค่าไถ่ และค่าเกี่ยวที่จ่ายเท่ากันทุกไร่ก่อนเก็บเกี่ยว
3.) ปัญหาข้าวเก็บไว้กิน : ชาวนาที่ปลูกข้าวไว้บริโภคเองไม่ได้นำไปขาย จะเสียสิทธิ์รับเงินช่วยเหลือส่วนนี้ไป
ด้าน ความยุ่งยากของภาครัฐ
1.) ภาระการตรวจสอบ : การสำรวจปริมาณผลผลิตรายครัวเรือนกว่า 4.68 ล้านครัวเรือนทำได้ยาก และเสี่ยงต่อข้อมูลคลาดเคลื่อน
2.) ช่องโหว่ทุจริต : อาจเกิดปัญหาแจ้งตัวเลขผลผลิตเกินจริง หรือการสวมสิทธิ์ ซึ่งตรวจสอบย้อนหลังได้ยาก
3.) อุปสรรคเทคโนโลยี : ระบบดิจิทัลใหม่สร้างภาระให้เกษตรกรผู้สูงอายุที่ใช้งานไม่คล่อง
ที่น่าหยิบยกมาให้เห็น เมื่อไม่นานมานี้ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นปลื้มอย่างมากกับการดำเนินโครงการช่วยเหลือลดต้นทุนการผลิตของชาวนาที่ผ่านมา
โดยผลการประเมินพบว่า สามารถโอนเงินสนับสนุนถึงมือเกษตรกร 4.515 ล้านครัวเรือน หรือร้อยละ 99.98 ของเป้าหมาย คิดเป็น วงเงินสนับสนุน 36,716.44 ล้านบาท ครอบคลุมพื้นที่ได้รับเงินสนับสนุน 36.71 ล้านไร่ สะท้อนว่า ระบบการดำเนินงานสามารถเข้าถึงเกษตรกรได้อย่างครอบคลุม
“สุริยะ” กล่าวต่อว่า ผลประเมินยังพบว่า เงินสนับสนุนมีส่วนช่วยให้เกษตรกรจัดหาปัจจัยการผลิตที่จำเป็นได้มากขึ้น เช่น ปุ๋ย สารกำจัดศัตรูพืช การเตรียมดิน และเมล็ดพันธุ์ ทำให้ดูแลแปลงนาได้ดีขึ้น
โดยพบว่า ค่าใช้จ่ายในการผลิตข้าวลดลงเฉลี่ย 463.02 บาทต่อไร่ หรือร้อยละ 12.22 /
ขณะที่ ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 79.29 กิโลกรัมต่อไร่ หรือร้อยละ 16.85 และ มูลค่าผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1,898.50 บาทต่อไร่ หรือร้อยละ 38.46 เมื่อประเมินประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยรวม จากค่าใช้จ่ายในการผลิตข้าวที่ลดลง และมูลค่าผลผลิตข้าวที่เพิ่มขึ้น พบว่า โครงการก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยรวมประมาณ 57,473.48 ล้านบาท หรือประมาณ 1.57 เท่าของวงเงินสนับสนุนโครงการ
แม้ว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจได้รับผลจากปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น สภาพอากาศ ราคาข้าวในตลาด และการบริหารจัดการของเกษตรกรในแต่ละพื้นที่
“ผลการประเมินครั้งนี้สะท้อนว่า มาตรการของภาครัฐสามารถช่วยเสริมสภาพคล่องให้เกษตรกรได้อย่างครอบคลุม และมีส่วนช่วยให้เกษตรกรบริหารจัดการการผลิตได้ดีขึ้น กระทรวงเกษตรฯ จะนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้พัฒนามาตรการให้ตอบโจทย์การลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และยกระดับคุณภาพการผลิตข้าวของไทย เพื่อให้เกษตรกรมีความเข้มแข็งมากขึ้นในระยะต่อไป”
ฟังดูแล้ว ก็ไม่เห็นว่า โครงการช่วยเหลือเกษตรกรไร่ละ 1,000 บาท มีปัญหาร้ายแรงตรงไหน จึงต้องมีการเปลี่ยนเกณฑ์ ที่เป็นปัญหาทั้งกับเกษตรกรรายย่อย และเสี่ยงที่จะมีขบวนการปั้นข้อมูลเท็จ
เหนืออื่นใด สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจ ก็คือ การแก้ปัญหาสวมสิทธิ์ และการแตกครัวเรือน สำหรับกรณีทุจริต เพื่อลดงบประมาณนั้น เป็นการตรวจสอบเอาผิดโดยอำนาจรัฐ ที่จะไม่ยอมให้เกิดขึ้นอยู่แล้ว อำนาจรัฐต้องทำหน้าที่ ที่ไม่อาจละเว้นได้ มิใช่หามาตรการเปลี่ยนสิทธิ์เกษตรกรให้ได้ประโยชน์น้อยลง และมีผลกระทบสูงกับเกษตรกรยากจนรายย่อย
หากข้อเสนอเปลี่ยนเกณฑ์ประสบความสำเร็จ จากไร่ละ 1,000 บาท เป็นตันละ 1,000 บาท สิ่งที่คนยากคนจนฝังใจจำ กรณีไม่ผ่านเกณฑ์บัตรคนจนอยู่แล้ว จะยิ่งซ้ำเติมเข้าไปใหญ่ คงไม่ต้องให้บอกว่า เลือกตั้งครั้งหน้าใครจะได้รับผลกระทบสูง หรือไม่กลัว?



